คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangเกาะพะงัน · เปลี่ยน

สังคมน่าเศร้า ‘แต่ผมไม่หมดหวัง’ อานันท์ ปันยารชุน ย้ำโลกขวาตกขอบ คนไทยต้องปรับมุมคิด

ที่มา: มติชน

สังคมน่าเศร้า ‘แต่ผมไม่หมดหวัง’

อานันท์ ปันยารชุน

ย้ำโลกขวาตกขอบ คนไทยต้องปรับมุมคิด

“สังคมขณะนี้ มันน่าเศร้า

ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะมีทางออกต่อไปอย่างไร

แต่ผมยังไม่หมดความหวัง”

ในวันที่โลกผันผวน ผู้คนแตกแยก ประชาธิปไตยสั่นคลอน สังคมวนซ้ำอยู่กับความขัดแย้งที่หาทางออกไม่พบ เรื่องราวของ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย กลับกลายเป็นภาพสะท้อนชั้นครู ของ ‘การอยู่ร่วมบนความเห็นต่าง’

บุคคลในวัย 94 ปี ผู้ผสานสองเลือดเนื้อเชื้อชาติ ทว่า มีโอกาสได้เติบโตในผืนแผ่นดินด้ามขวานทอง พิสูจน์ตนด้วยความสามารถ จนกระทั่งก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองในฐานะ ‘ผู้นำของชาติ’

เป็นนายกฯ โดยคณะรัฐประหารร้องขอ แต่กลับเป็นคนเบื้องหลังที่ซัพพอร์ตขบวนการภาคประชาสังคมเรื่อยมา

ดังเห็นได้จากผู้คนที่ห้อมล้อม ทั้งบุคคลสำคัญจากแวดวงการเมือง การทูต และภาคประชาสังคม ต่างเข้าร่วมแสดงความยินดีในงานเปิดตัวหนังสือ ‘หงส์ลายมังกร : อานันท์ ปันยารชุน’ ชีวประวัติที่เขียนโดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ถ่ายทอดภูมิหลัง สายเลือด และประสบการณ์ชีวิตที่หล่อหลอมบุคลิกกับวิธีคิดของอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 18 ผู้เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ เมื่อ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา

ชื่อ ‘หงส์ลายมังกร’ บอกเล่ารากเหง้าที่มาบรรจบกัน ‘หงส์’ จากหงสาวดี ‘มังกร’ จากแผ่นดินจีน ประสานสายเลือดกลายเป็นไทย ณ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา อานันท์ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘ผู้ดีรัตนโกสินทร์’ ด้วยพื้นฐานครอบครัวจากตระกูล ‘ปันยารชุน’ และ ‘โชติกเสถียร’ ซึ่งมีบทบาทในราชสำนักมาตั้งแต่ช่วงต้นและกลางกรุงรัตนโกสินทร์ อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับเครือญาติในตระกูลขุนนางและพ่อค้าอย่างจาติกวณิชและโปษยานนท์ ก่อนที่ลูกหลานหลายสายสกุลจะก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในสังคมไทย ในปัจจุบัน แทบทุกแวดวง

หนึ่งในผู้ร่วมถ่ายทอดความทรงจำคือ หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมปาฐกถาพิเศษ ย้อนถึงความประทับใจ เช่น ในช่วงที่อานันท์ เป็นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของภาคธุรกิจ เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาให้รัฐบาล โดยเฉพาะเมื่อครั้งเดินทางไปเกาหลีใต้ในคณะภาคเอกชนไทย ความสามารถในการสื่อสารและนำเสนอจุดยืนของประเทศ ทำให้ผู้ร่วมคณะรู้สึกชื่นชมและภาคภูมิใจ จนอดคิดไม่ได้ว่า เมื่อใดประเทศไทยจะมีผู้นำที่เก่งกาจและมีความสามารถเช่นนี้อีก

หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร ยังระลึกถึงบทบาทของอานันท์ เบื้องหลังการเปิดความสัมพันธ์กับจีน และการผลักดันความสัมพันธ์กับเวียดนามจนสำเร็จ ก่อนที่สถานการณ์จะพลิกผันจากรัฐประหารในปี 2519 กระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ 2534 คณะรัฐประหารเชิญอานันท์กลับมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเขาเคยถูกปลดจากราชการและออกไปทำงานภาคเอกชน

