คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangพัทลุง · เปลี่ยน

อินโดนีเซียลดส่งออกก๊าซธรรมชาติไปสิงคโปร์ 9% ท่ามกลางข้อพิพาทหมอกควันพิษ

ที่มา: ไทยรัฐ

อินโดนีเซียได้เริ่มลดปริมาณการส่งออกก๊าซธรรมชาติไปยังสิงคโปร์ ปริมาณ 31 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือประมาณ 9% ของปริมาณก๊าซที่ส่งออกทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มปริมาณก๊าซสำหรับผลิตไฟฟ้าภายในประเทศ ท่ามกลางความตึงเครียดจากวิกฤตหมอกควันพิษข้ามพรมแดน ขณะที่นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ย้ำว่าทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามสัญญาซื้อขาย และสิงคโปร์จะปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของตนเอง

หน่วยงานกำกับดูแลกิจการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขั้นต้นของอินโดนีเซีย (SKK Migas) เปิดเผยว่า อินโดนีเซียได้เริ่มลดปริมาณการส่งออกก๊าซธรรมชาติไปยังสิงคโปร์ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยเป็นการผันปริมาณก๊าซจำนวน 31 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน แบ่งเป็น 15 ล้านลูกบาศก์ฟุตจากแหล่งนาตูนา และ 16 ล้านลูกบาศก์ฟุตจากเกาะสุมาตรา ไปยังโรงไฟฟ้าในเมืองบาตัม บินตัน และพื้นที่ต่างๆ บนเกาะสุมาตรา

ก๊าซส่วนใหญ่ที่อินโดนีเซียส่งออกไปยังสิงคโปร์นั้นเป็นการขนส่งผ่านท่อส่งก๊าซ โดยการปรับลดปริมาณการส่งออกในครั้งนี้จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 9% ของปริมาณก๊าซที่ส่งออกทั้งหมด ขณะที่ก๊าซธรรมชาติถูกนำมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าประมาณ 95% ของสิงคโปร์

SKK Migas ระบุว่า การจัดสรรก๊าซใหม่มีเป้าหมายเพื่อรักษาความมั่นคงและความต่อเนื่องของการจัดหาก๊าซสำหรับผลิตไฟฟ้าภายในประเทศ โดยอ้างอิงกฎหมายว่าด้วยน้ำมันและก๊าซของอินโดนีเซีย มาตรา 8 วรรค 1 ซึ่งให้อำนาจในการจัดลำดับความสำคัญแก่การใช้ก๊าซธรรมชาติภายในประเทศ พร้อมระบุว่าจะติดตามสถานการณ์เป็นรายวัน ทั้งนี้ หน่วยงานดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าการลดส่งออกครั้งนี้เกี่ยวข้องกับคำเตือนของรัฐมนตรีอินโดนีเซียที่ออกมาก่อนหน้านี้หรือไม่

ด้านสำนักงานกำกับดูแลตลาดพลังงานของสิงคโปร์ (EMA) ระบุว่า ปริมาณก๊าซที่ลดลงคิดเป็นไม่ถึงร้อยละ 2 ของความต้องการใช้ก๊าซทั้งหมดของสิงคโปร์ต่อวัน ซึ่งอยู่ที่มากกว่า 1,000 พันล้านหน่วยความร้อนบริติชต่อวัน (bbtud) โดยผู้ให้บริการนำเข้าก๊าซได้รับแจ้งว่าจะมีการลดปริมาณรวม 17 bbtud เป็นระยะเวลา 18 วัน

EMA ระบุด้วยว่า สิงคโปร์มีแผนรองรับกรณีการส่งมอบก๊าซลดลง และบริษัท Singapore GasCo พร้อมดำเนินการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มเติมได้ทุกเมื่อ

ปัจจุบัน ก๊าซธรรมชาติใช้ผลิตไฟฟ้าประมาณร้อยละ 95 ของสิงคโปร์ โดยประเทศนำเข้าก๊าซผ่านท่อส่งจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย รวมถึงนำเข้า LNG ที่ขนส่งทางเรือจากผู้จำหน่ายในตลาดโลก ในปี 2025 ก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าผ่านท่อคิดเป็นร้อยละ 43 ของการนำเข้าก๊าซทั้งหมด ส่วน LNG คิดเป็นอีกร้อยละ 57

ด้านนายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง กล่าวเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ระหว่างการประชุมใหญ่พรรคกิจประชาชน (PAP) ว่า สิงคโปร์คาดหวังให้ทุกฝ่ายที่ทำสัญญาซื้อขายก๊าซเชิงพาณิชย์ปฏิบัติตามพันธกรณี พร้อมย้ำว่าผู้นำเข้าก๊าซของสิงคโปร์จะดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ตามสัญญา

