คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangแพร่ · เปลี่ยน

สอน.ลุ้นราคาอ้อยปี 69/70 แตะ 1,100 บาท/ตัน เตรียมชง 7 มาตรการลดเผาไม่เกิน5%

ที่มา: มติชน

สอน.ลุ้นราคาอ้อยปี 69/70 แตะ 1,100 บาท/ตัน เตรียมเสนอ 7 มาตรการลดเผาไม่เกิน 5% หลังสัดส่วนอ้อยเผาลดเหลือ 3.8% คาดผลผลิตเข้าหีบ 97 ล้านตัน

นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยว่า สอน.เตรียมเสนอ 7 มาตรการลดการเผาอ้อยในฤดูการผลิตปี 2569/70 เพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 คาดว่าจะประกาศมาตรการช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน และเริ่มใช้ในต้นเดือนธันวาคม โดยเน้นลดสัดส่วนอ้อยเผาและส่งเสริมการตัดอ้อยสด ล่าสุด สอน.อยู่ระหว่างเสนอของบกลางรัฐบาลวงเงินประมาณ 7,081 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการตัดอ้อยสดในฤดูการผลิต 2568/69 คาดว่าจะช่วยเหลือในอัตรา 69 บาทต่อตัน ส่วนเงินสนับสนุนอีก 51 บาทต่อตัน จะหารือ คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เพื่อพิจารณาแหล่งเงินและแนวทางดำเนินการ ความร่วมมือของเกษตรกร โรงงานน้ำตาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ฤดูการผลิต 2568/69 มีสัดส่วนอ้อยเผาลดเหลือเพียง 3.8% ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา ที่จากเดิมเคยสูงถึง 60-70% สอน.จึงเตรียมเสนอ กอน.ปรับลดสัดส่วนการรับอ้อยเผาเข้าหีบของโรงงานจากเดิมไม่เกิน 20% ต่อวัน เหลือไม่เกิน 15% ต่อวัน ในฤดูการผลิต 2569/70 โดยตั้งเป้าคุมอ้อยเผาตลอดฤดูไม่ให้เกิน 5% ของอ้อยเข้าหีบทั่วประเทศ รวมถึงพิจารณาใช้เงินกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายเป็นกลไกสนับสนุนการลดเผาในระยะยาว

“ฝุ่น PM2.5 จากการเผาอ้อยเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา แต่ภาคอุตสาหกรรมต้องรับผิดชอบตัวเอง โดยเฉพาะการลดการเผาอ้อย ซึ่งที่ผ่านมาเราสามารถลดสัดส่วนอ้อยเผาลงมาเหลือ 3.8% ได้” นายใบน้อยกล่าว

นายใบน้อย กล่าวว่า สำหรับการติดตามสถานการณ์อ้อย สอน.ใช้ระบบข้อมูลพื้นที่ปลูกอ้อยแบบเรียลไทม์ใน 47 จังหวัด เพื่อติดตามพื้นที่เพาะปลูก ปริมาณอ้อยเข้าหีบ ปริมาณน้ำตาล และสัดส่วนอ้อยสดกับอ้อยเผา รวมถึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในช่วงวันที่มีความเสี่ยงต่อการเผา หรืออุบัติเหตุการจากก้นบุหรี่ โดยกำหนดให้โรงงานรับอ้อยเผาเข้าหีบไม่เกิน 15% ต่อวัน และควบคุมสัดส่วนอ้อยเผาตลอดฤดูไม่เกิน 5% ของปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งหมด การไม่เผาอ้อยไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับการลดฝุ่น PM2.5 แต่ยังมีผลต่ออนาคตการส่งออกน้ำตาลไทย เนื่องจากตลาดต่างประเทศให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ที่ได้รับเป็นมาตรฐานสากล ซึ่งหากไทยไม่ปรับตัวอาจกระทบความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน สอน.อยู่ระหว่างปรับปรุงระเบียบเกี่ยวกับประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพอ้อยตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อยกระดับคุณภาพวัตถุดิบและเพิ่มผลผลิตน้ำตาล

นายใบน้อย กล่าวว่า ส่วนการช่วยเหลือด้านเครื่องจักร สอน.มีมาตรการสนับสนุนเงินทุนและสินเชื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการนำไปจัดหาเครื่องจักรตัดอ้อย ลดข้อจำกัดด้านแรงงานและต้นทุนการเก็บเกี่ยว ซึ่งที่ผ่านมาได้รับอนุมัติวงเงินสินเชื่อสำหรับจัดหาเครื่องจักรประมาณ 6,000 ล้านบาท ขณะที่โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำอีกส่วนหนึ่งมีวงเงิน 184 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 2% ใช้สนับสนุนการจัดหาเครื่องจักรตัดอ้อย ซึ่งเป็นอีกแนวทางเพิ่มสัดส่วนอ้อยสดเข้าสู่โรงงาน

“การตัดอ้อยสดมีต้นทุนสูงกว่าการตัดอ้อยเผา เพราะเกษตรกรต้องลงทุนทั้งเครื่องจักรและแรงงาน ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเข้ามาช่วยเหลือเรื่องเงินทุนและอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อแบ่งเบาภาระต้นทุน และสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรร่วมมือกับมาตรการลดการเผาอ้อย อันนี้ไม่ใช่เป็นการชดเชย แต่เป็นการขอความร่วมมือเขา ไปช่วยต้นทุนเขาเพื่อที่จะไม่ให้เขาเผาอ้อย เพราะการตัดอ้อยสดมีต้นทุนสูงกว่าการตัดอ้อยเผา สิ่งเหล่านี้รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระเกษตรกร เพื่อให้ทุกคนร่วมกันลดปัญหาฝุ่น PM2.5″นายใบน้อยกล่าว

