คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangภูเก็ต · เปลี่ยน

ซีจี แคปปิตอล กางแผนปี 2570 ลุยเพิ่ม 2 โครงการ พรีเมียมเรสซิเดนซ์ ...

ที่มา: ข่าวสด

ซีจี แคปปิตอล ในเครือเซ็นทรัล เดินหน้าขยายพอร์ตอสังหาริมทรัพย์และโรงแรม ชูภูเก็ตเป็นตลาดยุทธศาสตร์ รับกำลังซื้อระดับบนและเทรนด์อยู่อาศัยระยะยาว หลังข้อมูล FazWaz พบภูเก็ตมีสัดส่วนงบประมาณซื้ออสังหาฯ นำหนึ่ง ล่าสุดเปิด “ภูริตา ภูเก็ต บางเทา” เจาะตลาดพรีเมียม เรสซิเดนซ์ ราคาเริ่มต้น 7.29 ล้านบาท พร้อมเตรียมเปิดเรสซิเดนซ์ใหม่ 2 โครงการในกรุงเทพฯ และภูเก็ต ปี 2570

ภูเก็ตฐานลงทุนสำคัญ เซ็นทรัลปักหลักกว่า 60 ปี

นายภูมิ จิราธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหาร บริษัท ซีจี แคปปิตอล แอดไวซอรี่ จำกัด (CG Capital) ในเครือเซ็นทรัล เปิดเผยว่า ภูเก็ตเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่กลุ่มเซ็นทรัลลงทุนมาอย่างต่อเนื่องกว่า 50–60 ปี ปัจจุบันมีสินทรัพย์ในจังหวัดประมาณ 140 แห่ง ประกอบด้วยธุรกิจค้าปลีก 16 โครงการ โรงแรม 7 โครงการ โครงการที่อยู่อาศัย 3 โครงการ และร้านค้าอีกกว่า 120 แห่ง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของภูเก็ตที่สามารถเจริญเติบโตไปได้อีกในระยะยาว

นอกจากภาคการท่องเที่ยวแล้ว กำลังซื้อของผู้บริโภคระดับบนยังเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการลงทุน โดยยอดขายสินค้าลักชัวรีของแบรนด์ระดับโลกอย่าง Dior และ Louis Vuitton ในภูเก็ตที่ทำได้ดีเมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในสัญญาณที่บริษัทใช้ประเมินศักยภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม

สำหรับซีจี แคปปิตอล ซึ่งดำเนินธุรกิจลงทุนในรูปแบบ Private Equity Fund เริ่มพัฒนาโครงการอสังการิมทรัพย์ตั้งแต่ 5 ปีก่อน ปัจจุบันมีพอร์ตทั้งหมด 12 โครงการ แบ่งเป็นโรงแรม 9 โครงการ และเรสซิเดนซ์ 3 โครงการ มูลค่าโครงการรวมเกือบ 20,000 ล้านบาท และมีเงินลงทุนในส่วนของทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท

ผลงานสำคัญ ได้แก่ เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนซ์ ภูเก็ต บางเทา (The Standard Residences Phuket Bang Tao) ซึ่งเปิดขายเมื่อปลายปีที่แล้ว ปัจจุบันมียอดขายกว่า 90% เหลือประมาณ 20 ยูนิต และจะเริ่มทยอยโอนกรรมสิทธิ์ในเดือนพ.ย.นี้ ส่วน โครงการอินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส สุขุมวิท (InterContinental Residences) บริเวณอโศก กรุงเทพฯ ล่าสุดมียอดขาย 60% หลังเปิดขายตั้งแต่เดือนม.ค.ที่ผ่านมา

เปิด “ภูริตา ภูเก็ต บางเทา” เติมช่องว่างตลาด 6–12 ล้านบาท

นายภูมิ กล่าวว่าจากประสบการณ์พัฒนาแบรนด์เดด เรสซิเดนซ์ ทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสขยายตลาดสู่ตลาดพรีเมียม เรสซิเดนซ์ ที่นำมาตรฐานด้านการออกแบบ วัสดุ และคุณภาพมาใช้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแบรนด์โรงแรมระดับนานาชาติในทุกโครงการ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ซื้อที่ต้องการที่อยู่อาศัยคุณภาพดีในระดับราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น

ประกอบกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตยังมีช่องว่างระหว่างคอนโดมิเนียมระดับราคา 4–6 ล้านบาท กับโครงการลักชัวรีที่มีราคาสูง ขณะที่กลุ่มราคา 6–12 ล้านบาท ยังมีโครงการรองรับไม่มาก บริษัทจึงพัฒนาโครงการภูริตา (Purita) ภูเก็ต บางเทา เพื่อเจาะกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการบ้านพักตากอากาศหรือที่อยู่อาศัยที่สามารถใช้งานได้จริง

แนวคิดสำคัญคือการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองและผู้ที่ต้องการปล่อยเช่า โดยไม่มุ่งเน้นการซื้อเพื่อเก็งกำไรหรือจองแล้วขายต่อเป็นหลัก

โดยโครงการ Purita ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ พัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมสูง 6 ชั้น จำนวน 250 ยูนิต หรือเฉลี่ย 25 ยูนิตต่อไร่ มีความเป็นส่วนตัวสูงเมื่อเทียบกับโครงการทั่วไปในตลาดซึ่งมีความหนาแน่นกว่าหรือประมาณ 40 ยูนิตต่อไร่

จุดขายสำคัญ ได้แก่ สระว่ายน้ำยาว 50 เมตร พื้นที่ส่วนกลาง และเส้นทางเดินสำหรับสัตว์เลี้ยง รองรับไลฟ์สไตล์ของผู้เลี้ยงสุนัขและแมว รวมถึงผู้ที่ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายและกิจกรรมกลางแจ้ง

ทั้งนี้โครงการเป็นห้องชุดพักอาศัยพร้อมตกแต่ง Fully Furnished โดยรูปแบบห้องมีตั้งแต่ 1 ห้องนอน ขนาดเริ่มต้น 56 ตร.ม. ซึ่งจะเป็นสัดส่วนหลัก นอกจากนี้ยังมี 2 ห้องนอน และ 2 ห้องนอนพลัส ขนาดตั้งแต่ 93-124 ตร.ม. โดยราคาขายเริ่มต้นที่ 7.29 ล้านบาท ทั้งนี้คาดว่าจะมีลูกค้าไทยและต่างชาติ ทั้ง ยุโรป อเมริกา และเอเชีย ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน

ส่วนกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้ซื้อบ้านหลังที่ 2 หรือ 3 ซึ่งต้องการพักอาศัยในภูเก็ตปีละประมาณ 3–4 เดือน รวมถึงนักลงทุนที่มองหาโอกาสปล่อยเช่า

FazWaz ชี้ภูเก็ตดึงดูดกำลังซื้อสูง

ทางด้านนายณัฐวัฒน์ คูวิจิตรสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ ซีจี แคปปิตอล เปิดเผยว่าจากข้อมูลพฤติกรรมผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย โดย FazWaz พบว่าภูเก็ตมีผู้สอบถามที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ประมาณ 16% ของตลาดอสังหาฯ ในไทย แต่มีสัดส่วนงบประมาณการซื้อสูงถึง 31% มากที่สุดในกลุ่มพื้นที่ที่สำรวจ โดยมีงบประมาณที่จะซื้อเฉลี่ยที่ 6.2 ล้านบาท และผู้ซื้อ 19% มีงบประมาณมากกว่า 20 ล้านบาท

ในทางกลับกัน กรุงเทพฯ มีสัดส่วนคำสอบถามสูงสุดประมาณ 39% แต่มีสัดส่วนงบประมาณในการซื้อ 25% ขณะที่พัทยามีสัดส่วนคำสอบถาม 18% และสัดส่วนงบประมาณซื้อ 12%

อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณางบประมาณในการซื้อ พบว่าเกาะสมุยมีมูลค่าสูงสุด รองลงมาคือภูเก็ตและกระบี่ ถัดมาเป็นหัวหิน เชียงใหม่ พัทยา และกรุงเทพฯ

ข้อมูล FAZWAZ Demand Intelligence ช่วงเดือนมี.ค.–ก.ย. 2569 ยังระบุด้วยว่า บริเวณทำเลเชิงทะเล จ.ภูเก็ต เป็นหนึ่งในทำเลที่ได้รับความสนใจสูง ตามด้วยบ่อผุด เกาะสมุย และราไวย์ ภูเก็ต

