อนุสัญญาUPOV1991 การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่
ขณะนี้ UPOV 1991 กำลังเป็นที่จับตาว่า จะเข้ามามีบทบาทอย่างไรต่อพันธุ์พืชของประเทศไทยในอนาคต เรื่องนี้ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำข้อมูลชี้แจงในหลายประเด็น ดังนี้
UPOV 1991 คืออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (International Union for the Protection of New Varieties of Plants) ฉบับปรับปรุงปี ค.ศ.1991 หลักการสำคัญคือให้สิทธิเฉพาะแก่ “นักปรับปรุงพันธุ์พืช” ในการควบคุมและหารายได้จากพันธุ์พืชใหม่ที่ตนคิดค้นขึ้น
ปัจจุบันประกอบด้วยประเทศ 80 สมาชิก และ 2 องค์การระหว่างประเทศ ครอบคลุม 99 ประเทศ เป็นภาคี UPOV 1991 แล้ว 63 สมาชิก
สำหรับประเทศในอาเซียนเป็นสมาชิก UPOV 1991 แล้ว คือ เวียดนามและสิงคโปร์ โดยบรูไน มาเลเซีย และเมียนมากำลังจะเข้าเป็นสมาชิก ทั้งนี้ อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ก็มีกฎระเบียบที่สอดคล้องกับ UPOV แล้ว อย่างไรก็ดี กัมพูชาและลาวอยู่ระหว่างการพิจารณาเข้าร่วม
UPOV คุ้มครองเฉพาะ “พันธุ์พืชใหม่” ที่มนุษย์พัฒนาขึ้น และผ่านการทดสอบว่ามีคุณสมบัติครบ 4 องค์ประกอบ คือ ความใหม่ (Novelty) ความแตกต่างจากพันธุ์อื่น (Distinctness) ความสม่ำเสมอ (Uniformity) และความคงตัวทางพันธุกรรม (Stability) ไม่ครอบคลุมถึงพันธุ์พืชพื้นเมือง
พันธุ์พืชดั้งเดิม พันธุ์พืชป่า และพันธุ์ทั่วไป
ซึ่งระบบนี้ต้องการสร้างความเชื่อมั่นและแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนวิจัยพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ๆ ออกสู่ตลาด คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรที่จะมีพันธุ์ดีที่ได้มาตรฐานไว้ใช้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการผลิต และเพิ่มทางเลือกให้กับเกษตรกรในการเลือกใช้พันธุ์พืชที่หลากหลายในราคาที่เหมาะสม ทั้งนี้ การใช้เพื่อส่วนตัวโดยไม่มีวัตถุประสงค์ทางการค้า การกระทำ เพื่อวัตถุประสงค์ในการศึกษาทดลอง การกระทำเพื่อวัตถุประสงค์ในการวิจัยพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชต่อไป และเกษตรกรสามารถเก็บส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับความคุ้มครองที่ตนเองเป็นผู้ผลิต ไว้ใช้เพาะปลูกในพื้นที่แปลงของตนเองได้ ตามเงื่อนไขที่แต่ละประเทศสมาชิกกำหนด อีกทั้งในความตกลง TH-EU FTA ไม่ได้กำหนดให้ประเทศไทยต้องเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 แต่ขอให้ไทยคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่อย่างสอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว
ปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช
การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ภายใต้นโยบาย “ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์พืชเขตร้อน” และนโยบายของรัฐบาลขับเคลื่อนภาคเกษตรด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มรายได้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเป็นการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายทั้งฉบับ ประกอบด้วย