สำหรับ ปรีดิยาธร การได้รับโอกาสจากอานันท์ให้ร่วมรัฐบาลในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตที่เขายังคงระลึกถึงด้วยความสำนึกในบุญคุณ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงจดจำไม่แพ้ความสามารถส่วนบุคคล คือ ประสิทธิภาพในการบริหารรัฐบาล

“ผลงานในฐานะนายกฯมีมากมาย ขอให้ท่านอ่านจากหนังสือจะสนุกกว่า เพียงแค่จะขอเล่าว่า ผมมีโอกาสเข้าร่วมประชุมมา 4 รัฐบาล กล่าวได้ว่า ที่ประชุม ครม.ชุดนายกฯอานันท์ มีประสิทธิภาพที่สุด ไม่เยิ่นเย้อ มีข้อสรุปชัดเจน ท่านเป็นคนฉลาด เข้าใจเรื่องได้ง่าย จับประเด็นได้เร็ว การประชุมจึงดำเนินไปอย่างรวดเร็ว”

นอกจากความฉลาด มีคุณธรรม และตรงไปตรงมาแล้ว คุณลักษณะอีกประการที่สัมผัสได้ คือ ความเป็นนักประชาธิปไตยที่แท้จริง ในรัฐบาลอานันท์ 2 สิ่งที่ท่านกำหนดเป็นเป้าหมายสำคัญคือ ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด เพื่อคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชนให้ได้ใน 4-6 เดือน

“บังเอิญขณะนั้นซึ่งผมเห็นว่าประเทศชาติรออยู่ คือการก่อสร้างรถไฟฟ้ามวลชน ซึ่งยังไม่ได้เริ่มเสียที ระยะเวลาเพียง 4-6 เดือนนี้ไม่มีทางทัน จึงเรียนให้ท่านเลื่อนเลือกตั้งไปก่อนได้หรือไม่ เพื่อจะได้ผลักดันให้เริ่มสัก 1 สาย แล้วรัฐบาลต่อไปก็จะผลักดันต่อ …

ท่านตอบผมสั้นๆ ว่า ‘คุณเป็นลูกศิษย์อาจารย์ป๋วย(อึ๊งภากรณ์) ได้อย่างไร? นี่ถึงเวลาที่เราต้องคืนประชาธิปไตยให้ประชาชนแล้ว ต้องทำให้เร็วที่สุด’ ผมเงียบ ไม่ได้ตอบอะไร ขอให้ได้อ่านในหนังสือเล่มนี้ สนุกจริงๆ” อดีตรองนายกฯป้ายยา

ขณะที่ ปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ซึ่งติดตามการทำงานของอานันท์มาอย่างยาวนาน มองเห็นความเป็น ‘ผู้มีโลกทัศน์พิเศษ’ อานันท์เป็นคนที่ผสานความคิดแบบอนุรักษนิยมเข้ากับเสรีนิยมประชาธิปไตยได้อย่างน่าสนใจ จนทำให้เกิดคำถามว่า ในอดีตสังคมไทยอาจเคยเปิดรับความแตกต่าง ให้โอกาสผู้คน และอดทนอดกลั้นต่อความหลากหลายได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันหรือไม่

ในปี 2569 สังคมไทยอาจไม่สามารถสร้างบุคคลที่มีคุณลักษณะเช่นอานันท์ขึ้นมาได้อีก ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ ความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ปัญหาสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และความขัดแย้งภายในประเทศที่ยืดเยื้อมานาน

สังคมต้องการ ‘ผู้นำ’ ที่รอบรู้ สามารถประสานความร่วมมือจากหลายภาคส่วน และพาประเทศเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้าง ‘ฉันทามติใหม่’

ทว่า ภาพการเมืองไทยในช่วง 10 ปีหลังกลับทำให้ ปราปต์ เห็นความเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมทางการเมืองในสภาพ ‘รัฐราชการที่หย่อนประสิทธิภาพลง บวกด้วยเครือข่ายสมาพันธ์บ้านใหญ่’ จนคล้ายติดอยู่ในทางตัน พร้อมชวนตั้งคำถามว่า เครือข่ายอำนาจในสังคมไทย ยังต้องการผู้นำที่มี ‘สเปกแบบคุณอานันท์’ อยู่อีกหรือไม่?

