คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangระนอง · เปลี่ยน

อภิสิทธิ์ จี้ สอบปมรื้อแก้มลิงคู้บอน วรศิษฎ์ รับมีปัญหาจริง จ่อเรียก กทม.แจง ลั่น ไร้เหตุผลตั้ง กก.สอบ

ที่มา: มติชน

อภิสิทธิ์ ข้องใจ น้ำท่วม กทม. ทำไมพร่องน้ำน้อย จี้สอบ ปมรื้อ แก้มลิงคู้บอน หลังพบ เอกชน-ใกล้ชิด “ผู้บริหารกทม.” กว้านซื้อที่ดินเพิ่ม ก่อนรื้อผังเมือง-โครงการ ด้าน “วรศิษฎ์” ยอมรับมีปัญหาจริง จ่อเรียก กทม.แจง หากไม่มีเหตุผลต้องจัดการ- ตั้งกก.สอบ พร้อมรับตรวจสอบ บึงคู้บอน

เมื่อเวลา 12.35 น. วันที่ 8 ตุลาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้เแทนราษฎร มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธ์วิณิช รองประธานสภาฯคนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุมพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถาม นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑล ว่า ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯยังไม่จบและความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นสำหรับพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ก็เป็นความเดือดร้อนที่หลายคนไม่เคยประสบมาก่อน และหลายพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง ความเสียหายที่เห็น ไม่ว่าจะเป็นเรถยนต์ รถมอเตอร์ไซด์ที่จมน้ำ เชื่อว่าแม้จะมีการเยียวยาอย่างไรก็ไม่สามารถที่จะทำให้ชีวิตเขากลับเป็นเหมือนปกติได้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สภาฯก็อภิปรายในเรื่องน้ำท่วมค่อนข้างกว้างขวาง แต่ทุกคนก็พูดสังคมก็จะคาดหวังว่า เหตุการณ์ผ่านไปทุกครั้งเราต้องเรียนรู้ จริง ๆ สังคมเอือมคำว่าถอดบทเรียน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้นตนจึงมาช่วนรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกรุงเทพฯ ว่าถึงเวลาหรือยังที่จะต้องมาตรวจสอบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นจากอะไร ป้องกันได้ดีกว่านี้หรือไม่ บริหารจัดการให้ดีกว่านี้ได้หรือไม่ ไม่เพียงแต่เพื่อให้เรามีความพร้อมมากยิ่งขึ้นสำหรับภัยที่อาจจะกลับมาอีกครั้ง สัปดาห์หน้าเราก็เป็นเจ้าภาพสำคัญในระดับโลก แต่สำหรับตนแล้ว ผู้ที่ได้รับผลกระทบและได้รับความเสียหายเขาก็มีสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างน้อยที่จะได้รู้ข้อเท็จจริง และเค้าอาจจะมีความประสงค์ที่จะใช้สิทธิตามกฎหมาย เขาก็ควรที่มีสิทธิรู้ว่าใครจะรับผิดชอบ จึงอยากถาม รมว.มหาดไทย เกี่ยวกับบทบาทรัฐบาลกับกรุงเทพฯ โดยเริ่มต้นจากขั้นเตรียมการสันนิษฐานว่า กรมอุตุนิยมวิทยาต้องให้ข้อมูลกับทางรัฐบาล และกรุงเทพฯล่วงหน้าได้ระดับหนึ่ง 5-7 วัน เกี่ยวกับฝนที่เข้ามาในช่วงปลายเดือนกันยายน และสิ่งที่ประชาชนคาดหวังและพูดเมื่อเราไปเยี่ยมคือถ้าเตือนเขาเร็วกว่านี้เขาก็จะสามารถลดความเสียหายได้มากมาย และถ้ารัฐบาลและกรุงเทพฯรู้ก็น่าจะต้องมีวิธีการในการรับมือการห้องน้ำในคลอง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า น้ำท่วมกรุงเทพฯครั้งนี้ เขตที่ได้รับความเดือดร้อนความเสียหายมากที่สุดอยู่ในซีกตะวันออกรอบ ๆ คลองแสนแสบ คลองประเวศบุรีรมย์ คลองลาดพร้าว เป็นต้น จึงอยากถามในเรื่องการเตือนภัย เพราะเกิดวิวาทขึ้นว่ารัฐบาลเป็นผู้กดปุ่มเซลบอร์ดแคส แต่รัฐบาลไม่สามารถที่จะเขียนข้อความที่จะเตือนเองได้ และได้ประสานงานกับกทม.ไป รัฐบาลบอกว่ากทม.ไม่ตอบ ส่วนกทม.บอกว่าไม่มีอำนาจในการกดปุ่มเตือนประชาชน ตนอยากได้ข้อเท็จจริงและถามได้ว่าวันข้างหน้าจะปรับปรุงเรื่องนี้อย่างไร และผู้ว่าฯกทม.และผู้บริหารกทม.ก็ออกมายืนยันว่า ได้มีการพร่องน้ำในคลองต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องถึงขั้นมีวาทะกรรมว่าพร่องจนคอเหม็นจนประชาชนบ่น แต่ที่เราสัมผัสอยู่กับพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณเหล่านั้น ไม่มีใครยืนยันหรือรู้สึกอย่างนั้นก็จะถามว่าท่านได้ตรวจสอบหรือไม่ว่ากทม.ได้พร่องน้ำในคลองเหล่านั้นจริงหรือ ท่านเชื่อคำชี้แจงของกทม.แล้วจบกันไป