1.ระบบการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ซึ่งเป็นการคุ้มครองเชิงทรัพย์สินทางปัญญาให้สิทธิกับผู้วิจัยพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืช เพื่อส่งเสริมการวิจัยพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ และรับมือกับสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปที่ประเทศไทยต้องเผชิญ ทั้งด้านสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของเกษตรกร และการส่งเสริมการลงทุนวิจัยพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชให้เกิดพันธุ์ใหม่ๆ ที่เป็นทางเลือกแก่เกษตรกรมากขึ้น
2.ระบบการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นให้สิทธิความเป็นเจ้าของกับชุมชนมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายขอบเขตการส่งเสริมด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์พันธุ์พืชของชุมชน รวมถึงให้ชุมชนเข้าถึงกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชได้มากขึ้น และ 3.ระบบการคุ้มครองพันธุ์พืช พื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า โดยกำหนดให้ต้องมีการขออนุญาตเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ จากการใช้พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า ทั้งนี้ การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายยังรวมถึงการบริหารจัดการกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช และการปกป้องพันธุ์พืชพื้นเมืองของไทยให้เกิดประโยชน์กับทุกภาคส่วน และประเทศไทยได้ประโยชน์มากที่สุด
ข้อกังวลที่พบบ่อย
กังวลว่าจะเปิดทางให้เกิด “โจรสลัดชีวภาพ” โดยข้อกังวลที่เกรงว่าบริษัทหรือบุคคลภายนอกจะนำพันธุ์พืชของไทยไปใช้ประโยชน์โดยไม่ขออนุญาตและไม่แบ่งปันผลประโยชน์ให้ประเทศนั้น
ประเทศไทยเป็นสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity: CBD) และ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 มีกฎหมายรองรับหลักการเรื่องนี้อยู่แล้ว ผู้ที่ต้องการเข้าถึงพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปหรือพันธุ์พืชดั้งเดิมของไทย ต้องขออนุญาตและทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์กับกรมวิชาการเกษตร หากไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษ นอกจากนี้ หลายประเทศเป็นสมาชิกทั้ง UPOV 1991 และ CBD ควบคู่กัน เช่น ญี่ปุ่น แคนาดา และประเทศในยุโรป เนื่องจาก UPOV 1991 มุ่งคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืชใหม่ที่เกิดจากการปรับปรุงพันธุ์ ส่วนการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ (Access and Benefit-Sharing: ABS) เป็นกลไกตามกฎหมายภายในที่กำกับดูแลการนำทรัพยากรชีวภาพไปใช้ ประเทศสมาชิกยังคงมีสิทธิตามอธิปไตยในการกำหนดกฎหมายภายในเพื่อบริหารจัดการและจัดสรรผลประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืช นอกจากนี้ ในกระบวนการยื่นคำขอ
จดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่และการตรวจสอบคุณสมบัติของพันธุ์ นักปรับปรุงพันธุ์จะต้องแสดงที่มาประวัติพันธุ์พ่อ-แม่ ขั้นตอนวิธีการปรับปรุงพันธุ์ระยะเวลา สถานที่ดำเนินการ และลักษณะประจำพันธุ์ของพันธุ์ใหม่ ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และคณะทำงานตรวจสอบภาคสนาม
