‘พ.ต.อ.ทวี-วรวีร์’ นำทีม ปชช.ชมบิ๊กแมตช์ ‘ปัตตานี-บุรีรัมย์’ อัดเปาเอนเอียงชัดเจน ชูสร้างศูนย์กีฬาชุมชนแก้ปัญหาสังคมชายแดนใต้
บรรยากาศการแข่งขันฟุตบอลนัดสำคัญระหว่าง ‘ปัตตานี เอฟซี’ พบกับ ‘บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด’ ณ สนามติณสูลานนท์ เป็นไปอย่างคึกคักและเต็มไปด้วยความตื่นเต้น โดยเกมนี้ได้รับความสนใจจากแฟนบอลที่หลั่งไหลเข้ามาชมเกมอย่างเนืองแน่นถึง 21,898 คน ท่ามกลางอัฒจันทร์ที่ถูกชโลมไปด้วยสีเหลือง-เขียว ซึ่งเป็นสีประจำสโมสรปัตตานี เอฟซี แม้ผลการแข่งขัน ปัตตานี เอฟซี จะพ่ายให้กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไป 0-1 แต่รูปเกมถือว่าสู้กันได้อย่างสมศักดิ์ศรี
การแข่งขันนัดนี้ มีบุคคลสำคัญทางการเมืองและวงการกีฬาเข้าร่วมชมเกมอย่างใกล้ชิด นำโดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายวรวีร์ มะกูดี อดีตนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ และอดีตสมาชิกคณะกรรมการบริหารสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ (ฟีฟ่า) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาชาติ พร้อมด้วยคณะแกนนำพรรคเข้าร่วมสังเกตการณ์
ภาพบรรยากาศก่อนเกม คณะผู้บริหารทีมปัตตานี เอฟซี เดินทางมาถึงสนามด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ลงทักทายทีมงาน สตาฟฟ์โค้ช อย่างเป็นกันเอง ไฮไลต์สำคัญคือการที่ผู้บริหารได้เข้าไปเยี่ยมและปลุกใจนักเตะถึงในห้องแต่งตัว โดยมีภาพนักเตะยืนล้อมวงกอดคอกัน มีนักเตะต่างชาติเป็นผู้นำกล่าวปลุกใจ ก่อนตะโกนรวมพลังอย่างฮึกเหิม
ระหว่างการแข่งขัน คณะของ พ.ต.อ.ทวี และ นายวรวีร์ ได้ขึ้นไปชมเกม แบบเกาะติดสนาม ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความลุ้นระทึก ตลอดเกม
ทว่าในระหว่างการแข่งขันได้เกิดเหตุการณ์ความตึงเครียดขึ้น เมื่อนักเตะปัตตานี เอฟซี และนักเตะคู่แข่ง เกิดการปะทะคารมและเดินเข้าหากัน จนผู้ตัดสินต้องวิ่งเข้ามาห้ามทัพ หลายครั้ง นอกจากนี้ยังมีจังหวะที่นักเตะปัตตานีบาดเจ็บหนัก ศรีษะแตก จนต้องนำเปลลงมาปฐมพยาบาลเร่งด่วน ท่ามกลางความกังวลแฟนบอล โดยจังหวะต่อเนื่อง ผู้ตัดสินได้แจกเพียงใบเหลืองให้กับนักเตะฝั่งคู่แข่ง นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์
ภายหลังจบเกม นายวรวีร์ มะกูดี ให้สัมภาษณ์ประเมินภาพรวมของการแข่งขัน โดยระบุว่า แม้ปัตตานีจะมีการลงทุนที่น้อยกว่าบุรีรัมย์ที่เป็นแชมป์หลายสมัย แต่รูปเกมสู้ได้ดีมาก
“เกมวันนี้สนุกนะฮะ เราไม่ได้เป็นรองเขามาก ถ้าเทียบการลงทุนของทั้ง 2 ทีม เราลงทุนน้อยกว่าเขามาก แต่เราสู้ได้ขนาดนี้ถือว่าเก่ง คราวนี้กลับมาถึงเรื่องทีมบุรีรัมย์ เขาแชมป์มาไม่รู้กี่สมัย สู้ได้ขนาดนี้คนดูไม่มีคำว่าเสียดายเลย”
นายวรวีร์ ยังกล่าวชื่นชมแฟนบอลปัตตานีอย่างลึกซึ้งว่า “ชื่นชมกองเชียร์อย่างมาก เดี๋ยวนี้เหมือนฟุตบอลในอังกฤษ คือถึงวันแข่งเขาจะคึกคักกันมาก เดินทางมาไกลๆ เขาถือว่าทีมปัตตานีคือทีมในหัวใจ เหมือนแฟนแมนยู แมนซิตี้ ลิเวอร์พูล ที่มีความจงรักภักดี ถึงแพ้ชนะเขาก็ยังมั่นคงต่อกัน”
