กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ สั่งเจ้าหน้าที่สถานทูตที่ไม่มีภารกิจจำเป็นเร่งด่วนและสมาชิกครอบครัวเดินทางออกจากซาอุดีอาระเบีย ท่ามกลางการโจมตีต่อเนื่องจากกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมถึงกระทบการเดินทางทางอากาศและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศว่า ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงริยาดและสถานกงสุลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่มีภารกิจจำเป็นเร่งด่วน รวมถึงสมาชิกครอบครัว เดินทางออกจากซาอุดีอาระเบีย เนื่องจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นจากการโจมตีของกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน
ทอมมี พิกกอตต์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า กลุ่มฮูตีเพิ่มการโจมตีซาอุดีอาระเบีย โดยมุ่งเป้าไปที่สนามบินพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตและเกิดความปั่นป่วนในการเดินทาง พร้อมย้ำว่าความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด
คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นหลังซาอุดีอาระเบียเผชิญการโจมตีจากกลุ่มฮูตีเกือบทุกวันในช่วงเดือนนี้ รวมถึงการโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติคิงคาลิดในกรุงริยาด ซึ่งทำให้สนามบินต้องปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม ก่อนที่เที่ยวบินบางส่วนจะเริ่มกลับมาให้บริการอีกครั้งเมื่อวันพุธ หลังทางการอนุญาตให้สายการบินกลับมาดำเนินงานได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด อย่างไรก็ตาม สายการบินรายใหญ่บางแห่ง เช่น ลุฟท์ฮันซาและแอร์ฟรานซ์ ยังคงยกเลิกเที่ยวบินไปยังกรุงริยาดจนถึงช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน
สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้น หลังกระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบียรายงานว่า เศษซากจากการสกัดกั้นโดรนที่มุ่งเป้าโจมตีแหล่งน้ำมันชีบาห์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ใกล้พรมแดนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน เป็นชาวฟิลิปปินส์และชาวเนปาล และบาดเจ็บอีก 2 คน อย่างไรก็ตาม ทางการไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้ส่งโดรนดังกล่าว
ขณะเดียวกัน กองกำลังพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบียซึ่งปฏิบัติการในเยเมน ระบุว่า สามารถสกัดกั้นโดรนหลายลำที่มุ่งหน้าโจมตีซาอุดีอาระเบียได้ โดยรายงานก่อนหน้านี้ระบุว่ามีการสกัดกั้นโดรน 6 ลำ ส่วนเจ้าหน้าที่ด้านการบินรายงานว่า การโจมตีท่าอากาศยานในเมืองดัมมามทางตะวันออกของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บ 8 คน
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุเพิ่มเติมว่า สถานเอกอัครราชทูตในประเทศอื่น ๆ แถบอ่าวเปอร์เซียอาจมีการปรับเปลี่ยนกำลังเจ้าหน้าที่ชั่วคราวเช่นกัน แต่คำสั่งให้ออกจากประเทศครั้งนี้มีผลเฉพาะซาอุดีอาระเบีย โดยสถานทูตสหรัฐฯ ในหลายประเทศของภูมิภาคอยู่ภายใต้มาตรการจำกัดการปฏิบัติงานอยู่แล้ว
ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เคยสั่งให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่มีภารกิจจำเป็นออกจากประเทศในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ก่อนเริ่มสงครามกับอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ และดำเนินมาตรการลักษณะเดียวกันอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม ก่อนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะยกเลิกแผนโจมตีระลอกใหม่
ล่าสุด สำนักข่าว IRNA ของทางการอิหร่านรายงานว่า มีผู้ได้ยินเสียงระเบิดหลายครั้งในพื้นที่คาร์ปัน เมืองซีริก จังหวัดฮอร์โมซกัน ทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งอยู่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อช่วงดึกวันพุธ โดยยังไม่มีการเปิดเผยสาเหตุหรือรายละเอียดของเหตุระเบิด
สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ จากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งทำให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่านและผู้บัญชาการทหารระดับสูงเสียชีวิต ต่อมาอิหร่านพยายามปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ โดยกำหนดให้เรือทุกลำต้องได้รับอนุญาตก่อนผ่านเส้นทางดังกล่าว ขณะที่สหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยการปิดล้อมท่าเรือและเรือของอิหร่าน
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ที่ในภาวะปกติรองรับการขนส่งน้ำมันทั่วโลกประมาณหนึ่งในห้า ทำให้ความขัดแย้งในพื้นที่ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานและการเดินเรือระหว่างประเทศ
สำหรับเยเมน การสู้รบระหว่างกลุ่มฮูตีกับรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติกลับมารุนแรงขึ้น หลังข้อตกลงสงบศึกที่ดำเนินมาราว 4 ปีสิ้นสุดลงในเดือนมิถุนายน โดยซาอุดีอาระเบียเป็นผู้นำกองกำลังพันธมิตรที่สนับสนุนรัฐบาลเยเมนมาตั้งแต่ปี 2558.
ที่มา Reuters / THE ASSOCIATED PRESS