คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangเพชรบุรี · เปลี่ยน

คดีตึก สตง. ถล่ม ไปถึงไหนแล้ว? ล่าสุดฟ้องกี่ราย ก่อนฟังสดแถลงตรวจเงินไทยพีบีเอสวันนี้

ที่มา: The Thaiger

คดีตึก สตง. ถล่ม ไปถึงไหนแล้ว? ล่าสุดฟ้องกี่ราย ก่อนฟังสดแถลงตรวจเงินไทยพีบีเอสวันนี้

ย้อนความคืบหน้าคดีตึก สตง. ถล่ม หลังผ่านไปกว่า 1 ปี 6 เดือน ล่าสุดอัยการฟ้องผู้เกี่ยวข้อง 23 ราย ขณะที่คดีฮั้วประมูลและเจ้าหน้าที่รัฐยังอยู่ในกระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. พร้อมเปิดสถานะเงินเยียวยาและการเรียกค่าเสียหาย ก่อน สตง. แถลงผลตรวจสอบการใช้จ่ายเงินไทยพีบีเอส 14 ตุลาคมนี้

ล่าสุด วันที่ 13 ตุลาคม สตง. ได้ตอบคำถามประชาชนผ่านเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการ ยืนยันว่าอัยการยื่นฟ้องผู้เกี่ยวข้องทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลรวม 23 รายต่อศาลอาญาแล้ว ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ยังไม่มีข้อยุติว่าบุคคลใดต้องรับผิดจนกว่ากระบวนการยุติธรรมจะเสร็จสิ้น

ขณะที่การตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐและข้อสงสัยเรื่องการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างเป็นอีกส่วนหนึ่งของคดี ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับเรื่องไปไต่สวน โดยมีผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 70 คน รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของ สตง. 4 คน ตามข้อมูลที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยเมื่อเดือนมีนาคม 2569

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประเทศเมียนมา แรงสั่นสะเทือนส่งผลถึงกรุงเทพมหานคร ทำให้อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง บริเวณถนนกำแพงเพชร 2 เขตจตุจักร พังถล่มลงมาทั้งหลัง ขณะมีคนงานจำนวนมากปฏิบัติงานอยู่ภายใน

เจ้าหน้าที่ใช้เวลานานกว่าหนึ่งเดือนในการค้นหาและกู้ร่างผู้ประสบเหตุ ก่อนยุติภารกิจในเดือนพฤษภาคม 2568 โดยนายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ในฐานะโฆษก สตง. เปิดเผยข้อมูลเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ว่า มีผู้เสียชีวิต 93 ราย ผู้สูญหายอีก 3 ราย และผู้บาดเจ็บ 8 ราย

สำหรับความคืบหน้าคดีอาญา พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อส่งสำนวนจำนวน 51 ลัง รวมเอกสารกว่า 90,000 แผ่น ให้อัยการเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ต่อมาวันที่ 7 สิงหาคม 2568 อัยการยื่นฟ้องผู้ต้องหา 23 รายต่อศาลอาญา เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ 2201/2568

ผู้ถูกฟ้องประกอบด้วยบุคคลและบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกแบบอาคาร การควบคุมงาน และการก่อสร้าง เช่น บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ฟอ-รัม อาร์คิเทค จำกัด และบริษัทที่ปรึกษาควบคุมงาน

แฉ ตึก สตง. มี Sky Lounge หรู ชั้น 29 ถามยับ คุ้มภาษีไหม มีไว้ทำอะไร?

