ชาวบราซิลแห่เดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบตัดสิน ระหว่างนายลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน กับ ฟลาวิโอ โบลโซนาโร ผู้ชนะการเลือกตั้งรอบแรก
ในวันอาทิตย์ที่ 25 ต.ค. 2569 ชาวบราซิลแห่เดินทางไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบสอง ซึ่งเป็นรอบตัดสินระหว่างนายลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีคนปัจจุบันวัย 80 ปี กับนายฟลาวิโอ โบลโซนาโร วุฒิสมาชิกฝ่ายขวา วัย 45 ปี ซึ่งมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับโดนัลด์ ทรัมป์
ฟลาวิโอ โบลโซนาโร เป็นบุตรชายของ ชาอีร์ โบลโซนาโร อดีตประธานาธิบดีฝ่ายขวาที่ถูกตัดสินจำคุกกว่า 20 ปี จากคดีพยายามก่อรัฐประหารหลังพ่ายเลือกตั้งเมื่อปี 2565 ซึ่งเขาประกาศกร้าวว่า จะปล่อยตัวพ่อของเขาเป็นอิสระให้ได้
ฟลาวิโอ ชนะในการเลือกตั้งรอบแรกเมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยกย่องว่าเป็น “ชัยชนะครั้งใหญ่” และในประวัติศาสตร์ของประเทศบราซิล ยังไม่เคยมีผู้สมัครที่แพ้ในรอบแรกสามารถพลิกกลับมาชนะในรอบสองได้
ด้านนายลูลา ดา ซิลวา บอกกับฝูงชนที่มารวมตัวกันบริเวณชายหาดโกปากาบานา ในริโอ เด จาเนโร เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า นี่คือ “การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” และอธิปไตยของชาติ และประชาชนจะต้องเลือกระหว่างผู้ที่เคารพธงชาติบราซิลกับคนที่ประจบธงชาติอเมริกา
“เราจะชนะการเลือกตั้งด้วยเหตุผลง่าย ๆ ข้อเดียว นั่นคือ จริงอยู่ที่ผู้คนต้องการความเปลี่ยนแปลง แต่พวกเขาต้องการเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่ถอยหลังเข้าคลอง” นายลูลากล่าว
ประธานาธิบดีบราซิลคนปัจจุบันกับพรรคแรงงานของเขา ระบุด้วยว่า การที่นายชาอีร์ โบลโซนาโร ถูกตัดสินว่ามีความผิดข้อหาวางแผนก่อรัฐประหาร คือหลักฐานว่าระบอบ “โบลโซนาริสโม” เป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยของบราซิล
ผู้สมัครทั้งสองคนยังมีจุดยืนแตกต่างกันอย่างมากในเรื่องความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ โดยฟลาวิโอวางนโยบายต่างประเทศแบบเอนเอียงเข้าหาทำเนียบขาวอย่างชัดเจน โดยเสนอการร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการปราบปรามอาชญากรรม รวมถึงชูนโยบายการค้าและการตั้งภาษีที่สอดรับกับแนวทางของทรัมป์
ส่วนลูลา ดา ซิลวา กับสหรัฐฯ แม้จะมีช่วงที่เจรจาการค้าหรือพบปะแบบทวิภาคี แต่ความสัมพันธ์โดยรวมเต็มไปด้วยความตึงเครียดจากอุดมการณ์ทางการเมืองที่อยู่คนละขั้ว เขายังเน้นย้ำเรื่องอธิปไตยของบราซิลมาโดยตลอด และเน้นย้ำว่า บราซิลไม่อยู่ในเขตอิทธิพลของใคร
เขายังเคยกล่าวหาว่าสหรัฐฯ หรือฝ่ายของทรัมป์ พยายามแทรกแซงการเลือกตั้งในบราซิล และมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในเรื่องนโยบายภาษีการค้าและการกำกับดูแลบริษัทเทคโนโลยี
ก่อนหน้านี้ บราซิลดำเนินนโยบายปฏิรูปภาษี เริ่มบังคับใช้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) รูปแบบใหม่ กำหนดให้ผู้ให้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศที่ไม่มีภูมิลำเนาทางภาษีในบราซิล เช่น ผู้ให้บริการ SaaS, คลาวด์, สตรีมมิง และแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ต้องจดทะเบียนและนำส่งภาษีสูงถึง 26.5% จากการขายบริการให้แก่ลูกค้าในบราซิล
เรื่องดังกล่าวส่งผลให้สหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยการตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้าส่งออกของบราซิลหลายรายการ เพื่อเป็นเครื่องมือบีบให้บราซิลลดความเข้มงวด แต่ประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวา ยืนยันในอธิปไตยทางเศรษฐกิจและประกาศว่าจะเดินหน้าจัดเก็บภาษีบริษัทเทคโนโลยีอเมริกันต่อไปเพื่อตอบโต้สงครามการค้า
ที่มา : bbc