“เอกนิติ” ชูไทย Trusted Connector ดึงลงทุนเข้าประเทศยุคโลกแบ่งขั้ว
เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในการเสวนาหัวข้อ “Building Resilience in a Fragmented World” ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญของกระทรวงการคลัง ในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ครั้งที่ 81 ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่ประเทศและธุรกิจให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและต้นทุนเป็นหลัก สู่ยุคที่ต้องคำนึงถึงความมั่นคงและการกระจายความเสี่ยงมากขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และกำแพงการค้าที่เพิ่มขึ้น
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ การค้า ตลาดการเงิน และการลงทุน โดยไทยต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป นายเอกนิติยกตัวอย่างการนำเข้าพลังงาน ซึ่งไทยพึ่งพาตะวันออกกลางประมาณ 50% จึงต้องหาแหล่งนำเข้าทางเลือกจากแอฟริกาตะวันตกและลาตินอเมริกา สะท้อนให้เห็นว่าข้อจำกัดทางการค้าอาจทำให้เส้นทางเปลี่ยนไป แต่ประเทศที่ปรับตัวได้ยังมีโอกาสรักษาความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ
ด้านตลาดการเงิน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ในช่วง 7–8 เดือนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นประมาณ 60 จุดพื้นฐาน เทียบกับสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น 120 จุดพื้นฐาน นายเอกนิติระบุว่า ความแตกต่างนี้สะท้อนความสำคัญของเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและวินัยทางการคลัง ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดท่ามกลางภาวะการเงินโลกที่ผันผวน
ขณะที่ด้านการลงทุน ไทยมีโอกาสรับประโยชน์จากการที่นักลงทุนกระจายฐานการผลิตและเงินทุนไปยังหลายประเทศ โดยคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 47% อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญคือการเปลี่ยนคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนให้เป็นเม็ดเงินลงทุนจริง ผ่านการลดขั้นตอนและกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น
นายเอกนิติระบุว่า ไทยต้องวางบทบาทเป็น “Trusted Connector” หรือประเทศตัวเชื่อมโยงที่ทุกฝ่ายไว้วางใจ เชื่อมประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่กับประเทศขนาดเล็ก ภายใต้ระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกาสากล พร้อมใช้ความแตกต่างของประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นจุดแข็งในการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ เช่น การเชื่อมโยงศักยภาพพลังงานน้ำของ สปป.ลาว กับความต้องการใช้พลังงานของสิงคโปร์ โดยไทยและมาเลเซียสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือดังกล่าว
นอกจากพลังงานแล้ว อาเซียนยังมีโอกาสขยายการค้าภายในภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 22% ของการค้ารวม เทียบกับยุโรปที่มีสัดส่วนการค้าภายในภูมิภาคราว 60% รวมถึงการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตลอดจนขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนกับภูมิภาคอื่น เช่น ยุโรป
อย่างไรก็ตาม การเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกจะยั่งยืนได้ต้องสร้างความไว้วางใจภายในประเทศควบคู่กัน เพื่อให้ประชาชนและธุรกิจไทยได้รับประโยชน์จากเงินทุนต่างชาติอย่างทั่วถึง โดยนายเอกนิติระบุว่า การส่งออกของไทยในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI ช่วงครึ่งแรกของปีนี้เติบโต 40% แต่การเติบโตดังกล่าวต้องต่อยอดไปสู่การพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่
รัฐบาลจึงเดินหน้าโครงการ Skill Bridge เชื่อมความต้องการแรงงานของนักลงทุนกับมหาวิทยาลัยไทย พร้อมกำหนดเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนให้ผู้ลงทุนรายใหม่ถ่ายทอดเทคโนโลยีและร่วมพัฒนาทักษะคนไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นายเอกนิติกล่าวว่า ผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกมีลักษณะคล้าย “K-shaped impact” คือบางประเทศและธุรกิจได้รับประโยชน์ ขณะที่ประเทศขนาดเล็ก เอสเอ็มอี และประชาชนบางกลุ่มกลับเผชิญข้อจำกัดในการปรับตัว ไทยจึงต้องไม่หยุดอยู่ที่การดึงดูดเงินทุน แต่ต้องเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นศักยภาพของคนและเศรษฐกิจไทย พร้อมอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศและสถาบันการเงินระหว่างประเทศอย่าง IMF และธนาคารโลก เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง