คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangเกาะพีพี · เปลี่ยน

ส.ซาเล้งโวย E-waste ทุบธุรกิจรีไซเคิลไทย วอนกรมศุลกากรตรวจเข้ม-กระทุ้งสืบย้อนกลับประเทศต้นทาง

ที่มา: มติชน

ส.ซาเล้งโวย E-waste ทุบธุรกิจรีไซเคิลไทย วอนกรมศุลกากรตรวจเข้ม-กระทุ้งสืบย้อนกลับประเทศต้นทาง

นายชัยยุทธิ์ พลเสน นายกสมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า เปิดเผยถึงสถานการณ์การนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-waste ของไทย ว่า ไทยไม่ใช่ถังขยะของโลก การนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-waste และเศษวัสดุจากต่างประเทศมากเกินความจำเป็น กำลังซ้ำเติมธุรกิจรีไซเคิลไทย ทำให้วัตถุดิบในประเทศขายยากและราคาตก โดยเศษกระดาษอัดก้อนที่นำเข้าอาจมีขยะชุมชนหรือวัสดุอื่นปะปน แม้ภายนอกจะสำแดงเป็นกระดาษรีไซเคิล แต่ส่วนที่แยกใช้ประโยชน์ไม่ได้อาจถูกส่งไปกำจัดหรือใช้เป็นเชื้อเพลิงขยะในโรงงานปูนซีเมนต์ กลายเป็นภาระด้านสิ่งแวดล้อมของไทย

“ข้างนอกเหมือนกระดาษ แต่ข้างในอาจจะเป็นเศษขยะชุมชน เศษนู่นนี่นั่นที่เขาไม่สามารถจัดการภายในประเทศเขาได้ เขาก็ฝากมาทิ้งในประเทศไทยเรา” นายชัยยุทธิ์กล่าว

นายชัยยุทธิ์ กล่าวว่า การตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมากเป็นหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของกรมศุลกากร หากสุ่มตรวจเพียง 1-2 ตู้จากทุก 100 ตู้ อาจไม่เพียงพอต่อการตรวจพบสิ่งปนเปื้อนทั้งหมด แม้ใช้เครื่องเอกซเรย์ก็ยังต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญจำแนกวัสดุ ทั้งนี้ ขอให้กรมศุลกากรเพิ่มความเข้มงวดตั้งแต่ด่านแรก และตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องตลอดกระบวนการนำเข้า เพื่อป้องกันการสำแดงสินค้าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง นอกจากนี้ ยังเสนอให้พักใบอนุญาตผู้ให้บริการชิปปิ้ง หากตรวจพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสำแดงเท็จ โดยทำผิดครั้งแรกพัก 2 สัปดาห์ ครั้งที่ 2 พัก 45 วัน ครั้งที่ 3 พัก 6 เดือน และครั้งที่ 4 พัก 2 ปี เพื่อป้องปรามการกระทำผิดซ้ำ

“ปัจจุบันกฎหมายที่เกี่ยวข้องมีครอบคลุมอยู่แล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้ยังไม่เข้มงวดเพียงพอ จึงต้องเพิ่มความจริงจังในการตรวจสอบและดำเนินการกับผู้กระทำผิด โดยเฉพาะกรมศุลกากรซึ่งเป็นด่านแรกในการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ”นายชัยยุทธิ์กล่าว

นายชัยยุทธิ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้โรงงานบางแห่งลดการรับซื้อกระดาษในประเทศต่อเนื่องหลายเดือน หลังหันไปใช้วัตถุดิบนำเข้า สมาคมฯ จึงทำหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์ เสนอให้ชะลอนำเข้าเป็นการชั่วคราว หลังจากนั้นราคากระดาษในประเทศปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนว่าการควบคุมปริมาณนำเข้าให้เหมาะสมจะช่วยให้วัตถุดิบในประเทศกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิล โดยไม่ต้องใช้งบประมาณรัฐเพื่อพยุงราคา นอกจากนี้ กรมศุลกากรควรเปิดเผยข้อมูลการนำเข้าผ่านเขตปลอดอากร (Free Zone) โดยเฉพาะข้อมูลย้อนหลังปี 2566-2569 มีประมาณ 360,000 ตัน ทั้งปริมาณนำเข้าและปริมาณขยะที่นำไปฝังกลบ ทำลาย หรือแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงขยะ (RDF) เพื่อตรวจสอบว่าวัสดุที่นำเข้าเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลจริงมากน้อยเพียงใด และควรตรวจสอบสัดส่วนสิ่งเจือปน ซึ่งเห็นว่าไม่ควรเกิน 2% ของปริมาณนำเข้า

นายชัยยุทธิ์ กล่าวว่า สำหรับกรณีตรวจพบขยะหรือสิ่งปนเปื้อนที่สำแดงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เสนอให้หน่วยงานรัฐสืบย้อนกลับไปยังผู้ส่งออกและประเทศต้นทาง ตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องและเส้นทางการเงิน เพื่อดำเนินคดีและยึดทรัพย์ตามกฎหมาย และผลักดันให้ส่งขยะที่นำเข้าผิดเงื่อนไขกลับไปยังประเทศต้นทาง แทนการปล่อยให้ประเทศต้องแบกรับภาระในการกำจัด ซึ่งรัฐต้องเร่งจัดการขยะตกค้าง ทั้งนี้ สมาคมฯ พร้อมให้ร่วมมือในการตรวจสอบข้อมูลการนำเข้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ความคิดเห็น