คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangพัทยา · เปลี่ยน

‘เศรษฐกิจชีวภาพแสนล้าน’ เส้นทางอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยยุค ONE MIND

ที่มา: มติชน

ภายใต้นโยบาย ONE MIND ของ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ภาคอุตสาหกรรมไทยครั้งใหญ่

สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) หรือหนึ่งในหน่วยงานที่สร้างการเปลี่ยนแปลง สร้างประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย และเศรษฐกิจไทย

เพราะกำลังทรานส์ฟอร์มสู่ ‘เศรษฐกิจชีวภาพแสนล้าน’ ปูทางไทยสู่ฮับไบโอพลาสติกโลก

ในอดีตภาพจำของฤดูกาลเก็บเกี่ยวอ้อยในประเทศไทยมักจะมาพร้อมกับกลิ่นควันไฟและทะเลเพลิงในไร่อ้อย ท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยฝุ่นควันพิษ PM2.5 ที่คอยคุกคามสุขภาพของคนไทยหลายสิบล้านคน

แต่ปัจจุบัน เข็มทิศของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยกำลังถูกหมุนไปในทิศทางใหม่ที่ไม่เพียงแต่รักษาสิ่งแวดล้อม หากยังเป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลจากสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียง ‘วัสดุเหลือใช้ภาคการเกษตร’

ภายใต้นโยบาย ‘ONE MIND’ ของรัฐมนตรีวราวุธ สอน.ส่งผลให้ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในรอบ 6 เดือน (เมษายน-กันยายน 2569) ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินช่วยเหลือเกษตรกรจำนวน 477 ล้านบาท เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคเกษตรกรรม ครอบคลุมชาวไร่อ้อยกว่า 4,667 คู่สัญญา

เม็ดเงินจำนวนนี้ไม่เพียงแต่เป็น ‘เงินเยียวยา’ หรือ ‘เงินอุดหนุน’ ทั่วไป แต่ถูกออกแบบมาให้เป็น ‘แรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์’ (Economic Incentive) ที่เข้าไปสร้างแรงกระตุ้นและส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยหันมาตัดอ้อยสดสะอาดที่มีสิ่งปนเปื้อนไม่เกิน5% รวมถึงการส่งอ้อยสดเข้าสู่โรงงานน้ำตาลและโรงงานผลิตเอทานอล

สิ่งนี้สะท้อนความสำเร็จต่อเนื่องจากฤดูกาล 2568/2569 ที่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยสามารถดันสัดส่วนการตัดอ้อยสดสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 96.20% และลดการเผาอ้อยลงเหลือเพียง 3.80% ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการมุ่งสู่การเป็นน้ำตาลสีเขียว (Green Sugar)

ใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ได้สะท้อนมุมมองสำคัญว่า การยกระดับอุตสาหกรรมในยุค ONE MIND คือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการทำงานแบบต่างคนต่างทำ มาเป็นการบูรณาการร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว

เป้าหมายสูงสุดคือผลประโยชน์ของเกษตรกรฐานรากและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ แนวคิด ONE MIND จึงไม่ใช่แค่สโลแกนสวยหรู แต่คือการทำงานที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ ‘ต้นน้ำ’ จนถึง ‘ปลายน้ำ’

– ต้นน้ำ : ดูแลเกษตรกร พัฒนาพันธุ์อ้อย ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเก็บเกี่ยว ไม่เผาอ้อยและแปลงอ้อยทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว

– กลางน้ำ : ประสานโรงงานน้ำตาลในการบริหารจัดการวัตถุดิบคุณภาพสูง และแปรรูปผลพลอยได้ (By-products)

– ปลายน้ำ : เชื่อมโยงสู่อุตสาหกรรม New S-Curve เช่น พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) และพลังงานชีวมวล (Biomass Power)

เลขาฯใบน้อยระบุ การเชื่อมตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่านี้ ทำให้ระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่คำว่า ‘หวาน’ อีกต่อไป แต่กลายสภาพเป็น ‘วัตถุดิบชีวภาพ’ ที่มีความสำคัญระดับยุทธศาสตร์ชาติ

