เมื่อ 17 กันยายน 2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้ถามสดเรื่องความล่าช้าและสภาพคล่องของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) สอบถามนายกรัฐมนตรีถึงปัญหาความล่าช้าในการโอนเงินค่าเทอมให้นักศึกษาทำให้หลายคนกังวลเรื่องการจ่ายค่าเทอมและสิทธิเข้าสอบ ตลอดจนปัญหาสภาพคล่องและงบประมาณของ กยศ. และการที่คณะกรรมาธิการงบประมาณไม่แปรญัตติงบประมาณเพิ่มเติมให้แก่ กยศ. แม้ในปี 2570 กยศ.อาจขาดสภาพคล่องทางการเงินถึง 7,000 ล้านบาท
กยศ. คือ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ที่รัฐบาลตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2538 และเริ่มดำเนินการกองทุนในลักษณะเงินทุนหมุนเวียนตั้งแต่ 16 มกราคม 2539 ต่อมารัฐบาลจึงประกาศใช้ พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2541 มีผลให้ กยศ.มีฐานะเป็นนิติบุคคลในการกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง มีวัตถุประสงค์หลักคือการให้กู้ยืมเงินแก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการศึกษาฯ
การดำเนินงานของ กยศ. มีปัญหามานานแล้วด้านเสถียรภาพของกองทุนและประสิทธิภาพของ กยศ.ในการช่วยนักเรียนนักศึกษายากจน ตลอดจนประสิทธิภาพการทำงานของ กยศ.เอง
เมื่อ กยศ.ตั้งได้ 10 ปี ดร.สมเกียรติและอารียา (2549) เคยวิจัยโดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า (1) กยศ.มีประสิทธิภาพในการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาโดยช่วยให้นักเรียนที่กู้ยืมจาก กยศ.ที่มาจากครัวเรือนยากจน (รายได้ครัวเรือนไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี) ตั้งใจที่จะศึกษาต่อเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (2) พบว่า กยศ.ช่วยให้เกิดการกระจายรายได้แก่ครัวเรือนรายได้น้อยที่มีผู้ที่กำลังศึกษาระดับมัธยมปลายได้ดีกว่าในระดับอุดมศึกษา แต่ กยศ.ไม่น่าจะเป็นเครื่องมือในการกระจายรายได้ที่มีประสิทธิภาพเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการอื่น (3) การสนับสนุนระบบการศึกษาด้านอุปสงค์ พบว่าพอได้ จากการช่วยเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้เรียนเฉพาะทางเลือกที่เกิดจากการขยายตัวของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากเงินกู้ยืมของ กยศ. และ กยศ.อาจมีส่วนช่วยในการระดมทรัพยากรเข้าสู่ระบบการศึกษาได้บ้าง เนื่องจากช่วยให้ผู้กู้สามารถเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนได้มากขึ้น (4) ด้านความเสมอภาคและความเป็นธรรมในการอุดหนุนการศึกษาพบว่ามีส่วนช่วยให้เกิดการอุดหนุนทางการศึกษาจากรัฐไปยังครัวเรือนรายได้ต่ำได้บ้าง (5) อัตราหนี้ค้างชำระของ กยศ.ขณะนั้นมีสัดส่วนของผู้ที่ชำระหนี้ไม่ตรงตามเวลาถึงร้อยละ 54.8 แม้จะมีแนวโน้มลดลงแต่ก็ค่อนข้างช้าสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มีประสิทธิภาพในการติดตามทวงหนี้ของ กยศ. ซึ่งทำให้เกิดปัญหาต่อความยั่งยืนของ กยศ. และ (6) ความยั่งยืนทางการเงินของ กยศ. พบว่า กยศ.มีอัตราการคืนทุนในระดับต่ำที่ประมาณร้อยละ 33 ของเงินที่ปล่อยกู้ทั้งหมดจึงเป็นไปได้ยากที่ กยศ.จะดำรงอยู่ได้ในลักษณะกองทุนหมุนเวียนโดยไม่พึ่งพางบประมาณระดับสูงจากรัฐบาล
ต่อมารัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2560 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดข้อจำกัดในการบริหารงานของ กยศ. โดยให้ กยศ.อยู่ในการกำกับดูแลของรัฐมนตรีคลัง และมีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการ และบูรณาการการบริหารจัดการและการดำเนินการของกองทุน กยศ. และกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) ให้อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน และเพิ่มมาตรการในการบริหารจัดการกองทุนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตามด้วย พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2566 เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาให้มากขึ้นเพื่อรองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพิ่มระบบการให้ทุนการศึกษาในสาขาวิชาขาดแคลนที่ต้องได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษ ปรับเปลี่ยนการดำเนินงานของ กยศ.ให้ทำงานเชิงรุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ข้อมูลแก่นักเรียนนักศึกษาก่อนเลือกสาขาวิชาที่จะกู้ยืมเงินเรียนเพื่อให้สอดคล้องกับอาชีพแห่งอนาคต การเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม รวมทั้งกำหนดกลไกให้ผู้กู้ยืมเงินสามารถชำระเงินคืนกองทุนตามความสามารถในการหารายได้และสร้างวินัยในการชำระเงินคืนกองทุนเพื่อสร้างความยั่งยืนแก่กองทุน
