พิษณุโลก – เปิดตำนานครอบครัวช่างเย็บผ้าเมืองสองแคว สืบทอดอาชีพยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ จากรุ่นพ่อแม่สู่รุ่นลูก รวมตัวกันนั่งรับจ้างเย็บผ้าบริเวณตลาดไนท์พลาซ่า ริมแม่น้ำน่าน จนเป็นที่รู้จักและได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั้งในพื้นที่และต่างจังหวัด ขณะที่ช่างเย็บผ้าวัย 86 ปี ยังคงนั่งเย็บผ้าข้างลูกสาว เผยอาชีพนี้เลี้ยงดูลูก 5 คนจนเติบโต และสร้างความสุขให้ครอบครัวมาจนถึงทุกวันนี้
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บริเวณตลาดไนท์บาร์ซ่า ถนนพุทธบูชา ริมแม่น้ำน่าน อำเภอเมืองพิษณุโลก พบกลุ่มช่างเย็บผ้าประมาณ 10 คน นั่งให้บริการตัด เย็บ และซ่อมแซมเสื้อผ้า โดยส่วนใหญ่เป็นญาติพี่น้องในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งประกอบอาชีพนี้มายาวนานหลายสิบปี จนกลายเป็นที่รู้จักของชาวพิษณุโลก รวมถึงลูกค้าจากต่างอำเภอและต่างจังหวัดที่ยังคงนำเสื้อผ้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในช่างเย็บผ้าที่เป็นเสมือนรุ่นใหญ่ของครอบครัว คือ นางลูกจันทร์ สว่างวงศ์ อายุ 86 ปี แม้ปัจจุบันจะมีปัญหาด้านการได้ยิน แต่ยังคงมานั่งเย็บผ้าข้างลูกสาวเป็นประจำ ใกล้กันเป็นครอบครัวของนางสายันต์ สว่างวงศ์ อายุ 78 ปี น้องสาว ซึ่งถือเป็นครอบครัวช่างเย็บผ้าที่ประกอบอาชีพนี้มายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ และเป็นที่รู้จักของคนในพื้นที่
นางสายันต์ สว่างวงศ์ อายุ 78 ปี เล่าว่า ครอบครัวเริ่มต้นอาชีพเย็บผ้ามาตั้งแต่สมัยแต่งงาน โดยขณะนั้นมีอายุเพียง 19 ปี และได้เรียนรู้วิชาการเย็บผ้าจากสามี ซึ่งประกอบอาชีพเป็นช่างเย็บผ้าอยู่ก่อนแล้ว แม้เดิมครอบครัวจะประกอบอาชีพทำไร่ทำนา แต่ตนได้เรียนรู้และพัฒนาฝีมือการเย็บผ้ามาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นอาชีพหลักเลี้ยงครอบครัว
เมื่อลูก ๆ เติบโตขึ้น ก็ซึมซับและเรียนรู้การเย็บผ้าจากพ่อแม่ โดยมีลูกทั้งหมด 5 คน และทุกคนสามารถเย็บผ้าได้ เมื่อก่อนบริเวณนี้มีพ่อค้าแม่ค้านำกางเกงมือสองมาขายจำนวนมาก ทำให้มีงานเย็บผ้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง บางครั้งรับงานจำนวนมากเป็นกระสอบ แล้วนำกลับไปแบ่งให้ลูก ๆ ช่วยกันทำที่บ้าน
“งานเย็บผ้ามีให้ทำตลอดทั้งวัน ไม่เคยขาดมือ จะมากจะน้อยก็มีเข้ามาเรื่อย ๆ ตลอดชีวิตไม่เคยนั่งรองาน คิดดูว่าเย็บมาตั้งแต่อายุ 19 ปี จนตอนนี้อายุ 78 ปี รวมแล้วกว่า 56 ปี เป็นอาชีพที่เย็บผ้าเลี้ยงลูกทั้ง 5 คนมาโดยตลอด”
นางสายันต์กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้จะเคยย้ายสถานที่ทำงานไปหลายแห่ง รวมถึงเดินทางไปทำงานที่กรุงเทพฯ รับงานเย็บผ้าโหล แต่ก็ยังยึดอาชีพช่างเย็บผ้ามาโดยตลอด ก่อนจะย้ายมานั่งเย็บผ้าบริเวณตลาดไนท์พลาซ่าแห่งนี้ ซึ่งน่าจะเป็นสถานที่ทำงานแห่งสุดท้ายในชีวิต โดยอยู่มานานกว่า 20 ปี ตั้งแต่ลูกสาวที่นั่งเย็บผ้าอยู่ข้าง ๆ ยังเป็นเด็ก
พื้นที่ดังกล่าวเป็นสถานที่ที่เทศบาลจัดไว้ให้ โดยคิดค่าเช่าเพียงปีละ 300 บาท ทำให้ครอบครัวสามารถประกอบอาชีพได้จนถึงปัจจุบัน
สำหรับบริการของร้านมีทั้งตัดขากางเกง แก้เอว ใส่ยางยืด เปลี่ยนซิป เย็บเป้า และแก้ไขเสื้อผ้ารูปแบบต่าง ๆ โดยคิดค่าบริการตามลักษณะงาน เช่น แก้เอวประมาณ 40 บาท ใส่ซิป 30-40 บาท ตัดขาประมาณ 20 บาท และต่อขากางเกงประมาณ 40 บาท
นางสายันต์กล่าวอีกว่า ลูกค้ายังคงเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง เพราะประกอบอาชีพมานานและมีลูกค้าประจำจำนวนมาก โดยเฉพาะลูกสาวที่นั่งเย็บผ้าอยู่ข้าง ๆ ก็มีลูกค้าขาประจำจำนวนไม่น้อย หลายคนใช้บริการมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นเด็กนักเรียน และแม้ปัจจุบันจะเดินทางไปทำงานต่างจังหวัด เมื่อกลับมาเยี่ยมบ้านก็ยังนำเสื้อผ้ามาให้ครอบครัวช่วยแก้ไขหรือซ่อมแซม