สำหรับเชิงทะเล ราคาซื้อค่ากลางอยู่ที่ประมาณ 8 ล้านบาท ค่าเช่าค่ากลาง 60,000 บาทต่อเดือน และราคาคอนโดมิเนียมประมาณ 133,000 บาทต่อตร.ม. ขณะที่ความต้องการซื้อในช่วง 6 เดือนดังกล่าวเพิ่มขึ้น 17% ส่วนอัตราผลตอบแทนที่คำนวณจากข้อมูลความต้องการเช่าที่อยู่อาศัยบริเวณทำเลเชิงทะเลอยู่ที่ราว 7.4%

ภูเก็ตเปลี่ยนผ่านสู่เมืองอยู่อาศัยระยะยาว

นางสาวสมสกุล หลิมศุทธาพรรณ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและบริหารสินทรัพย์–ภาคใต้ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในฐานะผู้บริหารงานขายโครงการภูริตา ภูเก็ต บางเทา กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตกำลังเปลี่ยนจากเมืองท่องเที่ยวที่รองรับผู้เข้าพักระยะสั้น สู่จุดหมายปลายทางสำหรับผู้ที่ต้องการอยู่อาศัยระยะยาว ทั้งชาวต่างชาติ กลุ่มเอ็กซ์แพต และผู้ที่ทำงานจากที่ใดก็ได้ (Work from Anywhere)

หลังโควิด-19 ความต้องการจากชาวต่างชาติขยายตัวจากตลาดวิลล่าระดับราคา 20–30 ล้านบาท หรือสูงถึง 50 ล้านบาท ไปสู่ที่อยู่อาศัยรูปแบบอื่นที่มีระดับราคาหลากหลายขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากสภาพแวดล้อม ระบบสาธารณสุข และการขยายตัวของโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งช่วยรองรับครอบครัวที่ย้ายเข้ามาใช้ชีวิตในภูเก็ต

“ในช่วง 3 ปีหลังโควิด มีโครงการอสังหาริมทรัพย์เปิดตัวในพื้นที่ที่ได้รับความสนใจเกือบ 30 โครงการ หรือเฉลี่ยประมาณ 10 โครงการต่อปี สะท้อนการขยายตัวของอุปทานควบคู่กับความต้องการซื้อที่หลากหลายขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ศักยภาพของทำเลบางเทา–เชิงทะเล จุดเด่นอยู่ที่ความพร้อมของร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต โรงแรม แหล่งช้อปปิ้ง สถานศึกษา และบริการสุขภาพ ทำให้เหมาะกับผู้ที่ต้องการใช้ชีวิตในพื้นที่ระยะยาว ไม่ได้จำกัดเฉพาะนักท่องเที่ยว ทำให้อัตราค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,000–1,500 บาท/ตร.ม./เดือน

จับตาสนามบิน–นักท่องเที่ยว หนุนศักยภาพภูเก็ตระยะยาว

นายณัฐวัฒน์ กล่าวตอนท้ายว่าปัจจุบันภูเก็ตมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวประมาณ 8 ล้านคน ใกล้เคียงระดับก่อนโควิด-19 แต่โครงสร้างตลาดเปลี่ยนไปจากเดิมที่นักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นกรุ๊ปทัวร์ราคาประหยัดมีสัดส่วนสูง ต่างจากปัจจุบันที่สัดส่วนนักท่องเที่ยวจีนลดลง ขณะที่ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีการใช้จ่ายเชิงคุณภาพมากขึ้น

อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือความสามารถรองรับเที่ยวบินของสนามบินภูเก็ต ซึ่งมีความต้องการเพิ่มเที่ยวบินอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่าการขยายสนามบินอาจช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับได้ราว 30% และหากดำเนินการได้ตามแผน จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเดินทางและตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตในอนาคต

อย่างไรก็ดีแผนธุรกิจของบริษัทในปี 2570 เตรียมเปิดโครงการเรสซิเดนซ์ใหม่อีกอย่างน้อย 2 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ 1 แห่ง และภูเก็ต 1 แห่ง พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนบนเกาะสมุย ทั้งนี้บริษัทจะยึดแนวทางการลงทุนในทำเลที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและให้ผลตอบแทนเหมาะสม มากกว่าการเร่งขยายจำนวนโครงการ

ความคิดเห็น