คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangพัทลุง · เปลี่ยน

ทำความรู้จักโรคพาร์กินสันที่ไม่ได้มีแค่อาการมือสั่นเวลาจับของ!

ที่มา: The Thaiger

ทำความรู้จักโรคพาร์กินสันที่ไม่ได้มีแค่อาการมือสั่นเวลาจับของ!

โรคพาร์กินสันเป็นความผิดปกติของระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว พบได้บ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุ แม้จะไม่ได้ทำให้เสียชีวิตโดยตรง แต่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก ดังนั้น การทำความเข้าใจว่าโรคพาร์กินสันคืออะไร พร้อมทั้งรู้เท่าทันว่าพาร์กินสันอาการเริ่มแรกเป็นแบบไหน จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการตรวจวินิจฉัยและเข้าสู่กระบวนการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งจะช่วยชะลอการเสื่อมของระบบประสาทและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาวได้

โรคพาร์กินสันคืออะไร? รู้จักอาการสั่นจากพาร์กินสันที่ไม่ควรมองข้าม

โรคพาร์กินสัน (Parkinson Disease) คือโรคทางสมองและระบบประสาทเรื้อรังที่เกิดจากการเสื่อมของเซลล์สมองบริเวณเนื้อสีดำ (Substantia Nigra) ซึ่งทำหน้าที่สร้างสารสื่อประสาทโดปามีน (Dopamine) เมื่อสารโดปามีนลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายผิดปกติ จากเหตุผลข้างต้น ทำให้ Parkinson คือโรคที่ทำให้เกิดข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวอย่างมาก โดยอาการมักจะเกิดขึ้นได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ผู้ป่วยสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของร่างกายได้ยากในระยะแรก

โรคพาร์กินสันมีกี่ระยะ? ร่างกายจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?

อาการของโรคพาร์กินสันสามารถแบ่งออกตามระดับความรุนแรงของการเคลื่อนไหวที่ส่งผลต่อร่างกาย โดยระยะของพาร์กินสันจะแบ่งออกเป็น 5 ระยะหลัก ดังนี้

- ระยะที่ 1: อาการเริ่มต้นปรากฏเพียงข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย เช่น มีอาการสั่นจากข้างในหรือมือสั่นเวลาจับของ

- ระยะที่ 2: อาการเริ่มส่งผลทั้งสองข้างของร่างกาย ท่าทางการเดินเริ่มเปลี่ยนไป ลำตัวเริ่มค่อม แต่ยังสามารถช่วยเหลือตนเองได้

- ระยะที่ 3: การทรงตัวเริ่มมีปัญหา ล้มบ่อยขึ้น เคลื่อนไหวช้าลงอย่างเห็นได้ชัด กระทบการทำกิจกรรมประจำวัน

- ระยะที่ 4: มีอาการเกร็งและเคลื่อนไหวลำบากมาก ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างสมบูรณ์ ต้องมีผู้ช่วยดูแล

- ระยะที่ 5: โรคพาร์กินสันระยะสุดท้าย ผู้ป่วยจะไม่สามารถลุกเดินหรือนั่งได้ด้วยตนเอง ต้องนอนติดเตียง และเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน

โรคพาร์กินสัน อาการที่ควรสังเกตมีอะไรบ้าง

สัญญาณเตือนของโรคพาร์กินสันไม่ได้มีเพียงแค่อาการสั่นเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงระบบการเคลื่อนไหวทั้งร่างกาย โดยลักษณะของอาการพาร์กินสันที่พบได้บ่อยมีดังนี้

- มีอาการสั่น มักเกิดขึ้นขณะพัก (Resting Tremor) โดยเฉพาะบริเวณมือ นิ้วมือ หรือแขนขา

- การเคลื่อนไหวช้า ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ช้าลง ก้าวขาไม่ออก ทำงานที่ต้องใช้ความละเอียดของนิ้วมือได้ยาก

- กล้ามเนื้อเกร็ง รู้สึกปวดหรือตึงตามข้อต่อ แขน ขา และลำตัว ทำให้เคลื่อนไหวไม่ราบรื่น

