คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangแพร่ · เปลี่ยน

"พีต เฮกเซธ" ยืนยันความมุ่งมั่นสหรัฐฯ ในอินโด-แปซิฟิก ระหว่างประชุม รมว. กลาโหมอาเซียน

ที่มา: ไทยรัฐ

พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ แสดงการยืนยันเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ในการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมกลุ่มประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ที่จังหวัดเซบูของฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 28-29 ตุลาคม ท่ามกลางสงครามอิหร่านที่กดดันความพร้อมของกองทัพสหรัฐฯ และความตึงเครียดกับจีนที่เพิ่มสูงขึ้น

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า การเข้าร่วมประชุมของเฮกเซธเป็นการยืนยันความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ต่อภูมิภาคแปซิฟิก ภายใต้แนวทางที่เรียกว่า "สันติภาพผ่านความเข้มแข็ง" (Peace Through Strength)

เฮกเซธกล่าวว่า "สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ที่จับต้องได้ว่าหุ้นส่วนที่มีความจริงจังต่อกันต้องทำอย่างไร" เขากล่าวว่า "หุ้นส่วนที่จริงจังจะฝึกซ้อมร่วมกัน เรียนรู้ร่วมกัน วางแผนร่วมกัน พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นและขีดความสามารถที่จำเป็นต่อการป้องกันความขัดแย้ง"

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวถึงแนวทางของสหรัฐฯ ว่า "เข้มแข็ง เงียบขรึม และชัดเจน" โดยระบุว่า "เข้มแข็งพอที่จะยับยั้งการบีบบังคับและการรุกราน" เงียบขรึมพอที่จะหลีกเลี่ยง "การยกระดับความขัดแย้งหรือการแสดงออกต่อสาธารณะโดยไม่จำเป็น" และชัดเจนพอที่มิตรประเทศและศัตรูที่อาจเกิดขึ้นจะเข้าใจจุดยืนของสหรัฐฯ เขายังกล่าวว่า "เราจะปกป้องผลประโยชน์ของเรา รวมถึงผลประโยชน์ของพันธมิตรและหุ้นส่วนของเรา ซึ่งโดยนิยามแล้ว สิ่งนี้คือการสร้างสันติภาพด้วยความเข้มแข็ง"

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงมองว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจใช้โอกาสในการพบปะกับเฮกเซธนอกรอบการประชุม เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับเป้าหมายสุดท้ายของสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่าน ความคาดหวังของสหรัฐฯ ต่อพันธมิตรและประเทศหุ้นส่วน ตลอดจนความสามารถของสหรัฐฯ ในการรักษาพันธกรณีด้านความมั่นคงในอินโด-แปซิฟิก ควบคู่ไปกับการรับมือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

คอลลิน โคห์ นักวิชาการด้านความมั่นคงจากสถาบันศึกษานานาชาติเอส. ราชารัตนัม ในสิงคโปร์ กล่าวว่า ประเทศต่าง ๆ ต้องการคำตอบที่ชัดเจนจากสหรัฐฯ เกี่ยวกับความแน่นอนของพันธมิตรและความร่วมมือ พร้อมตั้งคำถามว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลต่อความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกและแปซิฟิกตะวันตกอย่างไร

สงครามอิหร่าน ซึ่งเริ่มต้นจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลกระทบต่อการเดินเรือและตลาดน้ำมันระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงต้องเผชิญความเสี่ยงจากราคาพลังงานและอุปทานที่ผันผวน ส่งผลให้ความมั่นคงด้านพลังงานกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของอาเซียน

ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งระหว่างฟิลิปปินส์กับจีนยังเพิ่มความซับซ้อนให้กับการประชุม ซึ่งมีเป้าหมายส่งเสริมการเจรจาและความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมด้านความมั่นคง

เกร็ก โพลิง ผู้อำนวยการโครงการ Asia Maritime Transparency Initiative กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสที่เฮกเซธจะหารือเกี่ยวกับจีน ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ และพันธกรณีของสหรัฐฯ ต่อประเทศพันธมิตรตามสนธิสัญญา โดยหลายประเทศต้องการหลักประกันว่าสหรัฐฯ จะยังคงให้ความสำคัญกับภูมิภาคนี้ แม้รัฐบาลสหรัฐฯ เผชิญความปั่นป่วนทางการเมือง และสงครามอิหร่านจะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถและความพร้อมของกองทัพ

ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญเป็นพิเศษต่อฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญาของสหรัฐฯ ความสัมพันธ์ระหว่างฟิลิปปินส์กับจีนเสื่อมถอยลงจากเหตุเผชิญหน้าหลายครั้งในพื้นที่พิพาทของทะเลจีนใต้ รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรของจีนต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านกลาโหมของฟิลิปปินส์ และกรณีที่ทางการจีนเรียกเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์เข้าพบในช่วงที่ผ่านมา