ด้านนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ชี้แจงว่า ข้อมูลการเตือนภัย ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ซึ่งเป็นศูนย์เตือยภัย ได้รับข้อมูลมาจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นกรมอุตุฯ จิสด้า หรือสทนช. ในสิ่งที่เราเห็นว่าอาจจะเป็นความเสี่ยงให้ เกิดปัญหาและภัยพิบัติต่าง ๆ ได้เราก็จะแจ้งไปยังพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลหรือปภ.เป็นผู้ดูแลเซลบอร์ดแคส และสามารถเป็นผู้อนุมัติในการส่งข้อมูลต่าง ๆ ออกไป แต่ชุดข้อมูลที่เราได้รับมาจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องยืนยันกับพื้นที่ วันนี้ปภ.รู้ว่าจะมีอะไรเข้ามา แต่สิ่งที่ปภ.ไม่รู้รายละเอียดคือเรื่องของพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งปริมาณน้ำในคลองจะรับได้อีกแค่ไหน ไม่รู้ว่าประสิทธิภาพในการระบายน้ำในแต่ละพื้นที่เป็นอย่างไร และทางกทม.ได้เตรียมอะไรมากไปกว่านี้ไว้บ้างหรือยัง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถที่จะทำข้อความด้วยตัวปภ.แล้วส่งออกไปได้อีก

นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า แต่ละพื้นที่โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ อย่างกทม. มีความหลากหลายเชิงกายภาพค่อนข้างสูงบางพื้นที่ฝนตก 100 อาจจะไม่ท่วม บางพื้นที่อาจจะท่วม เพราะฉะนั้นจำเป้นที่จะต้องใช้ข้อมูลรายละเอียด ซึ่งคนที่รับผิอดชอบ เรื่องนี้คือนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ที่กำกับดูแล ปภ. ก็มีการประสานไปแล้ว แต่ตนไม่อยากให้มองว่าเป็นความผิดของใครเพราะอยู่ในช่วงที่ชุลมุน แต่ในอนาคตได้มีการกำชับไม่ใช่เฉพาะกทม. แต่ทุกจังหวัดทุกพื้นที่ให้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดรวมถึงปภ.ต้องมีการจี้ยืนยัน เพราะไม่เช่นนั้นสุดท้ายแล้วถ้าเป็นคอขวดแล้วมีปัญหาในเรื่องของการประสานงานคนที่ได้รับผลกระทบคือพี่น้องประชาชน และข้อมูลก็บอกแล้วว่าเป็นการพยากรณ์ก็อาจจะไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้คือการเตือนถ้ายิ่งเราทำการเตือนได้ล่วงหน้า สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ลดความสูญเสียของพี่น้องประชาชนได้

รมช.มหาดไทย ชี้แจงต่อว่า ในเรื่องของการพร่องน้ำ ซึ่งตนได้ให้สำนักวานระบายน้ำ กทม.เอาข้อมูลมาชี้แจงนำ ปรากฎว่ากทม.พร่องน้ำไปตั้งแต่วันที่ 20-21 กันยายน ให้พร่องไปในจุดที่สามรารถที่จะพร่องได้มากที่สุด โดยพร่องน้ำจนหัวสูบไม่สามารถสูบได้แล้วและในอนาคตภาพห้องน้ำขนาดนี้แล้วยังเพิ่มพื้นที่พื้นที่รับน้ำได้ไม่มากพอสิ่งที่ต้องทำคือกทม.จะต้องปรับระดับและการปรับจุดเพื่อที่จะระบายน้ำออกเพื่อทำให้ระดับคลองลดลงไปกว่านี้ สิ่งที่ตามมาคือจะทำให้มีพื้นที่รับน้ำมากขึ้น ซึ่งเราก็ไม่ได้วางใจแต่หากในงานเป็นข้อเท็จจริงเราก็ต้องว่ากันไปตามข้อเท็จจริงว่ากทม. ได้ทำแล้วแต่ถ้าสิ่งที่รายงานมาไม่ใช่ตนคิดว่าตรงนี้เป็นปัญหาและต้องจัดการ

