นัตตี้ ณรรลฌา คัมแบ็กในรอบ 10 ปี ปล่อยซิงเกิลใหม่ ‘Purple Letter’ สลัดคราบดีว่า ลุยทำเองทุกขั้นตอน
หลังจากไม่ได้ขึ้นเวทีในฐานะศิลปินมานานราว 13 ปี นัตตี้ ณรรลฌา ดอกกะฐิน หรือ Nattie Nunlacha อดีตผู้เข้าแข่งขัน The Star ค้นฟ้าคว้าดาวปีที่ 10, The Voice Thailand Season 1 และยังเป็น 1 ใน 3 ตัวแทนประเทศไทยร่วมแข่งขันในรายการ Veiled Cup ที่เกาหลีใต้ ภายใต้ชื่อ “Phang Nga Bay Fighter” โดยคว้าตำตำแหน่ง Asian 1st Runner-up มาครอง ในวันนี้เธอกลับมาอีกครั้งในชื่อของตัวเอง พร้อมซิงเกิลแรกในรอบ 10 ปีอย่าง “Purple Letter” ซึ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวบทใหม่ หลังจากกลับมาในฐานะศิลปินอีกครั้ง และเตรียมพาเรื่องราวเหล่านี้ไปต่อใน EP ที่มีชื่อว่า “REBIRTH” ทั้งนี้ นัตตี้ได้เปิดใจกับมติชนออนไลน์ว่า
กลับมาเป็นศิลปินอีกครั้งในวันนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?
“ก็หลังจากที่หายไปประมาณ 10 กว่าปี ก็รู้สึกว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปเยอะมาก พอกลับมาเป็นศิลปินอีกครั้งนึง รู้สึกว่าทีมทุกอย่างเปลี่ยนไปมากๆ ทั้งเรื่องของแนวเพลง ที่แน่ๆ แนวเพลงเปลี่ยนไป โลกค่อนข้างหมุนไวมากทุกวันนี้ เพลงหลากหลายมากขึ้น แนวเพลงหรือแนวที่คนไทยฟังก็ค่อนข้างที่จะเปิดกว้างและหลากหลายมากขึ้นเลยค่ะ อย่างแรกเลยที่รู้สึกได้คือแนวเพลง อย่างที่ 2 ที่นัตรู้สึกได้คือ โลกโซเชียลต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปมาก จากเมื่อก่อน 10 ปีที่แล้ว เรายังสามารถมีหนังสือพิมพ์ หรือมีเว็บไซต์ที่อาจจะยังไม่กี่เว็บ หรือพวกเว็บบอร์ดอะไรอย่างงี้ จะเป็นบล็อกเป็นอะไรอย่างงี้ ยังมีไม่กี่เว็บไซต์ที่ในประเทศไทยที่เขาทำแบบนี้ แต่พอในปัจจุบันเนี่ยคือค่อนข้างเยอะและหลากหลายมากๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อโซเชียลทางด้านต่างๆ หรือแม้กระทั่งเรื่องของสื่อทีวีอะไรอย่างงี้ที่ลดน้อยลง คนก็ไปดูในจอโทรศัพท์ หรือจอเครื่องแท็บเล็ตของทุกคนมากยิ่งขึ้นอะไรอย่างงี้
รู้สึกว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนไปจริงๆ แล้วก็ การที่นัต ได้ประชาสัมพันธ์เพลงตัวเอง หรือว่าได้มาพูดคุยกับพี่ๆ หลายๆ ท่าน ในช่วงนี้ที่นัตกลับมาทำเพลงอะไรอย่างงี้ รู้สึกว่าทุกอย่างก็เปลี่ยนไปมากขึ้นด้วยเหมือนกันอะไรอย่างงี้ ซึ่งนัตเองก็ค่อนข้างที่จะว้าวอยู่พอสมควร เพราะจาก 10 ปีที่แล้ว กับ 10 ปีปัจจุบัน แล้วในระหว่างนั้นนัตก็ค่อนข้างที่จะ เป็นคนที่เหมือนเป็นผู้เสพข่าว เป็นคนที่อ่านข่าว ดูข่าวในสื่อโซเชียลต่างๆ แล้วก็รับฟัง แล้วก็ดูทันข่าวสารมากขึ้น แต่พอนัตมาอยู่ในวงการนี้จริงๆ กลายว่าทุกอย่างเร็วมากเลยอะไรอย่างงี้ค่ะ รู้สึกแปลกใจ ตกใจเหมือนกัน แอบไม่ค่อยชินเท่าไหร่ค่ะ”
แล้วพอกลับมาครั้งนี้ มันต้องปรับเปลี่ยนยังไงบ้าง อย่างกระบวนการของการทำเพลงมันเป็นยังไงบ้างสำหรับนัตตี้?
“เมื่อก่อนค่ะตอน 10 ปีที่แล้ว นัตมีทีมโปรดิวเซอร์ เหมือนนัตอยู่ค่าย Exact เพราะว่า เป็น The Star10 เป็น 8 คนสุดท้าย แล้วทีเนี่ยนัตก็รู้สึกว่า เมื่อก่อนเนี่ยทุกอย่างเขาจะทำให้หมดเลย เราแค่ โอเคถึงเวลาเราไปร้อง ไปอัด ถึงเวลาเราไปถ่ายรายการไปถ่าย ถึงเวลาไปโปรโมต ก็โปรโมตอะไรแบบนี้ค่ะ คือมันจะเหมือนเป็นการเตรียมตัวแค่เรื่องของร่างกายและจิตใจบางอย่างแค่นั้นเอง แต่พอ 10 ปีต่อมา แล้วเราต้องทำเองทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแต่งเพลงเอง แล้วก็ทำเพลงเอง อยู่ในทีมโปรดิวเซอร์ด้วยตัวเอง อยู่ในทุก process แม้กระทั่งจ่ายตังค์เองด้วย คืออันเนี่ยก็รู้สึกว่า เป็นอะไรที่ค่อนข้างที่จะ มีดีเทลที่ลึกมากๆ เหมือนกันอะไรอย่างงี้ แล้วไหนจะเรื่องของลิขสิทธิ์ ต้องไปขอ Distributor หรือเป็นผู้ที่เผยแพร่เพลงในตามสื่อต่างๆ หรือตาม แพลตฟอร์มต่างๆ เนี่ยเราก็ต้องทำด้วยตัวเอง จากเมื่อก่อนทุกคนทำให้เราหมด เพราะเขามีทีมงานเบื้องหลังที่แข็งแกร่งมาก แต่พอเราทำเองหมดเนี่ย เหมือนเราต้องนับหนึ่งใหม่หมดเลย หรือแม้กระทั่งเรื่องของ PR เรื่องของการประชาสัมพันธ์ การ ตลาดหรืออะไรต่างๆ ก็ค่อนข้างที่จะทำใหม่หมดเลย ซึ่งถามว่ายากไหม ยากมาก เพราะตัวนัตเองเนี่ย บอกตรงๆ ว่าเป็นคนค่อนข้างที่จะไปทาง Introvert นิดหน่อย เพราะว่าเป็นคนที่ ไม่ค่อยกระเตื้องในเรื่องของการเจอผู้คนสักเท่าไหร่ แต่พอเราได้มาทำตรงนี้ด้วยตัวเองแล้วมันต้องเจอคนอ่ะค่ะ ก็เป็น เป็นเรื่องที่ยากสำหรับเราและต้องมีการเตรียมตัวเตรียมใจมาค่อนข้างนานพอสมควร อย่างในวันนี้ก็นัตก็ตื่นเต้นมากที่ได้เจอ เพราะว่านัตรู้สึกว่าเป็นอะไรที่ใหม่สำหรับเรามากเหมือนกัน”
พูดถึงซิงเกิ้ลล่าสุดที่ปล่อยออกมาแล้ว เป็นยังไงบ้าง?