อย่างไรก็ตาม นายวรวีร์ ได้วิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของผู้ตัดสินอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะการใช้ระบบ VAR ที่ค้านสายตาผู้ชม
“กรรมการต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร เพราะทำให้ขุ่นเคืองใจ การตัดสินอย่างการดู VAR ที่ควรให้ใบแดง แต่กลับให้ใบเหลือง หรือตอนที่นักเตะเราถูกกระแทกที่ศีรษะ คนดูตะโกนให้ดู VAR เขาก็ไม่กล้าดู เพราะถ้าดูแล้วมีอะไรเกิดขึ้นต้องเสียจุดโทษ ลักษณะนี้มันเห็นความเอนเอียงค่อนข้างชัดเจน” นายวรวีร์ ระบุ พร้อมยกตัวอย่างเกมก่อนหน้าที่ปัตตานีสู้ศึกหนักกับประจวบ เอฟซี และ การท่าเรือ เอฟซี ซึ่งทีมก็แสดงสปิริตนักสู้แม้จะเหลือผู้เล่น 10 คนก็ตาม
“สมัยผมเล่นฟุตบอลถ้วย ทีมแบงก์กรุงเทพที่รวยที่สุด ได้เบี้ยเลี้ยงวันละ 60 บาท เดือนนึงแข่ง 20 วันได้ 1,200 บาท แต่พอเราสร้างฟุตบอลอาชีพขึ้นมา อย่างที่ทีมบุรีรัมย์ ศุภชัย ใจเด็ด ได้เงินเดือน 8 แสนกว่าบาท นี่คือการสร้างอาชีพใหม่ให้ลูกหลาน”
นอกจากนี้ อดีตประธานฟีฟ่าเบอร์ 1 ของไทย ยังชี้ให้เห็นถึงเม็ดเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น จากการแข่งขันเพียงนัดเดียว โดยระบุว่า เสื้อแข่งของปัตตานีจำนวน 3,500 ตัว ขายหมดเกลี้ยง หากคำนวณจากค่าตั๋ว 100 บาท ผู้ชม 20,000 คน ก็สร้างรายได้ถึง 2 ล้านบาท ยังไม่นับรวมพ่อค้าแม่ค้าขายอาหารรอบสนาม ที่วันนี้กำไรคนละ 2,000 – 10,000 บาท
นายวรวีร์ เน้นย้ำถึงความสำเร็จของการสร้าง ‘ลีกภูมิภาค’ ที่ทำให้คนเกิดความรู้สึกผูกพันกับท้องถิ่น จนเกิดปรากฏการณ์ ‘สนามแตก’ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) โดยระบุว่า นัดนี้มีแม้กระทั่งกลุ่มต้มยำกุ้ง (แรงงานไทยในมาเลเซีย) เดินทางข้ามแดนมาเชียร์สะท้อนความสำเร็จของทีมบริหาร
ตอนท้าย นายวรวีร์ ได้ฝากข้อคิดไปถึงรัฐบาลและภาคการเมืองระดับชาติ ถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬา
“คำถามคืออยากให้เด็กเล่นกีฬา แล้วจะให้ไปเล่นที่ไหน? บ้านเราไม่เหมือนต่างประเทศที่มีสโมสรกีฬาชุมชน ถ้ารัฐบาลเห็นความสำคัญ ต้องสร้างศูนย์อำนวยความสะดวก หรือสโมสรกีฬาชุมชนในแต่ละตำบลให้เด็กเข้าไปเล่น ไม่ใช่แค่ฟุตบอล แต่รวมถึงตะกร้อ วอลเลย์บอล หรือสระว่ายน้ำ สมัยผมบริหารสมาคมฯ ของบภาครัฐยากมาก จนต้องยกที่ดินส่วนตัวที่หนองจอกสร้างศูนย์ฝึก ซึ่งเด็กอย่าง ธีราทร บุญมาทัน ก็เติบโตมาจากที่นั่น”
“ถ้าภาคการเมืองเห็นความสำคัญ ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานทางกีฬาให้ทั่วถึง มันไม่ใช่แค่พัฒนากีฬา แต่เด็กแข็งแรง พ่อแม่ไม่ต้องห่วงเรื่องเจ็บป่วย รัฐก็ประหยัดงบสาธารณสุข สังคมก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด การลงทุนตรงนี้ไม่ได้เยอะอะไร แต่มันแก้ปัญหาได้เยอะแยะไปหมดเลย” นายวรวีร์ กล่าวทิ้งท้าย