วัชระพล เปิดตำนาน 10 ปีจากความฝันสู่ความจริง “มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569” พลิกผืนดินหนองแดสู่แลนด์มาร์กระดับโลก ชูศักยภาพเกษตรไทยสู่สายตานานาชาติ ปักหมุดขุมพลังเศรษฐกิจใหม่แห่งอีสาน
เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย เปิดงานแถลงข่าวมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2569 ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการแสดงศักยภาพด้านการเกษตรพืชสวน เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและความงดงามของวัฒนธรรมไทย ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาคมนานาชาติ งานมหกรรมพืชสวนโลกในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living” หรือ “ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต : สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันเกื้อกูลระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม พร้อมตอกย้ำความสำคัญของการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการพัฒนาภาคการเกษตรให้เติบโตควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ
นายวัชระพล กล่าวถึงความเป็นมาของมหกรรมพืชสวนโลกจ.อุดรธานีในครั้งนี้ว่า นายวิเชียร ขาวขำ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี ได้พูดกับตนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว อยากให้มีงานพืชสวนโลกที่ จ.อุดรธานี พร้อมชวนไปหาพื้นที่ที่สามารถจัดงานพืชสวนโลกได้ จนมาถึงอำเภอเมือง ที่บริเวณหนองแด ที่พี่น้องประชาชนชาวกุดสระ ชาวนากว้าง ชาวนาข่า ชาวหมู่ม่น เอาไว้ใช้ทำเกษตร เป็นพื้นที่หาปลาของชาวประมง เป็นพื้นที่ที่พี่น้องปลูกข้าว ทำไร่ ทำสวน และชาวอุดรฯ อยากได้สวนสาธารณะแห่งใหญ่ เป็นพื้นที่ปอด เป็นพื้นที่ที่ชาวอุดร และจังหวัดใกล้เคียง จะได้ใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งตนก็ไม่เชื่อว่าคำพูดที่ไม่มีวันเป็นไปได้ ณ ตอนนั้น จะมาถึงวันนี้ได้
นายวัชระพล กล่าวต่อว่า อดีตนายก อบจ.อุดรธานี ได้เสนอเรื่องการเป็นเจ้าภาพจัดงานพืชสวนโลกไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเรื่องค้างอยู่ที่กระทรวงฯ เกือบ 2 ปี ไม่มีความคืบหน้า แต่ภาครัฐ และเอกชนในจังหวัด ได้รวมใจกันผลักดันเดินต่อ ทั้งที่ตนยังมองไม่เห็นความเป็นไปได้ว่าจะทำได้ และจะทำเสร็จ แต่ด้วยความมุ่งมั่นของภาครัฐและภาคเอกชนจ.อุดรธานี ก็เดินต่อจนมาถึงขั้นตอนที่จะต้องหาแหล่งเงินทุน และสรุปพื้นที่ ในวันนี้เราไม่ได้เพียงสวนสาธารณะ แต่ยังได้แหล่งเศรษฐกิจแหล่งใหญ่ให้กับชาวอีสาน และทำให้อุดรธานี เป็นหน้าเป็นตาให้กับประเทศไทย และเกิดงานวันนี้ขึ้น จึงขอขอบคุณประธานสภาอุตสาหกรรม กรรมการหอการค้าอุดรธานี และทุกภาคส่วนในจังหวัดอุดรธานี
“พร้อมขอบคุณนายเศรษฐา ทวีสิน และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้อนุมัติงบประมาณ 2,500 ล้าน และผลักดันงบประมาณให้กับงานนี้ด้วย รวมถึงนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกๆ คน รวมถึงทุกๆ หน่วยงานที่ร่วมใจร่วมแรงกัน รวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย เพราะนายอนุทิน ได้อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อให้การจัดงานสำเร็จลุล่วงด้วยดี” นายวัชระพล กล่าว
นายวัชระพล กล่าวอีกว่า ตนรู้สึกภูมิใจมากที่สุด และหลังจากนี้จะต้องช่วยกันดูแลงานพืชสวนโลกนี้ต่อไป และทำให้ สวนสาธารณะแห่งใหญ่นี้ อยู่กับชาวอุดรธานีและคนไทยตลอดไป จะดูแลรักษาให้คงสภาพให้ได้ดีที่สุด และประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด เป็นแหล่งให้เรียนรู้ให้กับนักเรียน นักศึกษา เป็นแหล่งพื้นที่ให้เกษตรกรมีส่วนร่วมได้เรียนรู้วิธีปลูกต่อยอดอาชีพ และชาวอุดรธานี และพี่น้องภาคอีสานทั้งหมด จะต้องมีส่วนร่วมกับสวนนี้ และงานนี้อย่างแน่นอน
ด้านนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการเตรียมจัดงานมีความพร้อมอย่างไร และมีการบูรณาการความร่วมมือเพื่อรองรับการจัดงานตลอด 134 วันว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร ได้ร่วมกับจังหวัดอุดรธานี และภาคีที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมทั้งด้านพื้นที่จัดแสดง เนื้อหาวิชาการ สวนนานาชาติ และกิจกรรมภายในงาน พร้อมประสานการดำเนินงานในแต่ละส่วนให้สอดคล้องกัน การจัดงานตลอด 134 วัน จำเป็นต้องดูแลทั้งคุณภาพของการจัดแสดง และความต่อเนื่องของกิจกรรม ควบคู่กับการประสานจังหวัดในด้านการอำนวยความสะดวกและการดูแลผู้เข้าชม เพื่อให้ประชาชนได้รับทั้งความรู้ ความประทับใจ และประสบการณ์ที่ดีตลอดช่วงเวลาจัดงาน
นายระพีภัทร์ กล่าวต่อว่า จุดเด่นของงานเป็นการรวบรวมพืชพรรณ การออกแบบสวน และองค์ความรู้ด้านการเกษตรไว้ในพื้นที่เดียว ทั้งสวนนานาชาติ การจัดแสดงพรรณไม้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร ตลอดจนการเรียนรู้เรื่องระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เกษตรกรสามารถนำแนวคิดด้านการจัดการการผลิต การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และนวัตกรรมที่เหมาะสมกลับไปปรับใช้ ขณะที่ประชาชนและเยาวชนจะได้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ ผ่านการจัดแสดงและกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน รวมถึงได้สัมผัสภูมิปัญญาและวัฒนธรรมอีสาน