การต่อรองระหว่างฝ่ายค้าน กับ รัฐบาล เรื่องจำนวนวัน อภิปรายไม่ไว้วางใจ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยรายอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 18 คน ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
ญัตติใหญ่ ระดับ การใช้มาตรการสูงสุดของฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบการทำงานของฝ่ายรัฐบาล ย่อมมีการต่อรอง ชิงไหวชิงพริบกันเป็นธรรมดา ทั้งนี้เนื่องจาก มันส่งผลได้-เสียในทางการเมือง อย่างน้อยที่สุดก็ต่อคะแนนนิยม
ฝ่ายค้าน เรียกร้องต้องการ อยากได้จำนวนวัน ที่มากพอ สำหรับการอภิปราย นำเสนอข้อมูล หลักฐาน ความเชื่อมโยงประการต่างๆ ที่จะหยิบยกมาพูดเป็นเหตุผล โน้มน้าวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือแม้แต่ประชาชน ให้มาสนับสนุนฝั่งตน ที่เห็นว่าไม่สมควรไว้วางใจรัฐมนตรีผู้ถูกอภิปราย ให้ดำรงตำแหน่ง-บริหารต่อไป
ขณะที่ฝ่ายรัฐบาล ก็แน่นอนว่า ย่อมไม่อยากให้เวลาฝ่ายค้านมากนัก
ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทินครั้งแรกนี้ ฝ่ายค้านยื่นข้อเสนอ 5 วัน ไม่นับวันลงมติ ฝ่ายรัฐบาลยืนกรานให้ได้แค่ 3 วัน วิป 3 ฝ่าย อันประกอบด้วย ฝ่ายค้าน รัฐบาล และคณะรัฐมนตรี ประชุมหาข้อยุติกรอบเวลาอภิปราย 2 ครั้ง แต่ไม่มีข้อสรุป
ล่าสุด รัฐบาลขยับเพิ่มวัน เป็น 4 วัน ตัวเลขในใจของหลายคน ใน 3 ฝ่าย นับเป็นทางออกที่ดี พบกันครึ่งทาง
วัน เวลา การอภิปรายญัตติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีนั้น แม้มีตัวแบบ การอภิปรายในแต่ละยุคสมัยให้เทียบเคียง แต่ไม่มีสูตรสำเร็จ ตายตัวว่า กี่วันดี
หลักพิจารณา ยึดเอา ความเหมาะสมเป็นที่ตั้ง เพื่อให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างสมบูรณ์มาใช้ประกอบการตัดสินใจร่วมกันในการเคาะจำนวนวัน
4 วัน ที่รัฐบาลขยับให้ มีความเหมาะสมระดับหนึ่ง ฝ่ายค้าน คงรับได้ (อาจเหลือเพียง เจรจาหาข้อยุติวันเดือนที่จะอภิปราย) อย่างไรก็ตามหากยังยืนกราน 5 วัน เชื่อว่าฝั่งรัฐบาลคงไม่ถอยให้อีกแน่นอน และแรงกดดันจะไปตกอยู่กับฝ่ายค้าน ในที่สุด
เรื่องวัน เวลา อภิปราย คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ไม่สำคัญ
ไม่เช่นนั้น คงไม่มีการถกเถียง ต่อรอง อย่างที่เกิดขึ้น
แต่ยังมีสิ่ง ที่เป็นหัวใจ ของการตรวจสอบรัฐบาล ผ่านกระบวนการ ไม่ไว้วางใจนอกเหนือจากเวลานั่นก็คือ ข้อมูล ข้อเท็จจริง หลักฐาน ที่ฝ่ายค้านจะนำมาอภิปราย เชื่อมโยง ชี้ให้เห็นถึงพฤติการณ์ ร้ายแรง ที่ไม่อาจไว้วางใจให้รัฐมนตรีบริหารต่อไปได้
ฝ่ายค้านเรียกร้องกรอบเวลาอภิปราย 5 วัน ด้านหนึ่งแสดงว่า มั่นใจข้อมูลในมือ มีน้ำหนักมากพอ สั่นคลอนรัฐบาล ฝ่ายรัฐบาลแม้ว่า รู้ข้อสอบเป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่ว่าแผลเก่า แผลใหม่ หากทำให้เงื่อนเวลาเป็นอุปสรรคการอภิปราย อาจพอช่วยลดทอนบรรเทาพิษภัยให้กับรัฐบาลได้ การต่อรองจำนวนวัน สะท้อนว่า รัฐบาลหวั่นไหวต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ไม่น้อย
แม้ว่า จำนวนเสียงฝ่ายค้าน ไม่อาจล้มรัฐบาล คว่ำรัฐมนตรีคนใดได้ในสภาก็ตาม แต่ไม่อาจประมาท มองข้ามแรงสั่นสะเทือนนอกสภาที่อาจส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองได้
แต่กระนั้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ก็หาได้เป็น เดิมพันการต่อสู้ ของฝ่ายรัฐบาลฝ่ายเดียว ที่มีประชาชนเป็นผู้ตัดสินไม่
ฝ่ายค้าน ก็มีเดิมพันสูง อย่างสูงยิ่งเหมือนกัน โดยเฉพาะการเดิมพัน ของการเป็นฝ่ายค้านคุณภาพ ฝ่ายค้านในฝัน ดรีมทีมประชาชน-ประชาธิปัตย์
การโหมโรง เขียนญัตติ กล่าวหารัฐบาลรุนแรง ไม่ว่าทำผิดกฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญ ทุจริต คดโกงทุกรูปแบบละโมบโลภมาก จิตใจผุพัง ไม่แต่เท่านั้นยังชูประเด็น โง่ ห่วย เลว ขยี้ซ้ำอีกต่างหาก
การออกตัวแรงมากขนาดนี้ถ้าข้อมูล หลักฐาน ไม่ถึง สมกับคำโฆษณาชวนเชื่อ
ศึกอภิปรายครั้งนี้ คงไม่ต่างอะไรกับการเป็นอีเวนต์การเมือง ที่ไม่สลักสำคัญอะไร เข้าข่ายงานหยาบ
ทั้งนี้ เนื่องจากเป้าหมายการอภิปราย มุ่งสร้างความรับรู้ด้านร้าย แก่ประชาชนเป็นการทั่วไป เพื่อให้ตัดสินว่า สมควรไม่ไว้วางใจทั้งในวันนี้ หรือในอนาคตข้างหน้าหรือไม่
ไม่ใช่แฟนคลับ ภูมิใจไทย ประชาชน ประชาธิปัตย์ ที่เชื่อมั่น ศรัทธาพรรคตัวเอง แบ่งฝ่ายแบ่งพรรคสนับสนุนไม่แปรเปลี่ยน