ส่วนข้อกังวลที่เกรงว่าหากเกสรจากพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองปลิวมาผสมกับพืชของเกษตรกร เกษตรกรจะผิดกฎหมาย และกระทบการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรรายย่อยและชุมชนนั้นตามหลักวิทยาศาสตร์ เมื่อพืชผสมข้ามสายพันธุ์ต้นลูกที่ได้จะไม่เหมือนพันธุ์ต้นทาง ไม่เหมือนต้นพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองไว้ ดังนั้น จึงไม่อาจก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิที่สามารถเอาผิดเกษตรกรในกรณีนี้ได้ และไม่ได้เป็นการผลิตเพื่อขายเป็นส่วนขยายพันธุ์ จึงไม่มีความผิด
สำหรับข้อกังวลเรื่องพันธุ์ที่ได้พันธุกรรมสำคัญมาจากพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง (EDV) ซึ่งเกรงว่าการคุ้มครองจะขยายไปถึงพันธุ์ที่พัฒนาต่อยอดจากพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง ซึ่งเป็นการขยายการผูกขาดพันธุ์พืชนั้น EDV (Essentially Derived Varieties) คือ พันธุ์ที่พัฒนามาจากพันธุ์ตั้งต้น โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่หรือการผสมกลับ จนได้พันธุ์ที่ต่างจากพันธุ์ตั้งต้นเพียงเล็กน้อย แต่ลักษณะสำคัญส่วนใหญ่ยังเป็นของพันธุ์ตั้งต้น ดังนั้น การกำหนดให้การนำพันธุ์ EDV ไปขยายพันธุ์เชิงพาณิชย์หรือจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ต้องได้รับการยินยอมจากเจ้าของพันธุ์ตั้งต้นก่อน โดยเป็นไปเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้สร้างสรรค์พันธุ์ตั้งต้น ข้อกำหนดนี้จึงช่วยปกป้องนักปรับปรุงพันธุ์ของไทยจากการถูกนำพันธุ์ใหม่ของตนไปปรับปรุงเพียงเล็กน้อยและนำไปใช้ประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาตอีกด้วย
สำหรับข้อกังวลเปิดทางให้พืช GMOs เข้ามาจดทะเบียนได้อย่างเสรีนั้น เกรงว่าร่างกฎหมายตัดข้อกำหนดที่ให้พันธุ์พืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) ต้องผ่านกระบวนการรับรองความปลอดภัยทางชีวภาพก่อนขอจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่นั้นอนุสัญญา UPOV 1991 ให้การคุ้มครองเฉพาะทรัพย์สินทางปัญญา ไม่เกี่ยวกับการอนุมัติหรือควบคุมความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosafety) ดังนั้น การจะอนุญาตให้นำพืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) เข้ามาปลูกหรือทดลองในประเทศไทยได้หรือไม่ ยังคงต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและนโยบายภายในของประเทศไทยเอง อนุสัญญา UPOV 1991 ไม่ได้มีอำนาจบังคับให้ประเทศสมาชิกต้องยอมรับพืช GMOs ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังไม่อนุญาตให้ปลูกหรือค้าขายพืช GMOs ได้อย่างเสรี ตามมติคณะรัฐมนตรี ปี พ.ศ.2550 กำหนดว่า
การทดสอบพืช GMOs ในแปลงทดลอง ต้องทำในสถานที่ของทางราชการ ต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผ่านการทดสอบความปลอดภัย และได้รับอนุญาตจากคณะรัฐมนตรีเป็นรายกรณี และพืช GMOs เป็นสิ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ดังนั้น หากจะนำพันธุ์พืช GMOs มาขอจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ผู้ขอต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบข้างต้นให้ครบถ้วนก่อน หากไม่ผ่าน เจ้าหน้าที่จะไม่รับพิจารณาคำขอ
