คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangพิษณุโลก · เปลี่ยน

ไส้กรอกปลาทับทิม เพิ่มมูลค่ากลุ่มผู้เลี้ยงปลากระชังแปลงใหญ่ต.จอมทอง

ที่มา: Phitsanulok Hotnews

พิษณุโลก กลุ่มผู้เลี้ยงปลากระชังแปลงใหญ่ ต.จอมทอง อ. เมืองพิษณุโลก รวมตัวเลี้ยงปลาทับทิมหรือปลานิลแดงแบบอิสระ ไม่ผูกพันกับบริษัทขนาดใหญ่ ก่อนนำปลาที่มีขนาดไม่ตรงตามความต้องการของตลาดมาแปรรูปเป็น “ไส้กรอกปลานิลแดง” เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้และเป็นทุนหมุนเวียนให้สมาชิกกลุ่ม วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วิสาหกิจชุมชนท่าตะเคียนฟาร์มปลา ตำบลจอมทอง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลแดงในกระชังแม่น้ำน่าน ได้รวมกลุ่มกันแปรรูปปลาเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยนำปลานิลแดงหรือปลาทับทิมจากสมาชิกกลุ่มผู้เลี้ยงปลาอิสระมาแปรรูปเป็นไส้กรอกปลา โดยกลุ่มดังกล่าวมีสมาชิกวิสาหกิจชุมชน 8 คน และสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่รวมประมาณ 30 คน โดยเลือกเลี้ยงปลาแบบอิสระ ไม่ทำเกษตรพันธสัญญากับบริษัทขนาดใหญ่ เนื่องจากต้องการบริหารจัดการต้นทุนและสามารถกำหนดราคาขายผลผลิตได้ด้วยตนเอง นางอุมาพร บุญกว้าง สมาชิกวิสาหกิจชุมชนท่าตะเคียนฟาร์มปลา ผู้ผลิตไส้กรอกปลา กล่าวว่า กลุ่มเกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาทับทิมหรือปลานิลแดง โดยสมาชิกวิสาหกิจชุมชนจำนวน 8 คน เลือกเลี้ยงปลาแบบอิสระ ไม่ทำพันธะสัญญากับบริษัทขนาดใหญ่ ความแตกต่างระหว่างการเลี้ยงแบบอิสระกับระบบเกษตรพันธสัญญาคือ หากเลี้ยงแบบอิสระ เกษตรกรต้องลงทุนซื้อพันธุ์ปลา อาหาร และปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ด้วยตนเอง แต่สามารถกำหนดราคาขายได้เอง ขณะที่ระบบพันธสัญญาบริษัทจะจัดหาปัจจัยการผลิตให้ ตั้งแต่พันธุ์ปลา อาหาร และวัคซีน แต่ราคาขายจะถูกกำหนดโดยบริษัท นางอุมาพร กล่าวว่า ที่ผ่านมาสมาชิกกลุ่มมองว่าต้นทุนการเลี้ยงปลาในระบบพันธสัญญาค่อนข้างสูง แม้จะสามารถขายผลผลิตได้จำนวนมาก แต่เมื่อหักต้นทุนต่าง ๆ แล้ว บางครั้งเหลือกำไรไม่มาก จึงหันมาทดลองเลี้ยงปลาเองในปริมาณที่เหมาะสมกับกำลังของกลุ่ม และหาตลาดจำหน่ายด้วยตนเอง “ถ้าเราขายเอง เราจะได้ส่วนต่างเพิ่มขึ้น แต่ข้อเสียคือต้องหาตลาดเอง และค่อย ๆ ขยายตลาดไปเรื่อย ๆ” นางอุมาพรกล่าว สำหรับการแปรรูปไส้กรอกปลา เกิดจากปัญหาปลาที่มีขนาดไม่ตรงกับความต้องการของตลาด โดยปลาที่มีน้ำหนักประมาณ 7 ขีดต่อตัวขึ้นไปจะเป็นขนาดที่ตลาดต้องการและมีราคาสูงกว่า ส่วนปลาที่มีน้ำหนักประมาณ 5-6 ขีดต่อตัว ราคาจะลดลง และบางครั้งพ่อค้าคนกลางไม่รับซื้อ กลุ่มจึงนำปลาขนาดดังกล่าวมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ช่วงแรกกลุ่มทดลองทำปลาแดดเดียว ก่อนพัฒนาต่อยอดมาเป็นไส้กรอกปลา โดยได้รับคำแนะนำด้านสูตรจากสำนักงานประมงจังหวัดพิษณุโลก และพัฒนาสูตรมาอย่างต่อเนื่องประมาณ 5-6 ปี เดิมกลุ่มทดลองทำไส้อั่ว แต่พบว่าผู้บริโภคในพื้นที่ไม่ค่อยนิยม จึงนำพริกแกงของสมาชิกกลุ่ม