นายหว่องกล่าวว่า สิงคโปร์เตรียมรับมือกับความเสี่ยงด้านพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยลงทุนสร้างสถานีรับก๊าซ LNG เพื่อเปิดทางให้นำเข้าก๊าซจากหลายประเทศได้โดยไม่ต้องพึ่งพาท่อส่งเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์จำเป็นต้องมองหาแหล่งพลังงานสะอาดอื่นที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างมั่นคงตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้พลังงานนิวเคลียร์

เขายอมรับว่าการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในประเทศขนาดเล็กและมีประชากรหนาแน่นอย่างสิงคโปร์ทำให้เกิดข้อกังวลด้านความปลอดภัย แต่ย้ำว่าความปลอดภัยต้องมาก่อน และไม่ควรตัดทางเลือกใดออกไปเพียงเพราะเป็นเรื่องยากหรือมีข้อถกเถียง โดยสิงคโปร์จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการประเมินของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ในปี 2027 เพื่อพิจารณาความพร้อมของประเทศก่อนตัดสินใจว่าจะนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้หรือไม่

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากบาห์ลิล ลาฮาดาเลีย รัฐมนตรีประสานงานด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำและการเปลี่ยนผ่านพลังงานของอินโดนีเซีย ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงานและทรัพยากรแร่ด้วย กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า รัฐบาลอาจพิจารณาระงับการส่งออกพลังงานไปยังประเทศที่ไม่ให้ความเคารพอินโดนีเซีย พร้อมระบุว่าจะประเมินสถานการณ์และไม่ลังเลที่จะพิจารณาหยุดส่งออก แต่ไม่ได้ระบุชื่อประเทศใดเป็นการเฉพาะ

ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน นายบาห์ลิลกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่จะไม่ต่อสัญญาส่งออกก๊าซกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยให้เหตุผลว่าจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศก่อน ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เรียกร้องให้อินโดนีเซียปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและให้ผลประโยชน์ของชาติมาก่อน

สำนักข่าวอันตาราของทางการอินโดนีเซียรายงานว่า ปัจจุบันก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ประมาณร้อยละ 30 ถูกส่งออก ขณะที่อีกร้อยละ 70 ใช้ภายในประเทศ

นอกจากประเด็นพลังงาน ความเห็นของเจ้าหน้าที่อินโดนีเซียยังเกิดขึ้นในช่วงที่สิงคโปร์เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบริษัทที่อาจเกี่ยวข้องกับไฟป่าในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นต้นเหตุของหมอกควันข้ามพรมแดน

สิงคโปร์ประกาศแผนจัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญเพื่อสอบสวนบริษัทที่อาจก่อให้เกิดหรือมีส่วนทำให้เกิดหมอกควัน ขณะที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสิงคโปร์ได้ออกหนังสือแจ้งไปยังบริษัท 20 แห่ง แบ่งเป็นบริษัทในสิงคโปร์ 10 แห่ง และในอินโดนีเซีย 10 แห่ง ภายใต้กฎหมายว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดน

นายหว่องกล่าวว่า ปัญหาที่ข้ามพรมแดน เช่น การหลอกลวงทางออนไลน์และหมอกควัน ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยความพยายามของสิงคโปร์เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากประเทศอื่นด้วย พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินมาตรการที่อยู่ในอำนาจเพื่อปกป้องประชาชน เสริมความพร้อมในการรับมือ และทำงานร่วมกับประเทศพันธมิตรเพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ

ในภาพรวม นายหว่องกล่าวว่า แม้โลกกำลังเผชิญความท้าทายและความไม่แน่นอนมากขึ้น แต่สิงคโปร์ยังเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจและเป็นจุดหมายที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจและนักลงทุน โดยรัฐบาลจะเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ควบคู่กับการเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและพลังงานในอนาคต

เขาย้ำว่า รัฐบาลพรรคกิจประชาชนต้องไม่มองความไว้วางใจจากประชาชนเป็นสิ่งที่ได้มาโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิสูจน์ให้เห็นผ่านการรับฟังและลงมือแก้ปัญหา ทั้งค่าครองชีพ การสร้างงานที่มีคุณภาพ และการช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้เศรษฐกิจเติบโต แต่ต้องทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย.

ที่มา CNA

ความคิดเห็น