บทสรุปจากหงส์ลายมังกร สำหรับ ปราปต์ คือภาพปัญหาที่สังคมไทยเผชิญมากว่า 2 ทศวรรษ นั่นคือการ ‘หาจุดลงตัวใหม่ร่วมกันไม่พบ’ ความขัดแย้งจึงดำรงอยู่เรื่อยมา

ก่อนหยิบยกโควตของอดีตนายกฯสองสมัย อันเป็นประโยชน์ซึ่งสังคมไทยควรรับฟัง เมื่อครั้งปาฐกถา ‘ฉากทัศน์อนาคตสังคม’ ในวาระครบรอบ 50 ปีของสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (24 พ.ค.2567) ที่ทำเอาผู้ร่วมงานต่างพยักหน้าครุ่นคิดตาม ด้วยเห็นพ้องต้องกัน อันชวนให้สังคมทบทวนว่า การใช้เรือนจำและการลงโทษอย่างเข้มงวดกับเด็กจะพาสังคมไปสู่ความเป็นธรรมได้จริงหรือ?

ความว่า

“สนุกมากนักหรือ จับเด็กเข้าคุกนี่

สนุกมากนักหรือ ที่เห็นเด็กถูกทรมานไม่ได้รับการประกัน

ถามตัวเองเสียบ้าง สนุกอย่างไร

ทำได้อย่างไรไม่ละอายใจตัวเองบ้างหรือ

ทีโกงกินกันก็ไม่อาย ไม่มีหิริโอตตัปปะ

แต่จับเด็กเข้าคุกเป็นว่าเล่น

ผมไม่ได้บอกว่าเด็กทำถูกทุกอย่าง เหมือนอย่างเรามีลูก ลูกไม่ดี

ครอบครัวผมไม่มีการตี ก็เรียกมาสั่งสอน ทำโทษ ให้อยู่ในห้อง 24 ชั่วโมงอะไรแบบนั้น

แต่เราจับเด็กเข้าคุกนะ ถ้าเผื่อสังคมมาถึงจุดที่ว่าการให้เด็กเข้าคุกเป็นของสนุก เป็นของที่เป็นธรรม

มันจะเป็นสังคมที่น่าอยู่ได้อย่างไร”

ต่อไปนี้คือ สปีชของอดีตนายกฯ 2 สมัย ชายผู้ผ่านจุดพลิกผันทางการเมือง และทิ้งตะกอนไว้ให้ผู้คนถกเถียง ทบทวน พร้อมฝากข้อคิด ถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนดทิศทางของประเทศ

วันนี้เป็นการเปิดตัวหนังสือที่ ติ๋ม วิมลพรรณ เป็นผู้เขียน ประวัติของผม แล้วผมก็ได้อ่านด้วยความเพลิดเพลิน สามารถถ่ายทอดคุณลักษณะบางอย่างของผมออกมาได้เป็นอย่างดี เพราะรู้จักกับผมมาเป็นเวลา 25-30 ปีแล้ว

ผมได้ฟังการอภิปรายจากท่านทั้งหลาย ส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่รู้จักผมดี ไม่ว่าจะเป็น คุณธีรยุทธ บุญมี รวมถึง ดร.อาสา คำภา ที่แม้ผมไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ได้ยินชื่อเสียง และมี ปราปต์ บุนปาน ที่ผมรู้จักพ่อของเขาเป็นอย่างดี หลายสิ่งหลายอย่างที่ปราปต์พูดวันนี้ ทำให้ผมนึกถึงคุณขรรค์ชัย บุนปาน ซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ผมใกล้ชิดและชอบพอกันมาก

คำพูดตอนสุดท้ายของปราปต์ เป็นคำพูดที่ผมบอกได้เลยว่า พอพูดเสร็จทัวร์ลงเต็มที่เลย (หัวเราะ) ผมกลายเป็นคนให้ท้ายเด็ก เห็นเด็กดีไปหมด ผมก็ต้องขอบคุณที่ปราปต์ยกเรื่องนั้นขึ้นมาพูด เพราะนั่นเป็นการบอกนิสัยของผมโดยตรง ว่านายอานันท์นั้นคือใคร มาจากไหน เดินมาไกลเท่าไหร่ มีความกระอักกระอ่วนใจมากน้อยแค่ไหนในชีวิต?