นายอภิสิทธิ์ ถามอีกว่า เรื่องการเตือนภัยอยากให้ลองไปเปรียบเทียบกับพื้นที่อื่นก่อนก็จะได้เห็นชัดเจนขึ้นว่าน้ำหนักความรับผิดชอบของผู้กดปุ่มกับผู้ที่จะต้องส่งข้อความความบกพร่องน้ำหนักไปทางไหน ส่วนที่บอกว่าแม้จะรับรายงานมาจากกทม. รัฐมนตรีบอกว่าไม่ไม่วางใจก็ดีแล้ว แต่เมื่อดูการพร่องน้ำที่คลองแสนแสบ ช่วงบางกะปิ วันที่ 24 กันยายน กทม.บอกพร่้องน้ำถึงที่สุดแล้ว แต่ระดับน้ำต้นกันยายนเคยถูกพร่องไปต่ำกว่า ต่างกันถึง 23 เซนติเมตร ส่วนที่เขตสะพานสูงต่างกันถึง 33 เซนต์หนองจอก ต่างกันเกือบ 20 เซนต์ คลองประเวศบุรีรมย์ ไม่ต่างกันเลย สูงกว่าจุดที่เคยเป็นตอนต้นเดือนกันยายนเกือบ 20 เซ็นต์

“แม้จะคืนความเป็นปกติกับคนที่เสียหายไม่ได้ แต่สิทธิขั้นพื้นฐานน้อยที่สุดคือ เขามีสิทธิที่จะได้รู้ความจริง เราจะยอมรับคำชี้แจงซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงแบบนี้ และเมื่อรัฐมนตรีพูดแล้วว่าท่านไม่ได้วางใจถ้ามันไม่เป็นแบบนั้นจริงท่านจะดำเนินการผมก็ต้องถามต่อว่าท่านจะดำเนินการอย่างไร” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ตอนลงพื้นที่เห็นบทบาทของกทม. น้อยมาก ซึ่งรัฐมนตรีก็น่าจะมีประสบการณ์ในเรื่องนี้เหมือนกัน แต่สิ่งสำคัญกว่านั้น คือ เมื่อน้ำท่วมเอ่อล้นมาแล้วภารกิจสำคัญคือนำน้ำไปออกแม่น้ำเจ้าพระยา หรือจะระบายไปทางทิศตะวันออกแต่ข้อเท็จจริงที่เราพบเห็นคือน้ำในซีกตะวันออก ส่วนหนึ่งจะต้องมาผ่านอุโมงค์ยักษ์คลองแสนแสบ เพื่อระบายไปสู่ประตูระบายน้ำพระโขนง ขณะที่น้ำท่วมในคลองต่าง ๆ อุโมงค์ยักษ์ ทำงาน 63% ขณะที่ประตูระบายน้ำ ทำงาน 50% ไม่มีใครเชื่อว่าน้ำไปไม่ถึง มีเสียงลือว่าทำไม่ได้ เพราะอุปกรณ์ซ่อมแซม ยังไม่นับข้อครหา ที่จัดซื้อเครื่องสูบน้ำ ราคาสูง แต่ไม่สามารถหาอะไหล่เปลี่ยนได้

นายวรศิษฎ์ ชี้แจงว่า ให้กทม.ชี้แจงการสูบน้ำระดับต่ำสุด ว่ามีปัจจัยอื่นหรือไม่ ก่อนหน้านี้ต่ำกว่านี้ได้ จึงต้องชี้แจงหากเป็นเหตุผลที่เหมาะสม ต้องอธิบายได้ทางหลักวิทยาศาสตร์ก็ต้องจัดการอยู่แล้ว หากไม่ได้ต้องตั้งกรรมการสอบ แต่ขอดูเหตุผลหลักการให้ชัดเจน เพราะเรื่องนี้เป็นคุณ เป็นโทษกับทุกคน ส่วนปัญหาการระบายน้ำ ตนอยู่ในพื้นที่ตั้งแต่วันแรก พบว่าเครื่องสูบน้ำเสีย กทม.ชี้แจงว่าเป็นวงรอบรอบการปรับปรุง แต่กทม.ได้จัดหาเครื่องสูบน้ำทดแทน