ซึ่งเป็นสูตรของชาวพิษณุโลกมาปรับใช้ จนพัฒนาเป็นไส้กรอกปลานิลแดงที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี สำหรับสูตรไส้กรอกปลานิลแดงของกลุ่ม ในปริมาณประมาณ 10 กิโลกรัม ประกอบด้วย เนื้อปลาหั่นเต๋า 3 กิโลกรัม เนื้อปลาบดจากปลายี่สก 4 กิโลกรัม หมูบด 3 กิโลกรัม พริกแกง 2 กิโลกรัม น้ำตาล 10 ช้อนโต๊ะ ผงชูรส 10 ช้อนชา และใบมะกรูดเล็กน้อย นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวกัน ส่วนพริกแกงเผ็ดกลุ่มเลือกใช้สูตรชาวบ้านในพื้นที่ เนื่องจากมีความเข้มข้นและใช้เครื่องแกงสด นอกจากนี้ยังไม่ใส่สารกันบูด โดยไส้กรอกแต่ละลูกมีน้ำหนักประมาณ 14-15 กรัม บรรจุถุงละประมาณ 500 กรัม และทำออกมา 3 รูปแบบ ได้แก่ ไส้กรอกลูกเล็ก ไส้กรอกลักษณะคล้ายไส้อั่ว และไส้กรอกแบบแท่ง นางอุมาพร กล่าวว่า จุดเด่นของผลิตภัณฑ์คือใช้ปลาที่เลี้ยงในแม่น้ำน่าน ซึ่งปลาจะว่ายน้ำอยู่ตลอดเวลา ทำให้เนื้อปลาแน่นและมีรสชาติดี ปัจจุบันจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 450 บาท เนื่องจากเน้นใช้เนื้อปลา ไม่ใส่แป้ง และไม่ใส่สารกันบูดปัจจุบันกลุ่มนำผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายที่ตลาดเกษตรหน้าศาลากลางจังหวัดพิษณุโลกทุกวันศุกร์ รวมทั้งงานเกษตรแฟร์ และจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กลุ่มเป็นที่น่าพอใจ การแปรรูปยังช่วยแก้ปัญหาราคาปลาที่มีความผันผวน โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก หรือกรณีปลามีขนาดใหญ่เกินมาตรฐานที่ตลาดรับซื้อ กลุ่มสามารถนำมาแปรรูปเป็นไส้กรอกปลาได้ ทำให้เพิ่มมูลค่าผลผลิตและไม่จำเป็นต้องเร่งขายปลาในช่วงที่ราคาตกต่ำ อีกทั้งยังสร้างรายได้เป็นทุนหมุนเวียนสำหรับซื้ออาหารปลาและใช้ในการเลี้ยงปลารอบต่อไป นางอุมาพร กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่กลุ่มดำเนินการเลี้ยงปลาแบบอิสระ ควบคู่กับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ โดยไม่ขึ้นกับบริษัทขนาดใหญ่ ถือว่ากลุ่มมาถูกทาง แม้ในช่วงแรกจะต้องใช้ความพยายามและเผชิญกับข้อจำกัดด้านเงินทุน โดยเฉพาะค่าอาหารปลา ด้านนายวิเชียร รบช้าง สามีของนางอุมาพร กล่าวว่า ปัจจุบันต้นทุนค่าอาหารปลาประมาณ 25,000-30,000 บาทต่อกระชัง สำหรับปลาประมาณ 1,000 ตัว ในกระชังขนาด 3×3 เมตร ส่วนพันธุ์ปลาสามารถซื้อจากเกษตรกรผู้เพาะพันธุ์ในพื้นที่ ซึ่งมีราคาถูกกว่าการซื้อผ่านบริษัท และกลุ่มสามารถเลือกอาหารปลาจากผู้จำหน่ายหลายรายที่มีราคาต่างกันได้ เนื่องจากมีประสบการณ์ในการเลี้ยงปลาและสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ด้วยตนเอง ความสำคัญของการเลี้ยงปลาแบบอิสระ คือเกษตรกรต้องรู้ต้นทุนการเลี้ยง สามารถกำหนดราคาขายเอง และเลี้ยงให้เหมาะสมกับกำลังและความสามารถของตนเอง สำหรับผู้สนใจไส้กรอกปลานิลแดง สามารถติดตามและสั่งซื้อได้ทางเพจ “ไส้กรอกปลาเมืองสองแคว” ทั้ง Facebook และ TikTok หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นางอุมาพร บุญกว้าง โทร. 086-446-2830 /////////

ความคิดเห็น