คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangพิษณุโลก · เปลี่ยน

รัดเกล้า ชูปฏิรูปโทษปรับคดีเล็ก เปลี่ยนกักขังเป็นบริการสังคม ชงโมเดล Day Release เยอรมนี แก้คุกล้น

ที่มา: มติชน

‘รัดเกล้า’ ชูปฏิรูปโทษปรับคดีเล็ก เปลี่ยนกักขังเป็นบริการสังคม จ่อใช้มาตรการยึดทรัพย์คนรวยเบี้ยวจ่าย เสนอ Miranda Warning-Day Release แก้คุกล้น

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ร่วมเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับยกเลิกการกักขังแทนค่าปรับ) ร่วมอภิปรายต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรมไทย พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า “คุกไทยจะเลิกมีไว้ขังคนจนเมื่อไหร่”

นางรัดเกล้าระบุว่า ปัจจุบันผู้กระทำความผิดในคดีเดียวกัน ศาลสั่งปรับในจำนวนเท่ากัน แต่คนมีฐานะสามารถจ่ายค่าปรับและกลับบ้านได้ ขณะที่คนยากจนซึ่งไม่มีเงินจ่ายกลับต้องสูญเสียอิสรภาพ ถูกส่งตัวไปกักขังเพียงเพราะไม่มีเงิน ทั้งที่ความยากจนไม่ใช่อาชญากรรม

วิกฤตเรือนจำล้นเกินศักยภาพ คนจนและครอบครัวรับผลกระทบ

ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาความยุติธรรม คุณภาพชีวิต และการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขัง นางรัดเกล้าเปิดเผยข้อมูล ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ประเทศไทยมีผู้ต้องขัง 316,392 คน เกินศักยภาพการรองรับของเรือนจำถึง 131% มีอัตราการคุมขังเฉลี่ย 428 คนต่อประชากร 100,000 คน สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกประมาณ 3 เท่า

ขณะที่ในแต่ละปีมีผู้ถูกกักขังแทนค่าปรับประมาณ 30,000-40,000 คน ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่ผู้ต้องขัง แต่ยังส่งต่อไปถึงสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ถูกกักขังเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือเสาหลักทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้คนในครอบครัวอีก 4-5 คน สูญเสียรายได้และขาดหลักประกันในการดำรงชีวิต

นางรัดเกล้ายังชี้แจงข้อเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานที่กักขังว่า แม้หลายคนจะเข้าใจว่าการกักขังแทนค่าปรับมีสถานที่แยกจากเรือนจำ หรือสามารถนำตัวไปฝากขังที่สถานีตำรวจได้ แต่ในทางปฏิบัติ ห้องขังของตำรวจใช้ควบคุมตัวระหว่างสอบสวนได้ไม่เกิน 48 ชั่วโมงเท่านั้น ส่วนสถานที่กักขังที่แยกเป็นเอกเทศจากเรือนจำมีเพียง 5 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี ตราด ร้อยเอ็ด ลำปาง และนครศรีธรรมราช ขณะที่อีกกว่า 70 จังหวัด สถานที่กักขังตั้งอยู่ภายในพื้นที่เรือนจำ

จึงไม่อาจปฏิเสธข้อเท็จจริงได้ว่า แม้จะเรียกในทางกฎหมายว่า “การกักขัง” แต่ในทางปฏิบัติประชาชนที่ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับก็ยังต้องเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมของเรือนจำ ท่ามกลางปัญหาความแออัดที่เกินขีดความสามารถในการรองรับอยู่แล้ว

ชง 5 หลักการปฏิรูป เปลี่ยนจากลงโทษด้วยเสรีภาพเป็นบังคับคดีด้วยทรัพย์สิน

นางรัดเกล้าระบุว่า แม้ประเทศไทยจะมีมาตรการทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับมาตั้งแต่ปี 2545 และมีการปรับปรุงระเบียบในปี 2563 แต่ระบบเดิมยังมีข้อจำกัดสำคัญ เพราะผลักภาระให้จำเลยต้องยื่นคำร้องด้วยตนเอง ทำให้ประชาชนที่ขาดความรู้ทางกฎหมายและไม่มีทนายความเข้าไม่ถึงสิทธิ

สะท้อนจากสถิติคำร้องที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเพิ่มจาก 11% ในปี 2565 เป็น 21% ในปี 2567 ขณะที่ผู้ที่ถูกกักขังไปแล้วและยื่นคำร้องขอเปลี่ยนเป็นการทำงานบริการสังคม ได้รับอนุมัติเพียง 5-6% เท่านั้น