หนึ่งในผลงานที่เป็นไฮไลต์สำคัญที่สุดในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา คือการขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่ระบบ Bio-Economy หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ

ด้วยการผลักดันให้เกิดการเปิดดำเนินกิจการและเริ่มกระบวนการผลิตเชิงพาณิชย์ของโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพระดับโลก ณ นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์

“โครงการนี้เป็นการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ รวมมูลค่าสูงกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทยเป็นผู้เล่นสำคัญและเป็น ‘ฮับไบโอพลาสติกในระดับภูมิภาค’” เลขาฯใบน้อยระบุ

พร้อมให้ข้อมูลว่า การเปลี่ยนน้ำตาลและแป้งให้กลายเป็นพลาสติกที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ไม่เพียงแต่ช่วยลดขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single Used) ในระดับโลก แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับการขายน้ำตาลทรายแบบดั้งเดิม

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังกระจายความมั่งคั่งสู่พื้นที่ สร้างการจ้างงานทักษะสูงในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดใกล้เคียง ยกระดับรายได้ของแรงงานไทยให้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงแรงงานภาคการเกษตร ไปสู่การเป็น Technician และวิศวกรในอุตสาหกรรมชีวภาพระดับสูง

ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากเกษตรกรต้นน้ำไม่แข็งแรง ในมิติของการวิจัยและพัฒนา สอน.ได้เปิดตัวอ้อยสายพันธุ์ใหม่ ‘CSB15-144’ ซึ่งนับเป็นผลงานชิ้นเอกที่ถูกปรับปรุงพันธุ์มาเพื่อรับมือกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและโรคพืช โดยคุณสมบัติเด่นของอ้อยพันธุ์ CSB15-144 ได้แก่

1.ต้านทานโรคแส้ดำในระดับสูง ซึ่งเป็นโรคพืชร้ายแรงที่เคยสร้างความเสียหายให้แก่ชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ

2.ต้านทานโรคเหี่ยวเน่าแดง ช่วยลดการใช้สารเคมีและลดอัตราการสูญเสียผลผลิต

3.ให้ปริมาณผลผลิตและค่าความหวานสูง ซึ่งเพิ่มรายได้ต่อไร่ให้แก่เกษตรกรอย่างเห็นผล

นอกจากเรื่องสายพันธุ์แล้ว สอน.ยังได้รุกขยายผลในการเปลี่ยน ‘ใบอ้อย’ ซึ่งเคยเป็นสิ่งที่ถูกเผาทิ้ง ให้กลายเป็นรายได้ใหม่ ด้วยการประสานงานกับโรงไฟฟ้าชีวมวลเพื่อรับซื้อใบอ้อยเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า พร้อมทั้งส่งเสริมการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (Pellets) และเชื้อเพลิงอัดแท่งจากใบและยอดอ้อย

โมเดลนี้เปลี่ยนคำว่า ‘วัสดุเหลือใช้’ ให้กลายเป็น ‘เหมืองทองเขียว’ ที่สร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรนอกเหนือจากรายได้การขายอ้อยสด

สิ่งที่ สอน. ภายใต้นโยบาย ONE MIND กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือตัวอย่างของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจการเกษตรที่ประสบความสำเร็จ การบูรณาการระหว่างมิติสิ่งแวดล้อม (การลด PM2.5) มิติสังคม (การเพิ่มรายได้และคุณภาพชีวิตเกษตรกร) และมิติเศรษฐกิจ (การดึงดูดการลงทุนไบโอคอมเพล็กซ์สองหมื่นล้าน)

ผลงานข้างต้นนับเป็นตัวอย่างของการพัฒนาที่ยั่งยืน (ESG) อย่างแท้จริง

เป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีวราวุธ ที่ได้ย้ำวิสัยทัศน์ไว้อย่างชัดเจนว่า การดันอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไปสู่อุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระดับสากล

เวลานี้ ประเทศไทยกำลังพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า จากไร่อ้อยที่เคยเต็มไปด้วยควันไฟ กำลังจะกลายเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีชีวภาพที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

คือบทพิสูจน์ศักยภาพของคนไทยภายใต้หัวใจเดียวกัน… ONE MIND!

ความคิดเห็น