ไม่ใช่ในชีวิตส่วนตัว แต่ชีวิตที่เกี่ยวกับประเทศชาติ

ที่พูดในวันนั้นผมยังจำได้ ว่าคุณมีชัย วีระไวทยะ เป็นคนเชิญผมไปพูด อย่างที่ผมปฏิบัติตลอดมา คือไม่มีการเตรียมล่วงหน้า ไปพูดที่ไหนผมก็พูดปากเปล่า แต่การพูดปากเปล่ามันบอกอยู่อย่างหนึ่ง ว่ามันมาจากใจจริง เพราะถ้าเผื่อไม่มีการเตรียมตัวมา คุณพูดแล้วต้องคิดไปด้วย ความคิดฉับพลันที่มาจากหัวสมองในระหว่างพูดนั้นแหละ ที่มันถ่ายทอดความรู้สึกที่แท้จริงของเรา มันถ่ายทอดว่าเราคือใคร มาจากไหน ถ่ายทอดว่าใครที่ยังไม่รู้จักนายอานันท์ ถ้าเผื่อได้ฟังผมพูดต่างๆ เหล่านั้นแล้ว ก็จะรู้ แต่หลายคนฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ ไม่ใช่ความผิดของเขา แต่มันบอกอะไรบางอย่างในสังคมไทย ว่าเป็นสังคมที่ ‘ฟังไม่ค่อยเป็น’ อาจจะพูดเก่ง มีความคิดทั้งที่ดีและไม่ดี แต่ฟังไม่ค่อยเป็น แล้วก็ไม่ค่อยรับรู้ความเห็นที่แตกต่างกัน แต่กลับมองไปว่า ความเห็นที่แตกต่างนั้นเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน

สังคมมันมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมดไม่ได้ ถ้าสังคมไหนที่มีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด นั่นก็เป็นสังคมที่เป็น Dictator สังคมที่มีความหลากหลายในความคิด จึงจะเป็นสังคมที่น่าอยู่ เป็นสังคมที่รู้สึกว่ามันยังมีความหวัง ยังเป็นสังคมที่คิดว่า ‘ถึงแม้ตัวเองจะไม่เพอร์เฟ็กต์ สมบูรณ์ แต่ก็เป็นสังคมที่รู้ตัวว่า สามารถเปลี่ยนแปลงได้เรื่อยๆ ตามสถานการณ์ ตามกาลเวลา เพราะโดยธรรมชาติแล้วนั้น มันไม่มีอะไรที่จะยืนอยู่คงกระพันตลอดเวลา

ตามหลักศาสนาเขาบอกแล้วว่า ‘การเปลี่ยนแปลง เป็นสิ่งที่ถาวรที่สุด’ ถ้าหากสังคมไหนไม่รู้จักที่จะปรับตัวเองให้ฟังความเห็นที่แตกต่าง ไม่สามารถรับฟังได้ว่า เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป กาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป วิธีคิดของคนก็เปลี่ยนไปด้วย

ผมแน่ใจ ชีวิต วิธีคิดในเรื่องของหลักการ ‘ผมไม่เคยเปลี่ยน’ แต่วิธีการก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ถ้าคนไหนไม่รู้จักความแตกต่างระหว่าง ‘หลักการ’ กับ ‘วิธีการ’ แล้วนั้น ก็อาจจะมองว่าผมเป็นคนหลายใจ หรือเปลี่ยนแปลงความคิดเพื่อตัวเองเอารอด อันนั้นไม่ใช่

ผมเป็นคนที่รักเพื่อนมนุษย์ ให้ความสำคัญกับมนุษยชาติ ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ให้ความเชื่อถือไม่ว่าในทางการเมืองหรือในทางใด แต่สิ่งหนึ่งคือว่า ‘ผมเป็นคนที่ชอบฟัง ชอบเถียง’ ซึ่งผมถือว่าเป็นองค์ประกอบที่มันทำให้ผมเป็นคนที่มีความสมบูรณ์มากขึ้น และมองหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต ว่ามันต้องเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอๆ แต่ไม่ติดยึดกับสิ่งที่มันเปลี่ยนแปลงได้