กระทรวงกลาโหมจีนระบุว่า ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารของจีนประจำฟิลิปปินส์จะเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย ก่อนการประชุมไม่กี่วัน กองทัพฟิลิปปินส์เปิดเผยว่าได้ติดตามและเฝ้าสังเกตการณ์กองเรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิงของจีน ขณะแล่นผ่านน่านน้ำบริเวณตอนใต้ของฟิลิปปินส์ มุ่งหน้าไปยังทะเลเซเลเบส

โพลิงกล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือที่มีจุดยืนสอดคล้องกันน่าจะได้รับการหารืออย่างชัดเจนมากกว่าในการประชุมระหว่างประเทศหุ้นส่วนที่มีแนวคิดใกล้เคียงกัน เช่น กลุ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งมีกำหนดประชุมระดับผู้บัญชาการกลาโหมในวันที่ 28 ตุลาคม

ในการกล่าวก่อนการประชุมกับรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน เฮกเซธเสนอให้จัดทำ "กรอบความร่วมมือด้านกลาโหมสหรัฐฯ-อาเซียน" ฉบับใหม่ โดยระบุว่าควรเป็นกรอบความร่วมมือที่มีเป้าหมายทะเยอทะยานและสามารถกำหนดทิศทางการทำงานร่วมกันในช่วงหลายปีข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภูมิภาค

เฮกเซธกล่าวชื่นชมแนวทางปฏิบัติจริงและความภาคภูมิใจในชาติของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค พร้อมระบุว่าสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันกับทุกประเทศในทุกเรื่อง แต่ควรร่วมมือกันในประเด็นที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน

เขาระบุว่า สหรัฐฯ พร้อมเริ่มดำเนินโครงการดังกล่าวในช่วงที่สิงคโปร์เตรียมรับตำแหน่งประธานการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับรัฐมนตรีกลาโหมประเทศคู่เจรจา หรือ ADMM-Plus ในปีหน้า อย่างไรก็ตาม เฮกเซธยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของกรอบความร่วมมือที่เสนอ

ADMM-Plus ประกอบด้วยประเทศสมาชิกอาเซียน 11 ประเทศ รวมถึงประเทศคู่เจรจา เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน และออสเตรเลีย โดยเป็นเวทีสำหรับหารือและส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาค

เฮกเซธยังเรียกร้องให้เพิ่มขีดความสามารถในการรับรู้สถานการณ์ทางทะเล หรือ Maritime Domain Awareness และยกระดับความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือของประเทศต่าง ๆ โดยกล่าวว่า การฝึกซ้อม การเรียนรู้ และการวางแผนร่วมกันเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความร่วมมือของพันธมิตรอย่างจริงจัง และช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและขีดความสามารถที่จำเป็นต่อการป้องปรามความขัดแย้ง

ก่อนหน้านี้ เฮกเซธได้พบกับนายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นนอกรอบการประชุมที่เซบู โดยทั้งสองฝ่ายหารือถึงความจำเป็นในการดำเนินมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสกัดกั้นการโจมตีในแนวหมู่เกาะแห่งแรก (First Island Chain) ซึ่งหมายถึงแนวหมู่เกาะที่ทอดตัวอยู่ระหว่างจีนกับมหาสมุทรแปซิฟิก

ทั้งสองประเทศยังให้คำมั่นว่าจะประสานงานกันอย่างใกล้ชิดต่อไปในด้านการผลิตยุทโธปกรณ์และกระสุน โดยการหารือดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของสหรัฐฯ และพันธมิตรในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ ท่ามกลางความท้าทายด้านความมั่นคงในภูมิภาค

แม้การหารือนอกรอบอาจเปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ แสดงความกังวลด้านความมั่นคงอย่างตรงไปตรงมา แต่นักวิเคราะห์คาดว่าแถลงการณ์ประธานอาเซียนหลังการประชุมจะใช้ถ้อยคำระมัดระวัง และยึดแนวทางถ้อยคำทางการทูตที่อาเซียนใช้มาโดยตลอด

โคห์มองว่า การที่ฟิลิปปินส์ดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในช่วงที่มีข้อพิพาทกับจีนเป็นสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อน ขณะที่โพลิงระบุว่า ฟิลิปปินส์ต้องรักษาสมดุลระหว่างการผลักดันความร่วมมือในอนาคต เช่น การเชื่อมโยงด้านพลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัล และความร่วมมือระหว่างหน่วยยามฝั่ง กับความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นกับจีน และความคืบหน้าที่หยุดชะงักในการจัดทำประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้

โพลิงคาดว่า อาเซียนจะยังสามารถเดินหน้าความร่วมมือเชิงปฏิบัติในประเด็นต่าง ๆ ภายใต้กรอบการทำงานของ ADMM ได้ แต่ไม่น่าจะนำไปสู่การกำหนดจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกันในประเด็นทะเลจีนใต้หรือข้อขัดแย้งที่ละเอียดอ่อนอื่น ๆ

การประชุมครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญทั้งต่อความร่วมมือด้านกลาโหมระหว่างสหรัฐฯ กับอาเซียน และความสามารถของประเทศสมาชิกในการรักษาความร่วมมือระดับภูมิภาค ท่ามกลางการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความไม่แน่นอนด้านพลังงานและความมั่นคง.

ความคิดเห็น