จะเห็นได้ว่า กยศ.ก็สู้มาพอสมควร
สําหรับกระทู้ถามสด (ของ ส.ส.รักชนก ศรีนอก) นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงว่า รัฐบาลตระหนักถึงปัญหา กยศ. และจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ไม่มีกำลังทรัพย์ในการศึกษาต่อ และปี 2570 รัฐบาลได้ปรับเพิ่มงบประมาณให้ กยศ. จาก 5,000 ล้านบาท เป็น 9,000 ล้านบาท และว่า กยศ.เป็นกองทุนหมุนเวียนซึ่งต้องอาศัยเงินชำระคืนจากผู้กู้รุ่นก่อน ไม่ใช่กองทุนที่รัฐบาลต้องอุดหนุนเต็มจำนวนที่ขอทุกปี ปัญหาหลักคือการจัดเก็บหนี้จากผู้กู้ที่สำเร็จการศึกษาแล้ว โดยปัจจุบันมีผู้กู้ในระบบชำระหนี้ 3.6 ล้านคนแต่มีผู้ชำระเพียง 1 ล้านคน และผู้ผิดนัดชำระถึง 2.6 ล้านคน
การบ้านของ กยศ.เท่าที่ผู้เขียนมองอย่างลวกๆ และเอาใจช่วย น่าจะมีอยู่ 3 ประเด็นที่สำคัญ ประเด็นแรกเป็น ปัญหาเฉพาะหน้า ที่ น.ส.รักชนกตั้งกระทู้ถามเมื่อ 17 กันยายน 2569 ว่าในปีงบประมาณ 2570 กยศ.รายรับรายจ่ายติดลบประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท และเรียกร้องให้นำงบที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ปรับลดได้มาใช้
ประเด็นที่สอง ปัญหาการ (ไม่) ชำระหนี้ของนักเรียนนักศึกษาผู้กู้ที่เป็นมาอย่างยาวนาน และประเด็นที่สามเป็นคำถามที่ย้อนกลับถึงวัตถุประสงค์และพันธกิจของ กยศ. และนโยบายรัฐบาลว่าจะคงไว้เช่นเดิมหรือจะมีการปรับเปลี่ยนกุศโลบายอย่างไร
ซึ่งในประเด็นแรก รมต.สำนักนายกฯได้ชี้แจงแล้วว่า กยศ.เป็นกองทุนหมุนเวียนที่ต้องอาศัยเงินชำระคืนจากผู้กู้เป็นหลัก การบริหารสภาพคล่องของ กยศ. ต้องพิจารณาทั้งด้านเงินสนับสนุนจากรัฐและประสิทธิภาพในการรับชำระเงินคืน ซึ่งคำตอบคือเมื่อ 29 กันยายน ครม.มีมติเห็นชอบการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 งบกลางเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 1.206 พันล้านบาทเศษ ให้ กยศ.เพื่อนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยสภาพัฒน์ได้ให้ข้อสังเกตว่า กยศ.เป็นกองทุนหมุนเวียนแต่แนวโน้มการชำระหนี้คืนกองทุนปรับตัวลดลงตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา กยศ.จึงควรพิจารณาออกมาตรการเร่งรัดการชำระหนี้เพื่อลดหนี้เสียและแก้ปัญหาสภาพคล่องของกองทุนในระยะยาวอย่างยั่งยืน และนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ
ผู้ปฏิบัติหน้าที่ประธาน กยศ.แจ้งว่า 1 ตุลาคม 2569 กยศ.จะได้รับงบประมาณอีกประมาณ 9,000 ล้านบาท ช่วยบริหารกระแสเงินสดและดูแลผู้กู้ได้ระยะหนึ่ง
สําหรับประเด็นที่สองก็มีผู้รู้ให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาการชำระหนี้ไว้บ้างแล้ว แต่ที่สำคัญคือผู้ปฏิบัติหน้าที่ประธาน กยศ.ได้แจ้งว่าลูกหนี้ประมาณ 500,000 รายที่มียอดค้างรวมประมาณ 140 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นหนี้รายย่อยหลักร้อยถึงหลักพันบาทและไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งเกิดจากช่วงเปลี่ยนงาน กยศ.กำลังเร่งติดต่อกลุ่มดังกล่าวเพื่อเคลียร์ยอดและช่วยให้ตัวเลขหนี้เสียลดลงมากขึ้น และกำลังลดขั้นตอนการพิสูจน์ความยากจน รวมทั้งการยกเลิกการแบล๊กลิสต์เพราะหนี้ กยศ.ไม่ใช่สินเชื่อปกติจึงควรสร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้
ส่วนประเด็นที่สาม ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของฝ่ายการเมืองที่ควรติดตามดูผลจากประเด็นที่หนึ่งและสอง แต่ กยศ.เองก็ต้องทำการบ้านเพื่อช่วยให้โลกทัศน์ของภาคการเมืองชัดเจนขึ้น ซึ่งในประเด็นนี้จะเห็นได้ว่า รัฐบาลที่ผ่านมาให้ความสำคัญและติดตามงาน กยศ.ตลอดมา จะเห็นได้จากการออกกฎหมายเพื่อช่วยแก้ปัญหาของ กยศ.หลายครั้งดังกล่าวไปแล้วข้างต้น รวมทั้งคณะกรรมการ กยศ.ได้ออกประกาศประจำปีการศึกษา 2569 (เมื่อ 30 มกราคม 2569) เรื่องกำหนดลักษณะและขอบเขตการให้เงินกู้ยืมที่รัดกุมขึ้น รวมทั้งตัดการให้กู้ยืมกรณีเรียนดีสร้างความเป็นเลิศออก ซึ่งอาจช่วยลดงานของ กยศ.ที่จะดูแลในส่วนนี้
การให้โอกาสทางการศึกษาแก่ผู้ด้อยโอกาสเป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยสร้างความเท่าเทียมกันในสังคมได้มาก ขณะเดียวกันก็เป็นการลงทุนและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของชาติ
ก็ต้องเชียร์ครับ
สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์