ฉันใดฉันนั้น ในเรื่องการปกครองของประเทศไทย เราก็ให้ความสำคัญกับ ‘ประชาธิปไตย’ โดยถือว่าประเทศใดก็ตามที่มีการเลือกตั้ง มีรัฐธรรมนูญ และได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยมีคะแนนเสียงสูงสุด ประเทศนั้นก็ถือว่าสมบูรณ์แล้ว มองเฉพาะผลการเลือกตั้ง รู้แต่ว่าใครแพ้-ชนะ ใครจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่เคยคิดไม่เคยเป็นห่วง ว่าเมื่อรัฐบาลนั้นเป็นรัฐบาลแล้ว ดำเนินนโยบายหรือมีกิจกรรมอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยส่วนรวม ก็ถือว่าเกมนี้เสร็จสิ้นไปแล้ว ปล่อยให้รัฐบาลต้มยำตัวเองกันได้

ในสายตาของผม ‘ประชาธิปไตยสำคัญ’ และมีขีดจำกัด ประชาธิปไตยมันไม่มีความสมบูรณ์ในตัวของมันเอง มันต้องมีสิ่งประกอบอันอื่น และสิ่งประกอบที่สำคัญที่สุดคือ ‘ธรรมาภิบาล’ ซึ่งประกอบด้วยหลายอย่าง ‘ความยุติธรรมทางสังคม ความยุติธรรมทางศาล อิสรภาพของหนังสือพิมพ์ ความโปร่งใส ความซื่อสัตย์สุจริต ความเป็นธรรม ความถูกต้อง’

ถ้าเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่มีหลักธรรมาภิบาลเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น สิ่งที่เราต้องแสวงหาเป็นสิ่งแรก ไม่ใช่ ‘ประชาธิปไตย’ ประชาธิปไตยต้องมีเป็นองค์ประกอบ แต่ที่สังคมต้องการคือ ‘ธรรมาภิบาล’ เพราะถ้ามีการปกครองโดยใช้หลักธรรมาภิบาลเป็นศูนย์กลางแล้ว ประชาธิปไตยมันมาเอง แต่ใช้ประชาธิปไตยเป็นศูนย์กลาง ‘ธรรมาภิบาล’ ไม่มา

ผมใช้คำภาษาอังกฤษไปพูดหลายเวทีสิบกว่าปีมาแล้ว ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีใครใช้คำนั้นคือ ผมใช้คำว่า ‘Democratic Governance’ เดี๋ยวนี้เริ่มใช้กันบ้างแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้ถ้าคุณมองดูรอบโลก ประชาธิปไตยล้มเหลวกันทั้งนั้น ประชาธิปไตยอย่างทรัมป์หรือ? หรือแม้แต่ในยุโรป ประชาธิปไตยซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก แต่จิตใจของคนก็เปลี่ยนไปเยอะ ก็ปรากฏว่าประเทศในยุโรปในระยะ 2 ปีมานี้ มุ่งไปสู่ ‘ขวาตกขอบ’ ทั้งนั้น ดูแล้วในยุโรปขณะนี้ก็ยังไม่มีประชาธิปไตยในประเทศใด ที่น่าจะเป็นตัวอย่างรับต่อไปได้

เพราะสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเผื่อไม่มี ‘Good Governance’ ชีวิตผมผ่านมามาก มีทั้งลงเหว มีทั้งขึ้นถึงจุดยอดเขา แต่ผมเป็นคนไม่ยึดติดกับอะไร เป็นคนปล่อยวางได้ สิ่งอะไรที่ดีเกิดขึ้นในชีวิต ก็น้อมรับด้วยความขอบคุณ สิ่งที่ไม่ดี ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นในชีวิต ก็ยอมรับความจริง แต่การดำรงชีวิตนั้นเราอยู่กับปัจจุบัน เราไม่ได้อยู่กับสิ่งที่ดีงามหรือชั่วร้ายในอดีต เราอยู่กับความจริงในปัจจุบัน เพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าในอนาคต จะเป็นได้หรือไม่ได้ อันนั้นแล้วแต่บุญกรรม

แต่ถ้าเผื่อสังคมไทย ฟังง่ายๆ แล้วฟังไม่รู้เรื่อง และตัดสินใจเร็วเพียงไม่กี่ประโยคที่ผมพูดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมกลายเป็นมารร้ายในสังคมไทย กลายเป็นคนเข้าข้างเด็ก ให้ท้ายเด็ก หรือนำสังคมไทยไปในทางที่ผิด ตอนทัวร์ลงนั้นผมก็ไม่หวั่นไหวอะไร แต่ผมก็ต้องปลงตก ถ้าสังคมไทยเห็นว่าผมเป็นตัวร้ายในการแสดงความเห็นอย่างเปิดเผย และเปิดเผยความจริงของสังคม ถ้าจะกลายเป็นตัวมาร กลายเป็นผู้ร้าย ก็ช่วยไม่ได้

