คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangพิษณุโลก · เปลี่ยน

ประกาศพระราชกฤษฎีกา เลื่อนจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เป็น 1 ม.ค. 2570

ที่มา: ไทยรัฐ

ประกาศ พระราชกฤษฎีกากำหนดวันจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จากวันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็น 1 ม.ค. 2570 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของนายจ้างและลูกจ้าง จากสถานการณ์อุทกภัย

วันที่ 24 ตุลาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกฤษฎีกา กำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 163 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2569”

มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568

มาตรา 4 ให้ดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป

มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ : เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 กำหนดให้ดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป แต่เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยส่งผลให้สถานประกอบกิจการและลูกจ้างในพื้นที่ประสบภัยได้รับความเดือดร้อน นายจ้างบางส่วนต้องหยุดหรือชะลอการดำเนินกิจการ มีรายได้ลดลง ขณะที่ลูกจ้างบางส่วนขาดรายได้หรือต้องนำเงินไปใช้ซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและดำรงชีพในช่วงฟื้นฟู การเริ่มจัดเก็บเงินสะสมจากลูกจ้างและเงินสมทบจากนายจ้างในช่วงเวลาดังกล่าวอาจเพิ่มภาระทางการเงินแก่ทั้งสองฝ่าย และกระทบต่อความสามารถของสถานประกอบกิจการในการรักษาการจ้างงาน ดังนั้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระทางการเงินของนายจ้างและลูกจ้าง และเอื้อให้การเริ่มจัดเก็บเงินสะสมจากลูกจ้างและเงินสมทบจากนายจ้างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สมควรปรับปรุงพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวโดยเลื่อนระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

ความคิดเห็น