นายอภิสิทธิ์ ได้ถามถึงการพัฒนาพื้นที่แก้มลิงของกทม.กรณีบึงคู้บอนที่อยู่ในแผนตั้งแต่ปี 2556 ทำประชาพิจารณ์ จนถึงปี 2565 เตรียมออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืน เตรียมงบประมาณ ค่าจัดการที่ดินประมาณ 300 ล้านบาท และเมื่องบรวมการลงทุน ประมาณ 2,000 ล้านบาท แต่จุดพลิกคือ ปี 2566 พบว่าผู้บริหารกทม. เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมและตั้งข้อสังเกต ว่าใช้งบจำนวนมากกระทบประชาชน ทั้งที่ผ่านประชาพิจารณ์ และเดินหน้ามาจนถึงออกพระราชกฤษฎีกาแล้ว จนสุดท้ายนำมาสู่ยกเลิกเป็นทางการ ปี 2569 ตามข้อสังเกตของผู้บริหารกทม.

“ผมขอให้ รัฐมนตรีช่วยตรวจสอบ ในปี 2567 พบซื้อที่ดินที่จะทำบึงคู้บอน จากบริษัทอสังหาริมทรพย์ ที่มีบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นที่ปรึกษาผู้ว่ากทม. ด้วย ตามข้อมูล พบว่า ผู้ถือหุ้น ใครต่อใครที่เชื่อมโยงกับบริษัทนี้ ซื้อที่อีก 81 ไร่ ทั้งที่โครงการไม่ยกเลิก และซื้อในราคาที่ราคาที่ดินไม่ปรับเพิ่มขึ้น สุดท้ายยกเลิก และขณะนี้มีความพยายามปรับผังเมือง เห็นชัดเจนว่าผังเมืองพืนที่สีเขียวหายไป จากเดิมอยู่ที่ 240 เหลือเพียง 50 ถามว่าคำชี้แจงของกทม.และผู้เกี่ยวข้องที่ผานมา รัฐมนตรีเชื่อหรือไม่ และเมื่อนายกฯ ขานรับข้อเสนอของ ส.ส.ว่าอยากเอาแก้มลิงกลับมา โดยเรียกร้องบึงคู้บอนกลับมา จะดำเนินการอย่างไรให้ได้แก้มลิงกลับมา และตวจสอบการตัดสินใจของผู้บริหารกทม.ปี2566 มีเงื่อนงำหรือไม่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายวรศิษฎ์ ชี้แจงว่า ยอมรับว่าบึงคู้บอนได้ทบทวนจากกทม. เพราะใช้งบประมาณสูง และทบทวนให้ทำระบบระบายน้ำที่คุ้มค่ามากกว่ากว่า แต่สิ่งที่กังวล ตนพร้อมตรวจสอบ ทั้งนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งนี้โครงการแก้มลิงมีความจำเป็น ส่วนโครงการทดแทน คือ ทำอุโมงค์ มีความจำเป็นเช่นกัน ทั้งนี้ตนตั้งข้อสังเกตว่าแม้ช่วยน้ำท่วมแต่ช่วยคนละลักษณะ ดังนั้นหาก กทม.บอกว่าไม่เอาแก้มลิงที่คู้บอน ต้องมีกลไกรองรับเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน ส่วนที่กังวลว่ามีความไม่ชอบมาพากล ตนรับไปจัดการ

นายวรศิษฎ์ ชี้แจงต่อว่า ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย รับเรื่องจาก ส.ส.แล้ว ทางมหาดไทยจะช่วยดู โดยก่อนหน้านั้นกทม.เป็นเขตปกครองพิเศษมีอำนาจบริหารจัดการเป็นปัจเจก เมื่อนายกฯมีบัญชาจากนี้จะเข้าไปดู ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมเช่นเดียวกัน ที่ผ่านมาได้สอบถามว่าต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนเรื่องใดบ้าง จึงเป็นภาพของการร่วมมือ ตนยอมรับการประสานงานของเจ้าหน้าที่มีปัญหา แม้ตนลงพื้นที่ทุกวัน อยู่หน้างาน การประสานงานบางครั้ง บางพื้นที่ ไม่มีประสบการณ์บริหารสถานการณ์ยามวิกฤติ ได้ติติงไปยังกทม.แล้ว

ความคิดเห็น