ลูกค้าบางส่วนเดินทางมาจากอำเภอวังทอง อำเภอบางระกำ รวมถึงจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อมาใช้บริการกับครอบครัวช่างเย็บผ้ากลุ่มนี้
“อาชีพนี้เป็นอาชีพหลักที่หล่อเลี้ยงทั้งชีวิตและครอบครัว โดยเฉพาะลูกทั้ง 5 คน จริง ๆ เราก็อายุมากแล้ว แต่ถ้าหยุดอยู่บ้าน ไม่ออกมาเย็บผ้า ลูกก็กลัวว่าจะป่วยและเหงา จึงมานั่งเย็บผ้าเป็นเพื่อนลูก สามี และญาติ ๆ ที่อยู่ด้วยกัน”
นางสายันต์กล่าวด้วยว่า ทุกครั้งที่ได้นั่งเย็บผ้าอยู่ริมถนนแห่งนี้ รู้สึกมีความสุขและเพลิดเพลิน ได้พบปะผู้คน โดยเฉพาะลูกค้าขาประจำ ที่สำคัญยังมีรายได้ช่วยเหลือครอบครัว โดยมีรายได้จากการเย็บผ้าอย่างน้อยวันละประมาณ 300 บาท หากมีงานมากก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น และแทบทุกวันจะมีงานเข้ามาให้ทำ
“อย่างน้อยที่สุดก็พอเป็นค่ากับข้าว เราไม่รู้ว่าจะหยุดไปทำไม เพราะการออกมานอกบ้าน ได้เย็บผ้า ได้เงิน เราก็ดีใจ เวลานั่งเย็บก็มีทั้งลูกและสามีอยู่ข้าง ๆ รู้สึกอบอุ่น ชีวิตมีความสุขและภาคภูมิใจ”
นางสายันต์เล่าว่า นอกจากรายได้จากการเย็บผ้าจะใช้เลี้ยงลูกทั้ง 5 คนแล้ว ยังสามารถเก็บเงินซื้อบ้านในราคา 350,000 บาท เมื่อหลายสิบปีก่อน และบ้านหลังดังกล่าวยังเป็นที่อยู่อาศัยมาจนถึงปัจจุบัน โดยหลักในการทำงานคือคิดราคาที่ไม่แพง ทำงานให้ดี มีคุณภาพ และส่งงานตรงเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าไว้วางใจและกลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
ด้านนางวาสนา ภู่น้อย บุตรสาวของนางสายันต์ กล่าวว่า ตนยึดอาชีพเย็บผ้าบริเวณนี้มานานกว่า 30 ปี ปัจจุบันอายุ 52 ปี และเห็นพ่อแม่ประกอบอาชีพเย็บผ้ามาตั้งแต่เด็ก จึงเรียนรู้และสืบทอดอาชีพต่อจากพ่อแม่ โดยแม่พามาเย็บผ้าที่บริเวณแห่งนี้ตั้งแต่แรก ตั้งแต่สมัยที่บริเวณดังกล่าวยังเป็นสันเขื่อน ก่อนจะพัฒนาเป็นอาคารและตลาดไนท์พลาซ่าดังเช่นปัจจุบัน
นางวาสนากล่าวว่า ตนมีลูก 3 คน เป็นผู้หญิงทั้งหมด และใช้รายได้จากการเย็บผ้าเป็นค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูและส่งเสียลูกเรียน โดยลูกสาวคนโตจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนเรศวร ส่วนคนที่ 2 จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และคนที่ 3 กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
ที่ผ่านมา แม้รายได้จากการเย็บผ้าจะไม่แน่นอน แต่สิ่งสำคัญคือการประหยัดและวางแผนการใช้จ่าย ต้องทำงานหนักและแบ่งรายได้ไว้สำหรับลูก ซึ่งงานยังคงมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีลูกค้าประจำและลูกค้าให้ความไว้วางใจ เพราะประกอบอาชีพมานาน
“บางครั้งงานเยอะจนทำไม่ทัน แต่ลูกค้าหลายคนก็เข้าใจและยอมรอ เพราะรู้ว่างานเข้ามามาก เราก็ดีใจที่ลูกค้าเข้ามาใช้บริการเยอะ แม้จะเหนื่อยหน่อย แต่ก็อยากทำให้ทันทุกคน โดยเฉพาะช่วงเปิดเทอม ถือเป็นช่วงที่มีงานเข้ามามากเป็นพิเศษ”
นางวาสนากล่าวเพิ่มเติมว่า รู้สึกมีความสุขที่ได้มานั่งเย็บผ้าร่วมกับครอบครัวและญาติพี่น้อง เพราะรู้สึกอบอุ่น และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การประกอบอาชีพบริเวณนี้ทำให้ครอบครัวเป็นที่รู้จักของผู้คนที่ต้องการซ่อมแซมและแก้ไขเสื้อผ้า แต่ละคนมีทักษะและความชำนาญที่สั่งสมมายาวนาน
แม้แต่รุ่นพ่อแม่ที่มีอายุเกือบ 80 ปี ก็ยังคงมีความสุขกับการเย็บผ้าและการได้พบปะผู้คน จึงทำให้อาชีพช่างเย็บผ้าของครอบครัวแห่งนี้ยังคงดำเนินต่อไป และกลายเป็นเรื่องราวของการสืบทอดอาชีพจากรุ่นสู่รุ่นของครอบครัวช่างเย็บผ้าเมืองสองแควที่ยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