คงเป็นเพราะฐานคิดที่ว่า ถ้านำเอาเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการศึกษา การปฏิรูปการศึกษาจะเกิดขึ้นจริงและได้ผลมากขึ้น
จึงเป็นที่มาของบทบัญญัติ หมวดที่ 9 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ใน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542
มาตราสำคัญ ได้แก่ มาตรา 63 รัฐต้องจัดสรรคลื่นความถี่ สื่อตัวนำและโครงสร้างพื้นฐานอื่นที่จำเป็นต่อการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ วิทยุโทรคมนาคมและการสื่อสารในรูปอื่น เพื่อใช้ประโยชน์สำหรับการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบการศึกษาตามอัธยาศัย การทะนุบำรุงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมตามความจำเป็น
มาตรา 68 ให้มีการระดมทุนเพื่อจัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาจากเงินอุดหนุนของรัฐ ค่าสัมปทาน และผลกำไรที่ได้จากการดำเนินกิจการด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรประชาชน รวมทั้งให้ลดอัตราค่าบริการเป็นพิเศษในการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อการพัฒนาคนและสังคม
เมื่อมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน อนุทิน 2 พยายามผลักดันการยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ขึ้นมาแทน หลังจากรัฐบาลที่ผ่านมาล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่สามารถทำคลอด พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ได้สำเร็จ เพราะเหตุปัจจัยหลายประการ
หนึ่งในนั้นก็คือ ร่างกฎหมายใหม่ลงลึกถึงแนวทางปฏิบัติต่างๆ มากเกินไป
การยกร่างครั้งใหม่ล่าสุดจึงดำเนินไปภายใต้ความคิดว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติควรทำหน้าที่เป็น “ธรรมนูญการศึกษาของชาติ” จึงควรเขียนแค่หลักการกว้างๆ เป็นกรอบไว้เท่านั้นพอ ให้กระชับ ไม่ยืดยาวเยิ่นเย้อ
ไม่ต้องลงรายละเอียดมากมายหลายมาตรา ทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดประเด็นคัดค้าน จนบัญญัติกฎหมายไม่สำเร็จอีก
จากเหตุที่กล่าวมา บทบัญญัติเกี่ยวกับเทคโนโลยีกับการศึกษา จึงเขียนแค่ว่า “ให้รัฐส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากร ทั้งด้านผู้ผลิต ผู้ดูแลและผู้ใช้ประโยชน์เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถและทักษะในการผลิต การดูแล รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมมีคุณภาพและประสิทธิภาพ
“ให้มีระบบเทคโนโลยีเชื่อมต่อข้อมูลทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อบริหารและพัฒนาการศึกษา การส่งเสริมการทำงานและสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด”
ไม่กล่าวหรือเขียนผูกมัดชัดเจนถึง “กองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา”
รอให้ไปว่ากันในขั้นตอนออกกฎหมายลูก ระดับรอง นั่นเอง
ฟังแล้ว ดูมีเหตุผล
ด้วยความกลัวกฎหมายจะไม่ผ่านเพราะเกิดประเด็นคัดค้านหลากหลาย เลยทำให้ของดีหายไปอย่างน่าเสียดาย
ของดีที่ว่าเคยปรากฏอยู่ในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่เวอร์ชั่นสุดท้าย บทเฉพาะกาลเรื่องเทคโนโลยีการศึกษา
ข้อความเขียนว่า “ให้กองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา พ.ศ.2558 ยังคงมีอยู่และดำเนินการต่อไป จนกว่าเงินที่มีอยู่จะหมดไปหรือคณะรัฐมนตรีมีมติให้ยุบ
ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ยุบกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ให้เงินที่เหลืออยู่โอนไปเป็นของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
ให้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) นำเงินที่ได้รับการจัดสรรตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ไปใช้เพื่อประโยชน์ในการสนับสนุนการผลิตและพัฒนาครูและนวัตกรรมทางการศึกษา รวมทั้งการวิจัย การพัฒนาและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา โดยคำนึงถึงการก่อให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นเป้าหมายสำคัญ”
ผมเสนอว่า บทบัญญัติข้อความเหล่านี้ควรคงไว้ใน พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ เพื่อความชัดเจน เกิดผลในทางปฏิบัติจริง
ไม่ควรรอกฎหมายลูก จะพลอยทำให้กองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ของดีที่มีอยู่แล้วขณะนี้หยุดชะงักไปอีกด้วย
กองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาต้องได้รับการปฏิวัติการบริหารจัดการอย่างจริงจัง เร่งด่วน
นอกจากนั้นผลดีที่ตามมาก็คือ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาจะมีหลักประกัน มีช่องทางได้รายรับมาเพิ่มเติม ชดเชยจากที่ถูกตัดทอนลงในขั้นตอนการพิจารณาของสำนักงบประมาณ รัฐบาลและรัฐสภา
กสศ.จะได้นำเงินที่ได้จากกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาและจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไปช่วยเหลือเด็กยากจนและยากจนพิเศษ ขาดแคลน อีกมากมายที่ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ทางการศึกษาที่ทันสมัย ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มีโทรศัพท์มือถือ
ทั้งยังสามารถนำรายได้ไปใช้สนับสนุนการผลิตและพัฒนาครูและนวัตกรรมทางการศึกษาได้อีกทางหนึ่งด้วย
สรุป ขอแปรญัตตินำเอาบทบัญญัติ ข้อความที่กล่าวถึงกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาและกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษากลับคืนมา เขียนไว้ในกฎหมายแม่บททางการศึกษา เพื่อให้เกิดสภาพบังคับและการปฏิบัติจริงทันที