ส่วนที่กังวลว่าเมื่อมีการคุ้มครองพันธุ์พืช เมล็ดพันธุ์จะมีราคาสูงขึ้น และเป็นภาระต่อเกษตรกรนั้น ปัจจุบันกลไกตลาดและการแข่งขันเป็นตัวควบคุมราคา หากมีการวิจัยพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ๆ ทั้งโดยนักวิจัยพันธุ์พืชไทย และบริษัทปรับปรุงพันธุ์พืชทั้งในและต่างประเทศเข้ามาพัฒนากระบวน การผลิต ส่งผลให้มีพันธุ์พืชใหม่ๆ ออกสู่ตลาดเป็นตัวเลือกมากขึ้น เกษตรกรจึงไม่ได้ถูกบังคับให้ซื้อจากผู้ค้ารายใดรายหนึ่ง และหากพันธุ์พืชใดมีราคาแพงเกินไปหรือไม่คุ้มค่า เกษตรกรยังคงมีทางเลือกในการใช้พันธุ์พืชดั้งเดิมหรือพันธุ์ทั่วไปได้ตามปกติ ซึ่งราคาเมล็ดพันธุ์ในตลาดขึ้นอยู่กับความโดดเด่นของพันธุ์ คุณภาพเมล็ด และความคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย หากเกษตรกรเห็นว่าราคาสูงจนไม่คุ้มทุน ก็เลือกซื้อพันธุ์อื่นที่ราคาถูกกว่าได้ หรือเลือกใช้พันธุ์ของหน่วยงานรัฐก็ได้ การมีพันธุ์พืชใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้เกษตรกรมีทางเลือกมากขึ้น และเลือกพันธุ์ที่ตรงกับความต้องการของตลาดเพื่อขายผลผลิตได้ราคาดี
สำหรับข้อกังวลว่าเกษตรกรและผู้ค้ารายย่อยเสี่ยงถูกดำเนินคดี เพราะสิทธิขยายไปถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์ เพราะเมื่อความคุ้มครองขยายจากส่วนขยายพันธุ์ (เช่น เมล็ด กิ่งพันธุ์) ไปถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์ เกษตรกรและพ่อค้ารายย่อยอาจถูกฟ้องร้องนั้น การขยายความคุ้มครองนี้ครอบคลุมเฉพาะ “ผลผลิต” หรือ “ผลิตภัณฑ์” ที่เกิดจากส่วนขยายพันธุ์ที่ได้มาโดยไม่ถูกต้องเท่านั้น หากได้ส่วนขยายพันธุ์มาอย่างถูกต้องแล้ว ผู้ผลิตก็มีสิทธิในผลผลิตและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากส่วนขยายพันธุ์นั้น
สำหรับกังวลว่าเมล็ดพันธุ์จะตกอยู่ในมือบริษัทเอกชนรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย และกีดกันนักปรับปรุงพันธุ์รายย่อยนั้น UPOV 1991 คุ้มครองสิทธิของผู้พัฒนาพันธุ์พืชใหม่ทุกกลุ่ม ไม่จำกัดเฉพาะบริษัทเอกชน นักวิจัยภาครัฐ นักปรับปรุงพันธุ์อิสระ นักศึกษา เกษตรกร หรือบุคคลทั่วไป ก็ยื่นจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ได้เช่นกัน เมื่อนักปรับปรุงพันธุ์มั่นใจว่าผลงานของตนได้รับการคุ้มครอง ก็คาดว่าจะลงทุนวิจัยมากขึ้น ทำให้มีพันธุ์พืชใหม่และชนิดพืชที่หลากหลายออกสู่ตลาดต่อเนื่อง เกิดการแข่งขันกันที่ความโดดเด่นของพันธุ์และคุณภาพเมล็ด ซึ่งจะช่วยไม่ให้การค้าเมล็ดพันธุ์จำกัดอยู่ที่ผู้ค้ารายใหญ่ไม่กี่ราย อย่างไรก็ตาม พันธุ์พืชทั่วไป ที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่พันธุ์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ และไม่ได้จดทะเบียนคุ้มครอง ยังเก็บไปปลูก ขาย หรือแจกจ่ายได้โดยไม่มีข้อจำกัด กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ห้ามการนำพันธุ์พืชทั่วไปไปปลูกแต่อย่างใด
ขณะที่พันธุ์พืชใหม่ที่จดทะเบียนคุ้มครองแล้ว หากซื้อมาอย่างถูกต้อง เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อในพื้นที่แปลงของตนเองได้ ตามเงื่อนไขที่แต่ละประเทศสมาชิกกำหนดอย่างสมเหตุสมผลและภายในขอบเขตอันสมควร และนำผลผลิตไปขายได้ ถือเป็นสิทธิพิเศษที่กฎหมายยกเว้นสิทธิของเจ้าของพันธุ์ให้แก่เกษตรกรสิ่งที่ทำไม่ได้คือการนำผลผลิตที่ได้ไปขายต่อในฐานะเมล็ดพันธุ์