“ตอนนี้นะคะ ก็เพิ่งปล่อยมาได้ประมาณ 2 สัปดาห์ค่ะ ชื่อเพลงว่า Purple Letter นะคะ เป็นเพลง เป็นเพลงภาษาอังกฤษ ซึ่งนัตเองก็ได้เขียนทำนองเอง แล้วก็แต่งเพลงด้วยตัวเองค่ะ แล้วก็มีพอดีได้เจอทีมที่รู้จักกัน เป็นทีมโปรดิวเซอร์ เขาก็ช่วยรังสรรค์เพลงนี้ให้มีความกลมกล่อมมากขึ้น เหมือนเวลาที่เราขับรถไปต่างจังหวัด หรือแม้กระทั่งเรานั่งในคาเฟ่ต่างๆ เราจะได้ยินเพลงแบบที่มีความแจ๊ส มีความ Easy Listening สบายๆ ใช่ไหมคะ นัตเองก็รู้สึกว่าอยากได้บรรยากาศแบบนั้นอ่ะ อยากได้ฟีลแบบนั้นมาอยู่ในเพลง ในอัลบั้ม EP ของนัตสัก 1 เพลง ก็เลยเลือกเพลงนี้มาเป็นเพลงเปิดให้กับทุกคนได้ฟัง เพื่อที่จะให้ทุกคนได้รู้จักตัวตนใหม่ๆ ของนัตมากขึ้น”
แล้วจุดเริ่มต้นของเพลงนี้ที่มาที่ไปเป็นยังไง ทำไมมันถึงกลายมาเป็นเพลงนี้?
“อย่างแรกเลย ที่มาที่ไปก็คือมาจากการที่นัตเนี่ย ได้ไปเจอเพื่อนๆ ต่างประเทศ ในรายการ Veiled Cup ค่ะ เป็นรายการที่นัตได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยไปแข่งที่ประเทศเกาหลี ซึ่งรายการเนี้ยเขานำตัวแทนประเทศทั้งหมด 9 ประเทศ แต่เป็นแบบประเทศละ 3 คน นัตก็เป็นหนึ่งใน 3 ของประเทศไทยที่เป็นตัวแทนก็ไปแข่ง แล้วในรอบแรกนัตก็มีคลิปที่ค่อนข้างเป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซเชียลมีเดีย ทาง TikTok, Facebook หรือว่า Instagram อะไรอย่างงี้ค่ะ ก็มีคนเข้าไปดูเยอะโดยเฉพาะคนไทยก็ต้องขอบคุณมากๆ เลยที่ทำให้เหมือนตัวนัตเองกลับมามากขึ้น แล้วทุกคนก็ไปค้นหากันใหญ่ว่าคนที่ร้องเพลงนี้ที่เป็นคนไทยอ่ะเป็นใคร เพราะว่าคอนเซ็ปต์รายการ Veiled Cup ก็คือ ร้องโดยที่ไม่เห็นหน้า จะมีม่านปกคลุมไว้ข้างหลัง แล้วเราก็ร้องหลังม่าน กรรมการ ที่เป็นกรรมการชาวเกาหลีทุกๆ ท่านก็จะเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่อยู่ในวงการของเพลง K-Pop มานานมากๆ นัตรู้สึกเป็นเกียรติมากๆ ซึ่งทุกคนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิแล้วเขาก็มีประสบการณ์ ในเรื่องการ Performance มาอย่างยาวนานมากๆ บางคนเป็นเทรนนีนานมากๆ แล้วนัตเองอยู่ในเวทีนั้นนัตรู้สึกตื่นเต้นมาก แล้ว นัตอยู่มานานมากประมาณสัก 1 เดือน 2 เดือนได้ แล้วมันทำให้เรารู้สึกคิดถึงอะไรหลายๆ อย่าง แล้วพอกลับมาเราคิดถึงเพื่อนที่นั่น คิดถึงมิตรภาพดีๆ ที่นั่น คิดถึงบรรยากาศดีๆ ที่เกาหลี แล้วก็คิดถึงการทำงานของคนเกาหลี ของทีมงานที่นั่นอะไรอย่างงี้ค่ะ นัตก็เลยค่อยๆ เขียนเพลงนี้ขึ้นมาด้วยความรู้สึกของเราที่เราแบบ คิดถึงแล้วเราอยากส่งเข้าไปจริงๆ นัตจึงเลือกใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางในการ ส่งสารให้กับเพื่อนๆ ทุกคน แล้วก็รวมถึงทุกคนที่ฟังทั้งในประเทศไทยรวมถึงประเทศอื่นๆ ด้วยค่ะ”
ความที่เป็นตัวแทนของประเทศไทยไปเกาหลีมันมีความภูมิใจในตัวเองยังไงบ้าง?