แต่ถึงวันหนึ่งก็อยากขอให้บางท่านกลับมาฟังผมพูดอีกครั้ง มาช่วยพิจารณาใหม่ ว่าที่ผมพูดนั้นเป็น มันผิดหรือ มันไม่จริงหรือ ถ้าสิ่งที่ทำกันมาแล้วอย่างที่ผมพูดนั้นมันทำให้ประเทศชาติดีขึ้นไหม?

มันถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องตื่นตัว ต้องปรับความคิดใหม่ ไม่ใช่เพื่อเอาใจผมหรือเพื่อเอาใจเด็ก แต่ต้องปรับความคิดในเรื่องของ ‘สิทธิมนุษยชน’ ต้องปรับความคิดในเรื่องของ ‘คุณค่าของการอยู่ร่วมกัน’ โดยไม่ประหัตประหาร ‘คุณค่าของความสามัคคี’ และความเข้าใจอันดีซึ่งกันและกัน

หลายสิ่งหลายอย่างที่ในสังคมไทยพูดถึงเรื่องว่า คนนั้นเป็นน้ำเงิน ฟ้า เหลือง มันกลายเป็นเรื่องตลกไปทั้งหมด หลายคนบอกว่าพวกนี้เป็น Conservative ‘อนุรักษนิยม’ ผมฟังแล้วก็ขำในใจ ว่าที่เอามาใช้อนุรักษนิยมเนี่ย เราก็ไม่รู้ว่า อนุรักษนิยมในภาษาของการเมืองระหว่างประเทศนั้นเขามีความหมายว่าอย่างไร

ที่เมืองไทยไม่มีอนุรักษนิยม ที่มีคือ ‘อำนาจนิยม’ อย่าปนกัน

อย่าไปคิดว่าสังคมไทยหรือสังคมต่างประเทศ จะมีปัญหาเรื่อง อนุรักษนิยม ในความหมายที่ถูกต้อง หรือสังคมนิยม เสรีนิยม ไม่ใช่ สามสิ่งที่ผมพูดมานี้คือ ‘วิธีคิด’ แต่มันไม่ได้ทำให้ประเทศชาติล่มจม ดังนั้น เราต้องนั่งทบทวนตัวเราเอง ว่าบางสิ่งบางอย่างที่เราคิดและเชื่อถือในอดีตนั้น มันจริงหรือเปล่า เราจะอาศัยใครเป็นคนชี้นำ สื่อไม่ต้องพูดถึงแล้ว เพราะสื่อเป็นกระบอกเสียงให้นายทุน

ผมเคยอ่านหนังสือพิมพ์บางฉบับตลอดเวลา แต่ก็ปรากฏว่าผู้ผลิตหนังสือพิมพ์นั้นเกือบจะล่มจมไปแล้ว เพราะคนไม่อ่านหนังสือพิมพ์ คนดูแต่อินเตอร์เน็ต หนังสือก็ไม่ค่อยอ่านกันแล้ว

คือดูแล้วภาพสังคมขณะนี้ มันน่าเศร้า ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะมีทางออกต่อไปอย่างไร

แต่อย่างไรก็ตาม ผมยังไม่หมดความหวัง

ผมอายุ 94 แล้ว ตั้งใจจะหยุดพูดมานานแล้ว แต่ผมใจอ่อน พูดแล้วอาจจะสร้างปัญหาให้ตัวเองได้ เรื่องนั้นผมไม่รู้สึกอะไร

แต่ถ้าหากพูดอะไรแล้วทำให้คนบางคน หรือคนจำนวนหนึ่งตั้งสติได้ และมองประเทศไทยในลักษณะที่เป็นจริงอยู่ในขณะนี้ ได้แค่นั้นผมก็พอใจแล้ว

อธิษฐาน จันทร์กลม – เรื่อง

เจตน์สฤษฎิ์ ชยธาดาธนะสกุล – ภาพ

ความคิดเห็น