ตำรวจรวบ "นายนิก" ชายวัย 35 มือกดเงินให้ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังหลอกนักศึกษาขู่ตรวจสอบคดีจนหลงเชื่อ สูญเงินและทรัพย์สินรวมกว่า 1.2 ล้านบาท
จากกรณี นักศึกษาหนุ่มวัย 22 ปี ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็น "ตำรวจไซเบอร์" ขู่ตรวจสอบคดีจนหลงเชื่อโอนเงินเกลี้ยงบัญชี ก่อนลามถึงขั้นหลอกให้ขโมยนาฬิกาและสร้อยทองของผู้ปกครอง รวมความเสียหายกว่า 1.2 ล้านบาท ตำรวจตามแกะรอยเส้นทางเงิน ก่อนประสานตำรวจลพบุรี ตามรวบผู้ต้องสงสัย พร้อมโทรศัพท์ 6 เครื่อง บัตรเอทีเอ็มผู้อื่น 5 ใบ อายัดเงินคืน 70,000 บาท
ล่าสุด วันที่ 18 ตุลาคม 2569 พล.ต.ต.เอนก ศรีกิจรัตน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วย พ.ต.อ.เจตน์สฤษฎิ์ แพ่งศรีสาร รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ สั่งการให้ พ.ต.อ.อนันต์ ทองบันเทิง ผู้กำกับการ สภ.สตึก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ และ พ.ต.ท.ภานุวัฒน์ มากมูล รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.สตึก พร้อมทีมสืบสวน เร่งติดตามคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงนักศึกษาหนุ่มวัย 22 ปี ได้เงินและทรัพย์สินไปกว่า 1.2 ล้านบาท
โดยคดีดังกล่าวเริ่มจากผู้ปกครองของนายเอ (นามสมมุติ) อายุ 22 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ เข้าแจ้งข้อมูลกับตำรวจว่า ลูกชายถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง โดยคนร้ายแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ ส่งเอกสารผ่านแอปพลิเคชันไลน์ กล่าวหาว่านายเอ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด และต้องโอนเงินเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
ช่วงแรกนายเอยังไม่หลงเชื่อ แต่คนร้ายอ้างว่าแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของนายเอถูกอายัด พร้อมให้ทดลองใช้งาน ซึ่งปรากฏว่าไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ทำให้นายเอเข้าใจว่าคำกล่าวอ้างของคนร้ายเป็นความจริง ก่อนหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีที่คนร้ายกำหนด โดยถูกอ้างว่าจะคืนเงินให้หลังตรวจสอบเสร็จสิ้น สุดท้ายสูญเงินจนหมด
ทั้งนี้ ขณะที่ผู้ปกครองเดินทางจาก จ.บุรีรัมย์ ไปเยี่ยมลูกชาย คนร้ายยังคงติดต่อทางโทรศัพท์และหลอกให้นายเอ เปิดกล้องหน้าโทรศัพท์ เพื่อสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบ เมื่อเห็นว่าผู้ปกครองมีนาฬิกาและสร้อยทอง จึงออกอุบายให้นายเอแอบนำทรัพย์สินดังกล่าวไปส่งให้ รวมมูลค่าความเสียหายทั้งเงินสดและทรัพย์สินประมาณ 1.2 ล้านบาท
หลังเกิดเหตุ นายเอ ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สน.ฉลองกรุง เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2569 หรือประมาณ 3 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ ขณะเดียวกัน ครอบครัวได้นำข้อมูลเข้าพบ พ.ต.ท.ภานุวัฒน์ มากมูล รอง ผกก.(สืบสวน) สภ.สตึก เนื่องจากผู้เสียหายมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ก่อนรายงานผู้บังคับบัญชาและสั่งเร่งรัดติดตามเส้นทางการเงิน เพื่อหาตัวผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี
จากการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องสงสัยคือ นายอัครพล หรือ “นิก” อายุ 35 ปี ซึ่งมีพฤติการณ์ตระเวนกดเงินตามจุดต่างๆ หลังได้รับเงินจากการหลอกลวง และมีข้อมูลว่าเคยก่อเหตุในลักษณะเดียวกันมาก่อน
กระทั่งล่าสุด เจ้าหน้าที่สืบทราบว่า นายอัครพลหลบซ่อนตัวอยู่ภายในโรงแรมแห่งหนึ่งกับแฟนสาว ในพื้นที่ อ.เมือง จ.ลพบุรี จึงประสาน พ.ต.อ.พีรพัลส์ ชูช่วย ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี นำกำลังเข้าตรวจสอบและจับกุมตัวได้ พร้อมตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง และบัตรกดเงินสด (เอทีเอ็ม) ซึ่งเป็นของบุคคลอื่นอีก 5 ใบ
จากการสอบถามเบื้องต้น นายอัครพล ยอมรับว่ามีหน้าที่กดเงินสดให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเคยทำหน้าที่ดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งยังไม่ให้ความร่วมมือในการเปิดเผยว่าเงินและทรัพย์สินที่ได้จากการหลอกลวงถูกนำไปเก็บซ่อนไว้ที่ใด
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับของศาล ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยคดีนี้ตำรวจสามารถอายัดเงินที่ผู้เสียหายโอนให้คนร้ายไว้ได้จำนวน 70,000 บาท ส่วนทรัพย์สินที่เหลืออยู่ระหว่างการติดตามสืบสวนต่อไป.