“ภูมิใจมาก รู้สึกภูมิใจในตัวเองมาก เพราะว่าจาก The Star ไปจนรายการ Veiled Cup นัตรู้สึกว่า นานมากเหมือนกันนะคะ ที่นัตไม่ได้ขึ้นเวทีเลยประมาณ 13 ปีเลยค่ะ จาก The Star ตอนนั้น จนถึง Veiled Cup ตอนเนี้ย มันเป็นช่วงเวลาที่นัตรู้สึกว่าหมดไฟค่ะ และเราไม่รู้จะไปทางไหนดี ในระหว่างทางนะคะ นัตก็เลยไปเป็นเบื้องหลัง ก็เลยไปทำ Vocal Director บ้าง เป็นคอร์รัสให้ศิลปินหลายๆ ท่านบ้าง เช่น พี่หญิงลี หรือ พี่พั้นช์ วรกาญจน์ พี่ดา เอ็นโดรฟิน อะไรอย่างงี้ หรือแม้กระทั่งเป็นคนร้องไกด์เสียงให้กับดีเจต้นหอม หรือว่า พี่ฮาย อาภาพร ก็ค่อนข้างที่จะไปในหลายๆ ทางเหมือนกัน แล้วในระหว่างนั้นนัตก็เป็นครูสอนร้องเพลงด้วยเหมือนกัน ก็เหมือนได้พัฒนาตัวเองไปด้วยในตัว และบวกกับนัตเองก็ร้องเพลงกลางคืนเป็นอาชีพเหมือนกัน ก็คือทำทุกอย่างที่เป็นเกี่ยวกับดนตรี ยกเว้นเป็นศิลปิน แต่ว่าสิ่งเหล่านั้นค่ะมันเหมือนบ่มเพาะตัวนัตเองให้โตขึ้นด้วย แล้วก็มีประสบการณ์ที่แข็งแกร่งขึ้น มีสกิลที่พัฒนาขึ้นค่อนข้างก้าวกระโดดเหมือนกันในระหว่างทางนั้น
แล้วนัตก็เลยรู้สึกว่า รายการนี้เป็นรายการที่ทำให้นัตก้าวออกจากเซฟโซน ก้าวออกจากความกลัวของตัวเองบางอย่างได้อะไรอย่างงี้ค่ะ ก็เลยรู้สึกว่าภูมิใจในตัวเองมากจนนัตได้เป็นส่วนหนึ่งในรายการนี้ ตอนแรกไม่คิดว่าจะผ่านเข้ารอบ แต่ผ่านเข้ารอบไปเรื่อยๆ คือ ที่จริงแค่ว่า เอ้ย เราได้เข้าร่วมก็ดีใจละ ได้อยู่บนเวทีเดียวกับกรรมการที่ค่ำหวอดในวงการ K-Pop เป็นสิบๆ ปีแค่นี้ก็ดีใจมาก แต่เราเข้ารอบไปเรื่อยๆ พอเราเข้ารอบไปเรื่อยๆ มันก็มาพร้อมกับความคาดหวังของเราเหมือนกัน แต่เราก็ไปได้ ไปในแบบไม่ได้คาดหวังถึงขนาดว่า โอ้ ฉันจะต้องได้ที่หนึ่งให้ได้ จะต้องเท่านี้ให้ได้ ไม่ เรามีความคาดหวังเล็กๆ ว่า เอ้อ อาจจะได้ก็ได้ แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรหรอก อย่างน้อยเรามาตรงนี้แล้วเราก็ถือว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งของเราที่เราออกจากเซฟโซนแล้วนะอะไรอย่างงี้ แต่สุดท้ายเนี่ยนัตก็ทำจนเข้ารอบชิง พอเข้ารอบชิงนัตรู้สึกว่าแค่นี้ก็โอเคละได้ที่เท่าไหร่ไม่สำคัญ สุดท้ายก็ไปจบที่ 2 ก็เลยแบบ โอ้ ได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ ตัวเราพาตัวเองไปไกลถึงขนาดนี้เลยเหรอ ตอนที่กรรมการประกาศ นัตจับมือกับฟิลิปปินส์ที่ได้ที่หนึ่ง จับมือกัน เราเป็นเพื่อนสนิทกันด้วย แล้วเป็นรูมเมตกันด้วย ก็เลยแบบว่า เฮ้ยนี่เราจะได้ชิงกันเองใช่ไหมเนี่ย นัตรู้สึกว่าแค่นี้ก็ภูมิใจแล้วค่ะ เพราะว่าจากคนที่หมดไฟไปแล้ว แล้วกลับมามีไฟในตัวเอง กลับมาเชื่อมั่นในตัวเองอีกครั้งนึง นัตก็รู้สึกว่าแค่นี้ก็ภูมิใจมากๆ แล้วค่ะ
