คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangปราจีนบุรี · เปลี่ยน

เท้ง บี้ รบ. เร่งแก้สารพิษแม่น้ำกก แฉ สารหนูพุ่ง 28 เท่า พบตะกั่วปนเปื้อนในข้าว เตือนลามอีสาน

ที่มา: มติชน

‘เท้ง’ บี้ ‘รัฐบาล’ เร่งแก้ปัญหาสารพิษแม่น้ำกกหลังพบ ‘สารหนู’ ปนเปื้อนในข้าว จี้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม-กระทรวงทรัพยากรฯ-สาธารณสุข’แก้ปัญหาเตือนลามแม่น้ำโขง-อีสาน แนะประชาชนสลับซื้อข้าวจากแหล่งอื่น-หุงข้าวใส่น้ำเยอะ ๆ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 26 ตุลาคม ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ถึงปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก ว่า ในการประชุม ครม.ทุก ๆ สัปดาห์หากออกมติที่อิงอยู่บนหลักผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง ตัดสินใจได้อย่างทันท่วงที เชื่อว่าปัญหาที่ประชาชนได้รับอยู่ในปัจจุบันก็จะได้รับการแก้ไขไปนานแล้ว เช่น กรณีสารพิษในแม่น้ำ ซึ่งวันนี้ลุกลามบานปลาย เข้าสู่พื้นที่เกษตรของประชาชน แม้แต่ปัญหาราคาพลังงานสูงที่เกิดจากวิกฤตการสู้รบในตะวันออกลาง ทำให้เราต้องประชุม ครม.เงาประจำสัปดาห์ขึ้น เพื่อทำให้ประชาชนเห็นว่า ถ้าเรามี ครม.มีรัฐมนตรีที่ใช้อำนาจในการตัดสินใจออกมติ ครม.โดยยืนอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง เราจะได้รับการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่ดีขึ้นอย่างไรบ้าง

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ในเรื่องสารพิษในแม่น้ำ ซึ่งปัจจุบัน กระทบจากพื้นที่ภาคเหนือและกำลังจะลามไปสู่พื้นที่ภาคอีสาน เรื่องนี้เราได้มีการติดตาม แต่รัฐบาลจงใจละเลย เห็นได้จากสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุดที่พบการกระจายสารพิษจากโรงงานในจ.ปราจีนบุรี ทั้ง ๆ ที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานานประชาชนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง นอกจากนี้ยังรวมไปถึงปัญหาสารพิษในแม่น้ำบริเวณชายแดน ล่าสุดข้อมูลที่ได้รับมาเปรียบเทียบกับข้อมูลก่อนหน้านี้ พบสารพิษในแม่น้ำที่ไหลมาจากการทำเหมืองในต่างประเทศเกินค่ามาตรฐาน เพียง 1.5-2 เท่า ซึ่งก็ถือว่าสูงมากแล้ว แต่จากผลการตรวจล่าสุดในน้ำชลประทาน ซึ่งมาจากแม่น้ำกกโดยตรงพบสารหนูเกินค่าความปลอดภัยถึง 28 เท่า ตะกั่วเกิน 5 เท่า

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีการตรวจดินในพื้นที่เกษตรจำนวน 20 แปลง พบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน 11 แปลง และจากการตรวจข้าวและแกลบ ซึ่งเป็นผลผลิตจากพื้นที่เหล่านั้นซึ่งปลูกช่วงมีนาคม-พฤษภาคม พบสารตะกั่วปนเปื้อนอยู่ในเมล็ดข้าว ส่งผลต่อการพัฒนาสมองของเด็ก ขณะนี้ผลผลิตถูกกระจายสู่ตลาดแล้ว ซึ่งเราก็ตอบไม่ได้ว่าผู้บริโภคจะได้รับสารพิษเหล่านี้อย่างไรบ้าง นี่คือข้อห่วงใยของเรามาเป็นระยะเวลานานแล้ว แต่รัฐบาลกลับละเลย สุดท้ายก็ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ประชาชนโดยตรง ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการตรวจพบสารพิษในข้าวล็อตที่ปลูกตั้งแต่เดือนมีนาคม-พฤษภาคมเพิ่งจะออกมาในช่วงนี้เป็นเพราะรัฐบาลไม่ได้จัดสรรงบประมาณไว้อย่างดีเพียงพอ หน่วยงานไม่มีงบในการตรวจโดยตรง ต้องบริหารการใช้งบจากโครงการอื่นมาตรวจข้าวในครั้งนี้ จึงทำให้ผลตรวจออกมาล่าช้า