หนึ่งในจำเลยที่ได้รับความสนใจคือ นายเปรมชัย กรรณสูต ผู้บริหารบริษัทอิตาเลียนไทยฯ ซึ่งถูกฟ้องในฐานะผู้เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคาร โดยศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 เช่นเดียวกับนายเกรียงศักดิ์ กอวัฒนา หนึ่งในจำเลยคดีเดียวกัน

ข้อหาที่อัยการยื่นฟ้องเกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพออกแบบ ควบคุม และก่อสร้างอาคารโดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต รวมถึงข้อหาร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอมสำหรับจำเลยบางส่วน

ตามกำหนดการที่เปิดเผยเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ศาลอาญานัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 โดยฝ่ายโจทก์มีนัดสืบพยาน 62 นัด และฝ่ายจำเลยเตรียมพยานมากกว่า 180 ปาก อย่างไรก็ตาม จากคำชี้แจงล่าสุดของ สตง. เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา และยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

ส่วนผลการตรวจสอบทางวิศวกรรมที่รัฐบาลเปิดเผยเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 พบข้อบกพร่องสำคัญ 4 ประเด็น ได้แก่ การพังถล่มเริ่มจากโครงสร้างอาคารชั้น 1 ถึง 4 เนื่องจากผนังรับแรงเฉือนไม่สามารถต้านทานแรงสั่นสะเทือนได้ ผลทดสอบตัวอย่างคอนกรีตจากผนังรับแรงเฉือนมีค่าความแข็งแรงต่ำกว่าเกณฑ์ แบบก่อสร้างบางส่วนไม่เป็นไปตามกฎหมาย และระยะฝังเหล็กเสริมบริเวณจุดเชื่อมต่อโครงสร้างสั้นกว่าข้อกำหนด

ผลตรวจสอบเหล่านี้ถูกส่งให้หน่วยงานสอบสวนใช้ประกอบสำนวน เพื่อพิสูจน์ว่าความบกพร่องเกิดขึ้นในขั้นตอนใด และผู้เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบตามกฎหมายหรือไม่

สตง. ร่อนจดหมายชี้แจง หลังคว้าอันดับ 1 องค์กรอิสระโปร่งใสสูงสุด ปี 68

นอกจากคดีอาญาที่มีจำเลย 23 รายแล้ว DSI ยังสอบสวนความผิดตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กรณีบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมรับเหมาก่อสร้างอาคาร สตง. ว่าอาจใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ หรือที่เรียกว่าการใช้นอมินี เพื่อประกอบธุรกิจที่มีข้อจำกัดตามกฎหมาย

คดีนอมินีมีการส่งสำนวนให้อัยการและเข้าสู่กระบวนการศาลแล้ว โดย DSI เปิดเผยเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ว่ามีกำหนดเริ่มสืบพยานในเดือนกันยายนปีเดียวกัน

ขณะเดียวกัน DSI ได้ส่งข้อมูลการสอบสวนเรื่องการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐและข้อสงสัยการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐให้ ป.ป.ช. รับผิดชอบ โดยข้อมูลเมื่อเดือนมีนาคมระบุว่ามีผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 70 คน รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของ สตง. 4 คน ซึ่งยังต้องรอผลการไต่สวนเพื่อพิจารณาว่ามีมูลความผิดหรือไม่

อีกส่วนหนึ่งเป็นกรณีที่ภาคประชาชน นำโดยนายดำรง พุฒตาล และนางสาวนารากร ติยายน แจ้งความให้ตรวจสอบนายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และนายประจักษ์ บุญยัง อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ในประเด็นการปฏิบัติหน้าที่และความรับผิดเกี่ยวกับเหตุอาคารถล่ม โดยสำนวนอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช. ตามรายงานเดือนมีนาคม 2569

ส่วนการเยียวยาผู้ประสบเหตุ สตง. เปิดเผยเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ว่า ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงมหาดไทย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ บริษัทผู้รับเหมา และบริษัทประกันภัย เพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ โดยมีเงินช่วยเหลือและเยียวยาเบื้องต้นรวมกว่า 129 ล้านบาท

สำหรับโครงการก่อสร้างอาคารแห่งใหม่ สตง. ยืนยันว่าได้บอกเลิกสัญญาจ้างก่อสร้างและสัญญาควบคุมงานแล้ว พร้อมดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้รับจ้างและติดตามค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย

นอกจากนี้ สตง. ยังไม่มีแผนก่อสร้างอาคารใหม่ทดแทนในพื้นที่เดิม และอยู่ระหว่างการจัดการสัญญาเช่าที่ดินกับการรถไฟแห่งประเทศไทย หลังคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินคดีและติดตามค่าเสียหาย เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ

ล่าสุด สตง. ประกาศจัดแถลงข่าวเรื่องผลการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส ในวันพุธที่ 14 ตุลาคม 2569 เวลา 11.00 น. ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน พร้อมถ่ายทอดสดผ่าน TikTok บัญชี @pr_sao

การแถลงครั้งนี้เป็นเรื่องการตรวจสอบการใช้เงินของไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นคนละกระบวนการกับคดีอาคาร สตง. ถล่ม ขณะที่ประชาชนยังติดตามผลการไต่สวนคดีทุจริต ความรับผิดของผู้เกี่ยวข้อง และการเรียกคืนเงินค่าเสียหายจากโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่

ขณะเดียวกัน วันที่ 14 ตุลาคม 2569 มีความเคลื่อนไหวอีกประเด็นระหว่าง สตง. และไทยพีบีเอส หลังมีการเปิดเผยหนังสือที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินส่งถึงประธานกรรมการบริหารองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ลงวันที่ 27 มีนาคม 2569 เรื่อง “ขอความอนุเคราะห์ให้กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนในสังกัด” ภายหลังรายการตรงประเด็นของไทยพีบีเอสนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเหตุอาคาร สตง. ถล่ม

หนังสือระบุถึงรายการตรงประเด็นที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งนำเสนอประเด็นใกล้ครบรอบ 1 ปีเหตุอาคารถล่ม โดย สตง. เห็นว่าการตั้งคำถามของผู้สื่อข่าวอาจมีลักษณะชี้นำสังคม ทำให้ประชาชนเข้าใจข้อเท็จจริงไปในทางใดทางหนึ่ง แม้ยังไม่อาจสรุปได้ว่าการนำเสนอเกินกว่าข้อเท็จจริงหรือบิดเบือนจนสร้างความเสียหายแก่หน่วยงานหรือไม่

สตง. จึงขอให้ผู้บริหารไทยพีบีเอสกำชับและกำกับดูแลการทำงานของผู้สื่อข่าว รวมถึงการผลิตและเผยแพร่รายการ ให้ใช้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน รักษาความเป็นกลางตามจริยธรรมวิชาชีพ และหลีกเลี่ยงการนำเสนอข่าวที่อาจชี้นำประชาชน พร้อมแนบอินโฟกราฟิกชี้แจงความคืบหน้ากรณีอาคารสำนักงานแห่งใหม่ถล่มไปกับหนังสือ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้าวันเดียวกัน สตง. ได้เปิดเผยเอกสารยืนยันว่า การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของไทยพีบีเอสเริ่มต้นก่อนการส่งหนังสือเรื่องการนำเสนอข่าวตึกถล่ม โดยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2569 ครอบคลุมการจ้างผลิตรายการและการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรกับแขกรับเชิญ ส่วนหนังสือขอให้กำกับดูแลผู้สื่อข่าวลงวันที่ 27 มีนาคม 2569 จึงเป็นเอกสารที่ออกภายหลังการเริ่มตรวจสอบประมาณสองเดือน

@pr_sao สตง. ก้าวสู่ยุคดิจิทัล e-Audit การตรวจสอบทางอิเล็กทรอนิกส์ #สตงสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน#สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน#รัฐบาลดิจิทัล #DGA ♬ เสียงต้นฉบับ – สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน

- หลุดหนังสือ สตง. ถึงไทยพีบีเอส เบรกเสนอข่าว ตึก สตง. ถล่ม

- “ศุภมาส” โต้กระแสข่าวควบรวม อสมท.-ไทยพีบีเอส ดูแลใกล้ชิดแก้ปัญหาขาดทุน

- เมียนมาจำคุกผู้รับเหมา Sky Villa 5 ปี เทียบคดีตึก สตง.ไทย ยังไร้คำพิพากษาลงโทษ?

ความคิดเห็น