แล้วเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่นัตรู้สึกว่ารู้สึกภูมิใจในตัวเองมากคือคุณแม่ รอบแรกคุณแม่ไปเกาหลีด้วย แล้วตัวคุณแม่เนี่ย ตอนที่เห็นนัตออกอากาศแล้วเป็นไวรัล คุณแม่โทรร้องไห้ เพราะด้วยความที่นัตอยู่กรุงเทพคนเดียว แล้วคุณแม่อยู่ต่างจังหวัด แล้วตอนที่ไปเกาหลีด้วยกัน เขาไม่สามารถไปดูในสตูดิโอได้เลย เขาต้องจำใจต้องไปเที่ยวที่อื่นก่อนอะไรอย่างงี้ แต่ว่าอย่างน้อยก็อยู่ในพื้นที่เดียวกัน แล้วเขาก็ลุ้นมาก ตอนที่เรามาบอกเขา หรือมาเล่าให้เขาฟังเขาก็รู้สึกดีใจมากเลยนะคะ แต่พอตอนออกอากาศเท่านั้นแหละเขาน้ำตาไหลแล้วเขาโทรมาบอกนัต เขาบอกว่าฉันภูมิใจในตัวเธอมาก เธอมาไกลได้ขนาดนี้เลยเหรอ ฉันภูมิใจมาก เธอจะเป็นเวย์ไหนฉันก็รู้สึกว่ามันก็ดีกับเธอทั้งนั้น ฉันภูมิใจ แค่นั้นน่ะนัตก็รู้สึกว่า โห ดีใจจัง แม่เราเขาผลักดันเรามาโดยตลอด และเขาเห็นนัตตั้งแต่เดย์วันไปจนถึงตอนนี้ เลยรู้สึกว่าแม่คือคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเรา หรือเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังในทุกๆ อย่างจริงๆ อะไรอย่างงี้ นัตก็รู้สึกภูมิใจในตัวเองมากว่านอกจากเราภูมิใจในตัวเองแล้วเราทำให้คนอื่นที่อยู่ข้างๆ เราภูมิใจได้ด้วย”
แล้วซิงเกิล Purple Letter ที่บอกว่าส่งต่อไปถึงเพื่อนๆ ตอนแข่งขันที่เกาหลีใต้ เพื่อนๆ ได้ฟังเพลงกันบ้างหรือยัง?
“เพื่อนๆ ได้ฟังกันเยอะแล้วค่ะ ได้ฟังกันเกือบหมดเลย เพื่อนๆ บอกว่าเพลงเพราะมาก แล้วก็ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเพลงนี้ใส่ความเป็นนัตตี้ได้แบบหมดจดเลยอะไรอย่างงี้ค่ะ เพราะว่านัตเองเนี่ยก็ตั้งใจบรรจงเพลง เขาเรียกว่าตั้งใจทำทั้งเนื้อร้องทำนอง แล้วก็ดนตรีเองก็ไม่ได้ใช้การสังเคราะห์เลย จะเป็นแบบดนตรีสดล้วนๆ 100% เป็นการอัดแบบ Long Take ก็คืออัดทีเดียวทั้งเพลงในทุกๆ เครื่องเลยไม่ว่าจะเป็น กลอง กีตาร์ เปียโน แล้วก็ เบส ก็คือทุกคนใช้การ Long Take การอัดแบบ Long Take หมดเลย ซึ่งการร้องของนัตก็เช่นเดียวกัน ร้องแบบ Long Take เหมือนกันค่ะ ก็คือทีเดียวหมดเลย ในขณะที่เพลงปัจจุบันเนี่ย หรือแม้กระทั่งอุตสาหกรรมเพลงในทั่วๆ ไปอ่ะค่ะ เขาจะร้องแค่ทีละท่อน เวลาที่เขาอัดเพลง สมมุติเวิร์สหนึ่ง จากท่อนนี้ไปอีกท่อนหนึ่งแล้วก็จบแล้วก็คัตแค่นั้นก่อนอะไรอย่างงี้ค่ะ แล้วค่อยมาตัดแปะเอาใช่ไหมคะ แต่อันเนี้ยทุกอย่างคือความเรียลหมดเลย ก็คือจะร้องจากโน้ตแรกไปจนโน้ตสุดท้ายของเพลงให้ได้ นี่คือความยาก ความยากของเพลงนี้คือแบบนี้เลย