นายใบน้อย กล่าวว่า ทั้งนี้ ฤดูกาลการผลิต 2569/70 คณะกรรมการอ้อยคาดการณ์ว่าปริมาณอ้อยเข้าหีบไว้ที่ 97.02 ล้านตัน ลดลงจากฤดู 2568/69 ที่เคยทำไว้ประมาณ 105.86 ล้านตัน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้ปริมาณฝนลดลง หลายพื้นที่มีน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูกและเกิดภาวะภัยแล้ง ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของอ้อยและปริมาณผลผลิต ทั้งนี้ แนวโน้มราคาอ้อยฤดูการผลิตปี 2569/70 เบื้องต้นคาดการณ์ว่าราคาอ้อยจะสูงกว่าฤดูกาลก่อน ที่ราคาอ้อยขั้นต้นอยู่ที่ 890 บาทต่อตัน ที่ค่าความหวาน 10 ซีซีเอส โดยฤดูการผลิตปี 2569/70 นี้ประเมินว่าราคาอ้อยอาจขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1,100 บาทต่อตันขึ้นไป โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์และการกำหนดราคาในช่วงต่อไป

นอกจากนี้ การคำนวณราคาอ้อยยังต้องพิจารณาค่าความหวานประกอบด้วย โดยราคาอ้อยขั้นต้นใช้อัตราความหวานที่ 10 ซีซีเอสเป็นฐาน หากอ้อยมีค่าความหวานสูงกว่าฐาน เกษตรกรจะได้รับเงินเพิ่มตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด โดยภาพรวมค่าความหวานของอ้อยในฤดูกาลก่อนอยู่ที่ระดับ 12 ซีซีเอสกว่า และส่วนต่างจากค่าความหวานที่เพิ่มขึ้นมีผลต่อราคาอ้อยที่เกษตรกรได้รับ ทั้งนี้ สอน.อยู่ระหว่างปรับปรุงหลักเกณฑ์ด้านประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพอ้อย โดยให้ความสำคัญกับค่าความหวานหรือ CCS ซึ่งเป็นตัวชี้วัดคุณภาพอ้อยและปริมาณน้ำตาลที่สกัดได้ เพื่อจูงใจให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพผลผลิต ไม่เน้นเฉพาะปริมาณอ้อยเข้าหีบ แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพและปริมาณน้ำตาลที่โรงงานผลิตได้

“ราคาอ้อยสดฤดูกาลการผลิต 2569/70 ที่คาดการณ์ประมาณ 1,100 บาทต่อตัน แต่เดี๋ยวให้คณะกรรมการเอาองค์ประกอบทั้ง 17 ตัวไปประเมินว่าควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ ซึ่งต้องดูทั้งราคาน้ำตาลตลาดโลก ค่าเงินบาท และราคากากน้ำตาลประกอบกันด้วย ซึ่งปีนี้ถ้า 1,000 กว่าบาทต่อตัน แล้วก็ทำความหวานไปถึง 12-13 ซีซีเอสบวก ราคาก็จะเพิ่มขึ้นตามความหวาน”นายใบน้อยกล่าว

นายใบน้อย กล่าวว่า ปัจจุบันอ้อยไทย 1 ตันสามารถผลิตน้ำตาลได้เฉลี่ยประมาณ 113 กิโลกรัม ขณะที่บราซิลผลิตได้ประมาณ 140 กิโลกรัมต่อตัน แสดงให้เห็นว่าไทยยังมีช่องว่างให้พัฒนาประสิทธิภาพ ทั้งจากการปรับปรุงพันธุ์อ้อยให้มีความหวานสูงขึ้น และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของโรงงานน้ำตาล ซึ่งไทยส่งออกน้ำตาลประมาณ 80% ของผลผลิต เป็นอันดับ 2 ของโลกรองบราซิล โดยตลาดส่งออกน้ำตาลหลักของไทยคืออินโดนีเซีย

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยมีพื้นที่ปลูกประมาณ 10 ล้านไร่ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจรวมอุตสาหกรรมต่อเนื่องกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี ฤดูการผลิต 2568/69 มีอ้อยเข้าหีบ 105.86 ล้านตัน ผลิตน้ำตาลได้มากกว่า 12 ล้านตัน และส่งออกประมาณ 80% ของผลผลิตทั้งหมด รายได้ของอุตสาหกรรมจึงขึ้นอยู่กับราคาน้ำตาลในตลาดโลกและอัตราแลกเปลี่ยน ขณะเดียวกัน ตลาดส่งออกเริ่มให้ความสำคัญกับน้ำตาลที่ผลิตตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตลาดต่างประเทศที่นำเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม, ฮาลาล มาใช้กำหนดมาตรฐานในการนำเข้าน้ำตาล ซึ่งเป็นโจทย์ที่ผู้ผลิตไทยต้องปรับตัว

ทั้งนี้ การลดการเผาและเพิ่มสัดส่วนอ้อยสดจึงเป็นทั้งมาตรการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และการรักษาตลาดส่งออกน้ำตาลไทย โดย สอน.ต้องผลักดันมาตรการควบคุมอ้อยเผาควบคู่กับการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและการเข้าถึงเครื่องจักรของเกษตรกร ขณะที่การกำหนดราคาอ้อยต้องคำนึงถึงต้นทุนการผลิตและสถานการณ์ตลาดน้ำตาลโลก เพื่อไม่ให้ภาระการปรับเปลี่ยนวิธีเก็บเกี่ยวตกอยู่กับเกษตรกรเพียงฝ่ายเดียว

ความคิดเห็น