- การทรงตัวผิดปกติ ศูนย์ถ่วงร่างกายเสียไป เดินก้าวสั้น ๆ ถี่ ๆ และเสี่ยงต่อการล้มได้ง่าย

- อาการทางระบบประสาทอื่น ๆ การแสดงออกทางสีหน้าน้อยลง พูดเสียงเบาลง กลืนลำบาก และท้องผูกเรื้อรัง

โรคพาร์กินสันเกิดจากอะไร เช็กสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงสำคัญ

สาเหตุของการเสื่อมถอยของเซลล์สมองในผู้ป่วยพาร์กินสันมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคพาร์กินสันสามารถสรุปเบื้องต้นได้ดังนี้

- เซลล์สมองเสื่อมสภาพตามอายุที่เพิ่มขึ้น มักพบในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป

- ปัจจัยทางพันธุกรรม แม้พบได้เป็นส่วนน้อย แต่การมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงโรคพาร์กินสันได้

- การได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืช สารเคมีอุตสาหกรรม หรือโลหะหนักสะสมในร่างกายเป็นเวลานาน

- เคยได้รับการบาดเจ็บทางสมองโดยตรง หรือเคยได้รับการกระทบกระเทือนบริเวณศีรษะอย่างรุนแรงซ้ำ ๆ

โรคพาร์กินสัน วิธีรักษามีอะไรบ้าง จะดูแลผู้ป่วยอย่างเหมาะสมได้อย่างไร?

ประเด็นที่คนส่วนใหญ่มักสงสัยคือโรคพาร์กินสันรักษาหายไหม หรือหากป่วยเป็นพาร์กินสันจะอยู่ได้กี่ปี คำตอบคือยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ แต่มีแนวทางดูแลที่ช่วยควบคุมอาการให้ผู้ป่วยมีอายุยืนยาวใกล้เคียงกับคนปกติ โดยแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคพาร์กินสันและวิธีรักษาประกอบด้วยกระบวนการดังนี้

- การรักษาด้วยยา: ใช้ยาเพื่อเพิ่มหรือทดแทนสารโดปามีนในสมอง ช่วยลดอาการสั่นและเกร็ง

- กายภาพบำบัด: ฝึกการเดิน การทรงตัว และบริหารกล้ามเนื้อเพื่อป้องกันข้อติดและการล้ม

- การปรับโภชนาการ: สำหรับคนที่สงสัยว่าผู้ป่วยพาร์กินสันไม่ควรกินอะไรบ้าง หลัก ๆ คือควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง อาหารแปรรูป และการทานโปรตีนปริมาณมากพร้อมยา เพราะอาจขัดขวางการดูดซึมยาได้

- การผ่าตัดสมอง: พิจารณาทำในผู้ป่วยที่ใช้ยาหรือวิธีอื่น ๆ แล้วไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

สำหรับคนที่สงสัยว่าโรคพาร์กินสันมีวิธีป้องกันไหม สามารถทำได้ด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ และทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ

ดูแลและรักษาโรคพาร์กินสันแบบใกล้ชิด เพื่อสุขภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

การรับมือกับโรคพาร์กินสันต้องอาศัยการวางแผนดูแลระยะยาวอย่างถูกจุดเพื่อชะลอการเสื่อมของระบบประสาท โดยการตรวจวินิจฉัยและประเมินอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย จะช่วยให้การปรับยามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นได้

ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัยและดูแลผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน โดยมีทีมแพทย์ทางด้านระบบประสาทและสมอง ร่วมกับนักกายภาพบำบัดที่ให้การดูแลอย่างใกล้ชิด ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจประเมินระยะอาการพาร์กินสันในผู้ป่วยแต่ละราย การวางแผนจ่ายยา การฝึกกายภาพบำบัดเฉพาะบุคคล ตลอดจนการให้คำแนะนำแก่ครอบครัวในการดูแลผู้ป่วยอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและใช้วิถีชีวิตประจำวันภายใต้การดูแลให้ปลอดภัยโดยแพทย์

- Facebook: Vibhavadi Hospital

- Line: @Vibhavadihospital

- Email: [email protected]

- Tel: 02-058-1111 หรือ 02-561-1111

ความคิดเห็น