อย่างเพลง Purple Letter นัตรู้สึกว่าอยากให้คนฟังเพลงของนัต อย่างน้อยต่อให้เขาไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ หรืออาจจะพูดภาษาอังกฤษหรือรู้ภาษาอังกฤษได้ คือ คนทั่วไปก็ฟังได้ เพราะว่าจริงๆ เพลงนี้ฟังง่าย ฟังสบาย ไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่นั่งจิบกาแฟตอนเช้า เปิดเพลงเบาๆ คลอ ก็ถือว่าเข้ากับบรรยากาศแล้วอะไรอย่างงี้ เหมือนอย่างสมมุติ อยากจะขับรถแล้วรู้สึกว่าช่วงนี้รถติดมากๆ เลย แล้วรู้สึกเครียดหรือรู้สึกหมดกำลังใจ เมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีอะไรอย่างงี้ ถ้าลองเปิดเพลง Purple Letter ฟังก็อาจจะทำให้อารมณ์ดีขึ้นได้ เพราะอันนี้เป็นการวิจัยจากตัวเองว่าพอเปิดเพลงตัวเองแล้วลองฟังในขณะที่รถติดมากๆ นัตรู้สึกว่า เฮ้ย มันใจเย็นลงได้จริงๆ นะ เพราะว่าด้วยตัวเพลงที่ทำออกมาแล้วอยากให้คนฟังฟังสบายที่สุด ไม่อยากให้คนฟัง ฟังแล้วรู้สึกว่ามันเค้น หรือว่าเป็นเพลงที่แบบ โอ้โห ต้องพลังเสียงเยอะๆ ซึ่งมันก็ค่อนข้างต่างจากเพลงก่อนๆ ของนัที่ทำมาใน ในช่วงที่นัตยังเป็นศิลปินตอนที่เป็นเดอะสตาร์อยู่ อะไรอย่างงี้ค่ะ ก็ค่อนข้างต่าง แต่ก็ในอีกมุมนึงสำหรับแฟนคลับของนัตที่ตามฟังเพลงนี้ นัตก็อยากให้เขาได้รู้จักมุมมองใหม่ๆ ของนัตมากขึ้นในวัย 30 ด้วย ก็เลยรู้สึกว่าอยากให้เขาได้เห็นว่าเราโตขึ้นนะ มีพัฒนาการในตัวเองมากขึ้น เราไปเจออะไรมาบ้าง เราไปพบอะไรมาบ้าง เราไปได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์อะไรมาบ้าง ก็เลยกลั่นกรองมาเป็นเพลงนี้ขึ้นมาค่ะ”
จากการกลับมาครั้งนี้ มีเป้าหมายของตัวเองยังไงบ้างสำหรับเส้นทางต่อไปของนัตตี้?
“เป้าหมายในการเป็นศิลปินของนัตในตอนนี้ คือ จริงๆ นัตรู้สึกว่า นัตไม่จำเป็นที่จะต้องไปแข่งขันกับใคร แต่นัตอยากจะทำให้ทุกคนได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ในตัวเรามากขึ้น สำหรับคนที่รู้จักนัตอยู่แล้ว อยากให้ทุกคนเห็นนัตในมุมที่โตขึ้น อยากให้ทุกคนเห็นนัตในมุมที่ละเมียดละไมกับตัวเองมากขึ้น แล้วก็อยากให้คนเห็นนัตในมุมที่แตกต่างจากความเป็นดีว่าแบบสมัยก่อนมากขึ้น แต่คนที่เป็นแฟนคลับคนใหม่ๆ ก็ อยากจะบอกเลยว่ายินดีค่ะ ยินดีมากๆ แล้วก็ยินดีต้อนรับและอยากจะรู้จักทุกคนผ่านเพลงด้วยเหมือนกัน ในเมื่อทุกคนรู้จักนัตในเวย์ที่เป็นเวย์ใหม่ๆ ของนัต