ไอเอ็มเอฟชี้เอไอหนุนศก. จีดีพีไทยพุ่งขึ้น ชี้ขยายตัว 2.1% ทั้งปี’69-70 เตือนให้รับแรงกระแทกเพิ่ม ราคาพลังงาน-เงินผันผวน เอกนิติ อาสา’ไทยเชื่อมโลก’
นางซิลวานา เทนเรย์โร (Silvana Tenreyro) ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: WEO) ในการประชุมประจำปีของกลุ่มธนาคารโลกและ IMF ครั้งที่ 81 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยระบุว่า เศรษฐกิจโลกยังคงมีความสามารถในการรองรับแรงกระแทกจากอุปสรรค แต่ก็เผชิญกับแรงกดดันมากขึ้นที่มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบด้านลบต่อเศรษฐกิจมากกว่าในด้านบวก โดยคาดการณ์ว่าจะเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.1% ในปี 2569 ซึ่งลดลง 0.4% จากปี 2568 ทั้งนี้ คาดว่า เศรษฐกิจโลกจะเติบโตขึ้น 3.4%ในปี 2570
นางซิลวานา ระบุว่า IMF ประเมินว่า การค้าโลกในช่วงปี 2566-2568 ขยายตัวสะสม 8.3% ขณะที่การค้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เติบโตถึง 29% หากไม่รวมการค้าสินค้ากลุ่มนี้ การค้าโลกจะขยายตัวเพียง 4.6% สะท้อนบทบาทของ AI ที่มีต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกอย่างชัดเจน ทั้งนี้ IMF วิเคราะห์สถานการณ์จำลองเกี่ยวกับ AI ไว้หลายกรณี ตั้งแต่การเติบโตที่สร้างผลิตภาพได้จริง ซึ่งจะช่วยหนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยไม่เพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อมากนัก ไปจนถึงกรณีที่การลงทุนยังขยายตัวแต่ผลิตภาพไม่เพิ่มตามคาด ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ไม่มากเท่าที่หวังและเผชิญเงินเฟ้อสูงขึ้น อีกกรณีคือการปรับลดความคาดหวังต่อผลกำไรจาก AI จนทำให้ความต้องการในระบบเศรษฐกิจลดลง
นางซิลวานา กล่าวว่า ภูมิภาคเอเชียมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุด โดยมีปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนที่คล้ายกันคือ กระแสการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีบทบาทอย่างมากในเอเชีย ส่งผลให้ IMF ปรับเพิ่มตัวเลขการประมาณการด้านเศรษฐกิจของหลายประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศเกาหลีใต้ สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และในระดับหนึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย
นางซิลวานา กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย IMF คาดการณ์เศรษฐกิจขยายตัว 2.1% ทั้งในปี 2569 และ 2570 หลังประเมินว่าไทยจะพ้นจากภาวะเงินฝืดที่เผชิญในปี 2568 โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 2.1% ในปี 2569 ก่อนลดลงเหลือ 1.7% ในปี 2570
นางซิลวานา กล่าวว่า รายงานจาก IMF ระบุว่า แม้ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงต่อราคาพลังงานในตลาดโลก แต่ยังได้รับแรงสนับสนุนจากกระแสการเติบโตของ AI ในภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี เช่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย รวมถึงไทยในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม แรงส่งดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยจะปลอดภัยจากความเสี่ยง เพราะการขยายตัวของ AI ยังกระจุกตัวอยู่ในบางประเทศ ภาคธุรกิจ และบริษัทขนาดใหญ่ หากตลาดปรับลดการประเมินผลตอบแทนจากการลงทุน AI อาจนำไปสู่การปรับฐานของราคาสินทรัพย์และลดความต้องการลงทุน ขณะที่ภัยคุกคามด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน
นางซิลวานา กล่าวว่า สำหรับไทย ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรักษาแรงส่งจาก AI หรือประคองอัตราการเติบโตให้เป็นไปตามประมาณการ แต่ต้องเพิ่มความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกจากภายนอก ทั้งราคาพลังงาน ความผันผวนของตลาดการเงิน และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการสร้างพื้นที่ทางการคลัง รักษาเสถียรภาพทางการเงิน และยกระดับผลิตภาพของภาคธุรกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยบนเวที Thai Minister of Finance Flagship Event – Building Resilience in a Fragmented World ภายในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพเป็นหลัก ไปสู่การสร้างความมั่นคงและกระจายความเสี่ยง โดยผลกระทบจากความแตกขั้ว ส่งผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ การค้า ตลาดการเงิน และการลงทุน
นายเอกนิติ กล่าวว่า ในฐานะประเทศขนาดกลาง ไทยสามารถทำหน้าที่เป็น “ตัวกลางที่ได้รับความไว้วางใจ” เชื่อมโยงประเทศขนาดใหญ่และขนาดเล็ก รวมถึงใช้ความร่วมมือในอาเซียนเปลี่ยนความแตกต่างด้านทรัพยากรให้เป็นความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ เช่น การเชื่อมโยงแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังน้ำของลาวกับความต้องการพลังงานของสิงคโปร์ โดยมีไทยและมาเลเซียเป็นสะพานเชื่อม พร้อมย้ำว่าการสร้างความไว้วางใจต้องเกิดขึ้นทั้งในระดับนานาชาติและภายในประเทศ เพื่อให้ประชาชนและธุรกิจท้องถิ่นได้รับประโยชน์จากการลงทุน