คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangภูเก็ต · เปลี่ยน

หญิงปริศนา บุกยื่นยธ. จี้สอบเอาผิด ‘สมชัย-ไอติม-อ.ปริญญา’ ร่วม 5 คนดัง แฉคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง อันเป็นความลับ

ที่มา: มติชน

กระทรวงยุติธรรม เตรียมพิจารณาคำร้องหนังสือผู้ร้องไม่ประสงค์ออกนาม หลังยื่นข้อมูลจี้ส่ง ดีเอสไอ สอบเอาผิด 8 คนดัง ปมร่วมกันแฉ QR Code บัตรเลือกตั้งและพยายามถอดรหัสแท่งบาร์โค้ดกับคิวอาร์โค้ด อันเป็นความลับ เพื่อโยงข้อมูลผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งลงคะแนน

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม จากกรณีที่มีเคลื่อนไหวภายในกระทรวงยุติธรรมว่าได้มี น.ส.เอ (นามสมมุติ) เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พิจารณาดำเนินคดีกับ 8 บุคคล ประกอบด้วย นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ ดร.เรือบิน ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม, นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท โดมคลาวด์ จำกัด (DomeCloud) ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี Blockchain, นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In Black, นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, นายทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพสำนักข่าว Spacebar, รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น

โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน ร่วมกันเป็นอั้งยี่ เปิดเผยความลับของเอกสารใด ๆ ซึ่งปิดผนึกไว้ เพื่อนำข้อความหรือเอกสารเช่นว่านั้นเปิดเผยก็ดี โดยน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ร่วมกันกระทำให้ปรากฎแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชมโดยสุจริตเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ คณะกรรมการกรรมการ เลขาธิการ ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัด อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 66

ทั้งนี้ รายงานคำร้องระบุถึงพฤติการณ์ ว่า เมื่อวันที่ 22 ก.พ.69 นายธรรมธีร์ กับพวก ได้ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการเลือกตั้งใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร ลักลอบถ่ายภาพต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสแท่งบาร์โค้ดและรหัส QR Code บนบัตรเลือกตั้งทั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่ออันเป็นความลับ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งว่าลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้กับผู้ใด และรวมทั้งมีการแบ่งหน้ากันทำในการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง อันเข้าข่ายอาจเป็นการบ่อนทำลาย ยุยงปลุกปั่น บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร สร้างความวุ่นวายในสังคมให้กระทบในวงกว้าง เพื่อกดดันศาลรัฐธรรมนูญ และต่อมาปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่าการใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดและรหัส QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรมนูญมาตรา 50 มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจ Facebook ”ทนายอั๋น บุรีรัมย์“ ได้ออกมาตอบโต้ถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า ถ้าทนายอั๋นโดนคดีอั่งยี่ – ซ่องโจร จะมีใครซื้อโอเลี้ยง-ข้าวผัด ไปฝากบ้างไหม ยุคคนชั่วยัดข้อหาให้คนตรวจสอบ พร้อมโพสต์อีกว่า ไม่ต้องรอหมายเรียก ไม่ต้องรอการแจ้งข้อหา ทนายอั๋นเตรียมบุกดีเอสไอพรุ่งนี้ โดยจะนำของขวัญไปมอบให้ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล และแสดงตนต่อดีเอสไอเพื่อทวงเลขสืบสวนคดีเขากระโดง พร้อมร้องขอคุ้มครองพยานกรณีถูกคุกคามละเมิดสิทธิ

แหล่งข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีผู้มายื่นหนังสือขอให้ปลัดกระทรวงยุติธรรม ดำเนินการตรวจสอบคำร้องและรายละเอียดการกระทำของบุคคลทั้ง 8 ราย กรณีร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการเลือกตั้งใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร ลักลอบถ่ายภาพต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสแท่งบาร์โค้ดและรหัส QR Code บนบัตรเลือกตั้งทั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่ออันเป็นความลับ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งว่าลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้กับผู้ใด และรวมทั้งมีการแบ่งหน้ากันทำในการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง อันเข้าข่ายอาจเป็นการบ่อนทำลาย ยุยงปลุกปั่น บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร สร้างความวุ่นวายในสังคมให้กระทบในวงกว้าง เพื่อกดดันศาลรัฐธรรมนูญ และขอให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินการเอาผิดบุคคลที่ถูกร้องทั้ง 8 ราย