บางคนก็เพิ่งรู้จักนัตในช่วงรายการ Veiled Cup ใช่ไหมคะ นัตก็รู้สึกว่าอยากให้ทุกคนได้เห็นหลายๆ มุมของนัตเหมือนกัน และอยากให้ทุกคนได้รู้จักนัตกันต่อไป แต่ว่าถ้าโกลจริงๆ นัตไม่ได้อยากที่จะแบบโอ้โห ดังระเบิดระเบ้ออะไรขนาดนั้น คือ ไม่ได้คาดหวังถึงขนาดนั้น แต่เราอยากจะเป็นคนที่เป็นอีกคนนึงที่อยู่ในแวดวงดนตรีและอยากให้มันเป็นเหมือนคุณภาพไปเรื่อยๆ เราอยากทำงานที่มีคุณภาพ อยากเสิร์ฟผลงานที่เราสามารถสร้างสรรค์ผลงานด้วยตัวเอง ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ใช้ความจำของเรา ใช้ร่างกายของเราในการทุ่มเท หรือใช้ใจของเราในการทุ่มเทไป เพื่อให้ทุกคนได้เห็นความตั้งใจของเราจริงๆ อยากให้สักคน จริงๆ นัตไม่ได้ต้องการแบบ โอ้โหคนเป็นล้าน แต่ว่านัตขอให้ทุกคนแค่สักคนเดียวเท่านั้นแหละ หรือ 10 คนเท่านั้นแหละที่เขาเห็นในตัวนัตจริงๆ เห็นคุณค่าเรา เห็นศักยภาพของเราจริงๆ และเชื่อในสิ่งที่เราเป็นและรักในสิ่งที่เราเป็นจริงๆ นัตขอแค่นั้นเลย”
ถ้าผลงานล่าสุดนี้ให้คะแนนความพึงพอใจตัวเองเท่าไหร่?
“ถ้าให้คะแนนความพึงพอใจ จริงๆ ถ้าสมมุติว่าไบแอสตัวเองก็ 10 ใช่ไหมคะ แต่ถ้าไม่ไบแอส นัตก็ให้สัก 8.5 ค่ะ เพราะว่านัตรู้สึกว่า นัตก็อยากมีหลายๆ อย่างที่อยากจะใส่ให้กับทุกคนผ่านเพลงนี้เยอะๆ เหมือนกัน แต่ด้วยความที่สไตล์ในเพลงเนี้ย เราอยากให้มันเป็นแบบง่ายๆ สบายๆ เราก็เลยร้องแบบสบายๆ อะไรอย่างงี้ แต่ถามว่ายากไหม ยาก ไอ้ความสบายเนี่ยคือความยากที่สุดแล้วค่ะ เพราะว่าเราจะร้องยังไงให้ ให้คนฟังฟังแล้วรู้สึกสบายที่สุด มันก็ต้องเริ่มจากตัวเราก่อน เวลาเราร้องเพลงแต่ละคำออกมาเราต้องออกเสียงยังไงให้ ให้ตัวเรารู้สึกผ่อนคลายที่สุด นั่นแหละค่ะคนฟังถึงจะรู้สึกผ่อนคลายกับเราด้วย มันคือความยากตรงนี้ แล้วก็บอกได้เลยว่าเพลงเนี้ยเป็นเพลงที่นัตกดดันที่สุดในชีวิตแล้ว ทั้งๆ ที่เป็นเพลงตัวเอง แต่งเองด้วย (เพราะเป็นเพลงแรกที่เราคัมแบ็กกลับมาใช่ไหม?) ใช่ๆ มันกดดันตรงนี้ด้วย แล้วก็กดดันด้วยคอนเซ็ปต์ที่เราทำและ Process ที่เราทำด้วยค่ะ พอเราสะสมความกดดันนี้มา มันเลยทำให้เรารู้สึกว่า โห ทำไมมันเยอะขนาดนี้อะไรอย่างงี้ ทำไมมันมี Process มหาศาลขนาดนี้ ทำไมละเอียดขนาดนี้ แต่สุดท้ายแล้วพอเพลงออกมาทุกอย่างเสร็จสรรพปุ๊บ นัตรู้สึกโห มันมาแค่ 4 นาทีกว่าแต่มันมีคุณค่ากับนัตมากเลยนะ แต่นัตก็รู้สึกว่าอยากกดคะแนนตัวเองก่อน เพื่อที่จะให้เพลงต่อไปมีคุณภาพเหมือนเราสร้างมาตรฐานที่สูงขึ้นไปอีกอะไรอย่างงี้ค่ะ”
แค่เห็นฟีดแบ็กเราก็ชื่นใจแล้ว?