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น ขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการ 2 ส่วนคือ 1.การจัดการในภาครวม ซึ่งนายกฯ จะมีกำหนดการเดินทางไปยังประเทศจีน จึงอยากให้นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศแสดงความกล้าหาญและนำเรื่องนี้ไปพูดคุยกับตัวแทนประเทศจีนว่าจะมีมาตรการแก้ไขปัญหาสารพิษในแม่น้ำบริเวณชายแดนอย่างไร เพราะวันนี้มีการขยายเหมืองไปยังประเทศลาว เท่ากับว่าสารพิษกำลังจะขยายไปสู่พื้นที่อีสาน ส่งผลกระทบต่อการเกษตรและวิถีชีวิตของประชาชนในวงกว้างกว่านี้

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตนยังอยากให้ใช้กลไกคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่นายกฯ เป็นประธาน ซึ่งเข้าใจว่าได้มอบหมายให้นายทรงศักด์ ทองศรี รองนายกฯ เป็นผู้กำกับดูแลแต่จากการประชุม ทั้ง 3 ครั้งในปีนี้กลับไม่มีการหยิบยกเรื่องสารพิษในแม่น้ำ สารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม เข้าไปหารือเลยว่าจะจัดการอย่างไร ขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ไม่เคยลงมาจัดการปัญหานี้อย่างจริงจัง ซึ่งตนขอตั้งข้อสังเกตว่านายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาจไม่เคยให้ความสำคัญ หรือไม่เคยเข้าประชุมกรรมการชุดนี้เลยหรือไม่ และขอเรียกร้องไปยังกระทรวงสาธารณสุขให้เข้ามาดูแลประชาชนสุขภาพประชาชนด้วย

นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า 2.การจัดการปัญหาในภาพเล็ก ระหว่างการรอรัฐบาลที่ยังไม่ได้เข้ามาจัดการปัญหาอย่างดีพอหรือมีการละเลย ก็อย่างเสนอแนะไปยังประชาชน โดยตรวจสอบข้าวที่ซื้อว่ามีแหล่งที่มาจากที่ใด หามาจากพื้นที่ที่สงสัยว่าอาจจะมีการปนเปื้อนของสารพิษ ก็ขอให้เลือกสลับซื้อข้าวที่มาจากแหล่งอื่น เพื่อลดความเสี่ยง รวมถึงการหุงข้าวหากใช้ปริมาณน้ำที่เยอะขึ้น หุงสุกแล้วเทน้ำออกก็จะช่วยลดการปนเปื้อนของสารพิษลงได้

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ขอเรียกร้องมาตรการระยะสั้นไปยังรัฐบาลให้จัดงบฉุกเฉิน สำหรับตรวจพื้นที่เกษตรรายแปลง โดยนำแผนที่พื้นที่เสี่ยงของการปนเปื้อนสารพิษ ซึ่งขณะนี้กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมจัดทำกับอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามชายแดน มาประกอบการบริหารจัดการลงพื้นที่ตรวจรายแปลง

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ย้ำว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เกษตรกรไม่ใช่ต้นเหตุ แต่คือผู้เสียหายด่านแรก นอกจากได้รับผลกระทบโดยตรงคนที่อยู่ในแปลงเกษตรได้รับการปนเปื้อนสารพิษโดยตรง และปัญหานี้กำลังจะส่งผลกระทบทางอ้อมต่อเกษตรกรแปลงอื่น ๆ ถึงแม้จะไม่มีการปนเปื้อนแต่ก็ทำให้ประชาชนเกิดความไม่เชื่อมั่น ที่จะซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่มีข่าวออกมาว่ามีการตรวจพบสารปนเปื้อน จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการทุกอย่างตามที่พวกเราได้ส่งข้อเสนอ

ความคิดเห็น