โดยล่าสุด หนังสือดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการกลั่นกรองของหัวหน้าศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม และจะมีการนำเสนอรายละเอียดข้อมูลไปตามลำดับชั้น ทั้งในส่วนของหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม และปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่จะเป็นผู้พินิจพิจารณาเนื้อหารายละเอียดทั้งหมดว่ามีพฤติการณ์ใดหรือองค์ประกอบใดเข้าข่ายที่จะต้องส่งเรื่องไปให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินการตรวจสอบ เพื่อตั้งเรื่องสืบสวน หรือรับเป็นคดีพิเศษ หรือไม่ เนื่องด้วยทางผู้ร้องมีความประสงค์จะให้เป็นคดีอาญา แต่สาระสำคัญคือการต้องดูว่าข้อมูลและการร้องเอาผิดในครั้งนี้ เข้าข่ายตามกฎหมายของดีเอสไอ ในส่วนของคดีอาญาจริงหรือไม่ หรือมีประเด็นใดที่เข้าองค์ประกอบตามกฎหมายเลือกตั้ง เพราะหากเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ก็มีเหตุจำเป็นที่จะต้องส่งเรื่องคำร้องนี้ไปให้ทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้ดำเนินการแทน

แหล่งข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยอีกว่า สำหรับเจ้าของหนังสือที่เป็นผู้ยื่นคำร้องส่งมายังปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้ดีเอสไอดำเนินคดีเอาผิดบุคคลทั้ง 8 ราย นั้น ยืนยันว่าว่ามีตัวตนอยู่จริง แต่เพียงแค่ไม่ประสงค์ออกนาม และถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการใช้สิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งในครั้งนั้น ซึ่งผู้ร้องไม่ใช่เจ้าหน้าที่ กกต. แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม บุคคลสามารถยื่นหนังสือขอให้หน่วยงานดำเนินการตรวจสอบการกระทำของคณะบุคคล ที่มองว่าเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้อยู่แล้ว ซึ่งบุคคลที่ถูกร้อง ก็มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงและชี้แจงเจตนารมณ์ของตนเองถึงการกระทำครั้งนั้น ว่าไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างไรบ้าง

แหล่งข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยอีกว่า สำหรับคำร้องการยื่นตรวจสอบในครั้งนี้ ที่ประสงค์ให้ตรวจสอบพฤติการณ์ของคณะบุคคลทั้ง 8 ราย หากมองความเชื่อมโยงไปยังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะพบว่าศาลได้มีคำวินิจฉัยว่าการใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดและรหัส QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรมนูญมาตรา 50 มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ฉะนั้น ก็เป็นสิทธิ์ของผู้ร้องที่อาจจะมองว่าการกระทำของคณะบุคคลทั้ง 8 รายนี้ มีเจตนาจะเป็นการล้มการเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งท้ายสุดแล้วเรื่องนี้จะเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเป็นผู้พิจารณา ว่าเป็นการกระทำตรวจสอบเพื่อความโปร่งใสของการเลือกตั้ง หรือมีเจตนาเป็นการล้มการเลือกตั้งอย่างไร ซึ่งไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรม หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่พนักงานสืบสวนสอบสวนหรือคณะทำงานที่จะถูกรับผิดชอบตรวจสอบคำร้องหลังจากนี้จะมีหน้าที่เพียงรวบรวมข้อเท็จจริง ว่าการกระทำเข้าองค์ประกอบกฎหมายใด ซึ่งขั้นตอนของพนักงานสืบสวนสอบสวนยังไม่ถึงที่สุด ก็จะต้องมีการส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อตรวจสอบกลั่นกรองตามลำดับชั้น โดยเฉพาะประเด็นที่มีเนื้อหาสาระสำคัญเช่นนี้ ก็ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรกว่าจะมีบทสรุป

แหล่งข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยอีกว่า กระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ มีหน้าที่ตรวจสอบคำร้องและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นในส่วนของผู้ร้องที่ถูกละเมิดสิทธิ หรือผู้ที่ถูกร้องกล่าวหา ก็ต้องมีการตรวจสอบอย่างรอบคอบ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและเจตนา ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ซึ่งทุกคนก็มีหน้าที่ต้องให้ความร่วมมือในการพิสูจน์ตัวเอง เพราะถ้าหากท้ายสุดแล้วพบว่าคำร้องของผู้ถูกละเมิดสิทธิเป็นการร้องเท็จ ผู้ที่ถูกร้องกล่าวหาก็สามารถดำเนินคดีกลับได้เช่นเดียวกัน แต่ถ้าหากเป็นกรณีที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริง ก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

ความคิดเห็น