“มากค่ะ ถือว่าโอเคมากๆ เลยนะ เพราะว่าทั้งแฟนคลับนัตเองเนี่ยก็ชื่นชม แล้วก็บอกว่าเป็นที่ไม่คาดคิดว่านัตจะทำเพลงแนวนี้ เพราะว่าทุกคนเห็นนัตร้องแบบพาวเวอร์มาก ร้องแบบเทคนิคเยอะมากนู่นนี่นั่น แล้วพอมาทำเพลงเองก็มีคนสงสัยว่า ทำไมทำแนวนี้หรือว่าทำไมร้องเพลงแนวนี้ ก็สร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับหลายๆ คนเหมือนกัน แต่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเพลงเพราะมาก แล้วก็เป็นเพลงที่ฟังได้เรื่อยๆ อะไรอย่างงี้ค่ะ นัตก็เลยอยากเชิญชวนทุกคนให้ไปฟังเพลงนี้กันด้วยค่ะ Purple Letter ก็บอกได้เลยว่าตั้งใจทำมากจริงๆ นัตและทีมตั้งใจทำมาก แล้วก็เป็นผลงานที่ ท่ามกลางยุคดิจิทัลที่มันหนักหนาขนาดเนี้ย นัตอยากให้มีสักเพลงนึงที่เป็นเพลงที่ฟังเอาไว้ปล่อยใจ ชิลๆ สบายๆ เปิดหู เปิดตา หรือพักหู พักสมอง พักตา ไปกับเพลงนี้ได้”
อย่างอัลบั้มนี้เป็นเพลงสากลทั้งหมด?
“อัลบั้มนี้จริงๆ แล้ว เป็นเพลงสากลซะส่วนใหญ่ แต่จะมีเพลงไทยด้วยเหมือนกัน เพลงไทยนัตก็กำลังทำอยู่ค่ะ ตอนนี้ก็จะมีแพลนรีลีสขึ้นมาในช่วงเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ค่ะ ก็เป็นเพลงที่เป็นการรอใครสักคนนึงกลับมาประมาณนี้ค่ะ ก็เหมือนกับเราที่อาจจะกำลังรออะไรบางอย่าง บางคนรอโอกาส บางคนรอคนรักกลับมา บางคนรอความมั่งคั่งที่กำลังจะเข้ามาอะไรแบบนี้ค่ะ แต่ในเพลงเนี้ยมันคือการรอคนๆ นึง ที่เราให้ความสำคัญและให้คุณค่ากับเขา รอเขากลับมาอะไรประมาณนี้ค่ะ ยังไงก็ฝากติดตามนัตด้วยนะคะ”
ฝากผลงานเพลงหน่อย ตอนนี้ฟังได้ที่ไหน?
“สำหรับเพลง Purple Letter ของนัตสามารถฟังได้ในทุกแพลตฟอร์มเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น Spotify, YouTube Music, Apple Music หรือว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่เป็นแพลตฟอร์มฟังเพลงสามารถฟังได้หมดเลย หรือว่าถ้าอยากไปเพิ่มยอดวิวให้นัตก็ได้นะคะ ที่ YouTube นะคะ NATTIE Official แล้วก็อาจจะเสิร์ชชื่อเพลงไปเลยค่ะ Purple Letter ก็สามารถฟังได้ค่ะ
แล้วก็อย่าลืมถ้าทุกคนชื่นชอบในผลงานของนัตนะคะ ถ้าใครที่ติดตามนัตก็ติดตามกันต่อไปได้เลย เพราะว่านัตมีเพลงมาให้กับทุกๆ คนได้ฟังกันอีกแน่นอนแบบจุกๆ เลย มีหลากหลายมากขึ้น เพื่อให้ทุกคนได้รู้จักตัวตนของนัตมากขึ้น แต่สำหรับใครที่เป็นแฟนคลับหน้าใหม่อะไรอย่างงี้ หรือเพิ่งจะมารู้จักกับนัตนะคะ ก็บอกได้เลยว่ายินดีได้รู้จักทุกคนมากๆ แล้วก็อยากรู้จักทุกคนเพิ่มขึ้นอีกผ่านเพลงของนัต อย่าลืมติดตามกันเรื่อยๆ นะคะ”