นางรัดเกล้าจึงเสนอหลักการสำคัญ 5 ประการในการออกแบบกฎหมาย ได้แก่

1.โทษปรับต้องบังคับเอากับทรัพย์สิน ไม่ใช่เสรีภาพ สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 ที่ระบุถึงปัญหาการกักขังแทนค่าปรับกับหลักนิติธรรม เพราะไม่ควรนำอิสรภาพของมนุษย์มาแลกเปลี่ยนกับเงินค่าปรับ

2.ต้องมีทางเลือกทดแทนการกักขังที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง ไม่ใช่เพียงมีสิทธิอยู่บนกระดาษ แต่ในทางปฏิบัติคนจนกลับเข้าไม่ถึง

3.ไม่ควรผลักภาระให้จำเลยยื่นคำร้องเอง โดยบทเรียนจากเกาหลีใต้พบว่า ผู้เข้าถึงสิทธิทำงานบริการสังคมมีเพียง 0.32% และมีผู้ต้องโทษถึง 43.94% ที่ถูกส่งไปกักขัง สะท้อนข้อจำกัดของระบบที่รอให้ประชาชนร้องขอเอง

4.ไม่ควรเก็บการกักขังไว้เป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะในทางปฏิบัติอาจกลายเป็นทางเลือกที่เจ้าหน้าที่ใช้สะดวกที่สุด ทั้งนี้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 89/1 เปิดช่องให้ใช้มาตรการควบคุมตัวนอกเรือนจำได้ รวมถึงการใช้กำไล EM และการกักบริเวณในบ้านตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

5.ต้องวางระบบบังคับโทษปรับให้ครบวงจร ตั้งแต่การผ่อนชำระ การสืบทรัพย์และยึดทรัพย์สำหรับผู้จงใจหลีกเลี่ยง ไปจนถึงการทำงานบริการสังคมสำหรับผู้ที่ไม่มีความสามารถชำระเงินจริง

เสนอ 4 กลไกกฎหมาย ปิดช่องคนมีเงินเบี้ยว-ไม่ปล่อยคนจนติดคุก

สำหรับร่างกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ วางกลไกสำคัญเพื่อให้การบังคับโทษปรับเกิดความเป็นธรรมและสามารถปฏิบัติได้จริง ประกอบด้วย

1.เปิดทางผ่อนชำระ (มาตรา 28) กำหนดให้ชำระค่าปรับภายใน 30 วัน หรือให้ศาลมีอำนาจสั่งผ่อนชำระเป็นงวดได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้จำเลยยื่นคำร้อง เพราะการไม่มีเงินก้อนในครั้งเดียวไม่ได้หมายความว่าไม่มีความสามารถในการผ่อนชำระ

2.บังคับคดีกับทรัพย์สินแทนเสรีภาพ (มาตรา 29 และ 29/1) หากพบว่าจงใจไม่ชำระค่าปรับ ให้อัยการดำเนินการสืบทรัพย์ ยึดทรัพย์ หรืออายัดสิทธิเรียกร้อง ขณะที่ผู้ไม่มีความสามารถชำระเงินจริงสามารถทำงานบริการสังคมทดแทนในอัตรา 500 บาทต่อวัน เพื่อแยกให้ชัดระหว่างคนมีเงินแต่จงใจไม่จ่าย กับคนที่ไม่มีเงินจริง ๆ

3.กำหนดหน้าที่ศาลแจ้งสิทธิเชิงรุก (มาตรา 30/1) ให้ศาลเป็นฝ่ายแจ้งสิทธิในการผ่อนชำระและทำงานบริการสังคมแก่จำเลยทันที ไม่ผลักภาระให้ประชาชนต้องรู้กฎหมายและร้องขอด้วยตนเอง

4.กระจายภาระสู่ชุมชนและภาคประชาสังคม เปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และองค์กรภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมดูแลและจัดหางานบริการสังคม ภายใต้การกำกับตามกฎหมาย เพื่อลดภาระของกรมคุมประพฤติที่ไม่ต้องรับผิดชอบเพียงหน่วยงานเดียว

เสนอ Miranda Warning ให้ศาลแจ้งสิทธิ-ดึง Day Release เยอรมนีเป็นทางเลือก

นางรัดเกล้ายังเสนอแนวคิดนำหลักการแจ้งสิทธิแบบ “Miranda Warning” ซึ่งเป็นที่รู้จักจากคำเตือนสิทธิผู้ต้องหาของตำรวจสหรัฐ เช่น “You have the right to remain silent” มาประยุกต์ใช้กับกระบวนการพิจารณาคดีของศาล โดยกำหนดเป็นบทพูดมาตรฐานให้ผู้พิพากษาต้องแจ้งสิทธิแก่จำเลยอย่างชัดเจนว่ามีสิทธิผ่อนชำระค่าปรับ มีสิทธิทำงานบริการสังคม และหากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขจะมีมาตรการบังคับอย่างไร

แนวทางดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาประชาชนไม่รู้สิทธิของตนเอง โดยไม่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก และทำให้การเข้าถึงสิทธิเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการยุติธรรม

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ศึกษาโมเดล “Day Release” ของประเทศเยอรมนี ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังในคดีที่ไม่ร้ายแรงและเข้าเกณฑ์ สามารถออกไปประกอบอาชีพหรือทำงานในเวลากลางวัน เพื่อรักษาการจ้างงานและหารายได้เลี้ยงดูครอบครัว ก่อนกลับเข้าสถานที่ควบคุมตัวในเวลากลางคืนภายใต้เงื่อนไขและการกำกับของกระบวนการยุติธรรม เป็นอีกทางเลือกในการลดผลกระทบจากการคุมขังต่อครอบครัวและสังคม

ตอบ 5 ข้อกังขา ย้ำทำงานบริการสังคมไม่ใช่การยกเว้นโทษ

นางรัดเกล้าได้ชี้แจงข้อกังวลที่เกิดขึ้นต่อร่างกฎหมาย 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1.คนมีฐานะไม่สามารถเบี้ยวค่าปรับได้ เพราะกฎหมายยังให้อำนาจศาลเรียกหลักประกัน สืบทรัพย์ ยึดทรัพย์ และอายัดสิทธิเรียกร้อง หากพบว่าจำเลยแจ้งเท็จว่าไม่มีเงินเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระค่าปรับและไปทำงานบริการสังคม จะมีมาตรการบังคับโทษย้อนหลังตามมาตรา 30/2

2.การเก็บโทษกักขังไว้เป็นทางเลือกสุดท้ายไม่ได้รับประกันว่าจะไม่เกิดความเหลื่อมล้ำ เพราะประเทศไทยยังไม่มีระบบคัดกรองฐานะทางเศรษฐกิจที่แม่นยำเพียงพอ ต่างจากบางประเทศที่มีระบบตรวจสอบเจตนาการหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าปรับอย่างเป็นระบบ พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอให้ยกเลิกการกักขังแทนค่าปรับอย่างสิ้นเชิง

3.กฎหมายยังคงความศักดิ์สิทธิ์ เพราะการทำงานบริการสังคมคือการชดใช้ความผิด ไม่ใช่การยกเว้นโทษ ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายควรเกิดจากการบังคับใช้อย่างเสมอภาคและได้สัดส่วน ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติตามฐานะทางเศรษฐกิจ

4.ไม่ได้เพิ่มภาระให้กรมคุมประพฤติเพียงฝ่ายเดียว แต่เสนอให้ อปท.และเครือข่ายชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นพี่เลี้ยงและจัดระบบรองรับการทำงานบริการสังคม

5.แนวปฏิบัติของศาลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะยังมีช่องว่างในการเข้าถึงสิทธิ จึงจำเป็นต้องยกระดับให้เป็นสิทธิที่กฎหมายรับรองและกำหนดหน้าที่ของศาลไว้อย่างชัดเจน

เรียกร้องสภารับหลักการทั้ง 5 ร่าง เปิดทางบูรณาการแก้กฎหมาย

นางรัดเกล้าทิ้งท้ายว่า ร่างกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์อาจไม่ใช่ร่างที่สมบูรณ์ที่สุด แต่มีเป้าหมายสำคัญคือการออกแบบระบบที่ไม่ปล่อยให้คนจนต้องสูญเสียอิสรภาพเพียงเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ จึงขอเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการร่างกฎหมายทั้ง 5 ฉบับ เพื่อเปิดโอกาสให้คณะกรรมาธิการวิสามัญนำข้อดีของแต่ละร่างมาบูรณาการร่วมกัน พร้อมเชิญผู้แทนจากศาลยุติธรรม กรมคุมประพฤติ กรมราชทัณฑ์ สำนักงานอัยการสูงสุด ภาคประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ มาร่วมให้ข้อเสนอแนะ

“ความยากจนไม่ใช่อาชญากรรม และการไม่มีเงินจ่ายค่าปรับไม่ควรเป็นเหตุผลให้มนุษย์คนใดต้องสูญเสียอิสรภาพ เราต้องแยกให้ชัดระหว่างคนที่มีเงินแต่จงใจไม่จ่าย กับคนที่ไม่มีเงินจริง ๆ เพราะกฎหมายต้องลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่ลงโทษคนจนซ้ำเพียงเพราะความจนของเขา” นางรัดเกล้ากล่าว

ความคิดเห็น