คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangพัทยา · เปลี่ยน

สหรัฐฯ-ญี่ปุ่นจับมือผลิตขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ เสริมศักยภาพเครื่องบินรบ F-35

ที่มา: ไทยรัฐ

รมว.กลาโหมญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ตั้งโรงงานผลิตขีปนาวุธพิสัยกลางในญี่ปุ่น หวังเพิ่มขีดความสามารถในการป้องปรามและรับมือสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค

สหรัฐฯ และญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงจัดตั้งโรงงานในญี่ปุ่น เพื่อร่วมกันผลิตขีปนาวุธอากาศสู่อากาศพิสัยกลางรุ่นทันสมัย ซึ่งเป็นอาวุธสำคัญสำหรับเครื่องบินขับไล่ F-35 โดยชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น เป็นผู้ประกาศความคืบหน้าดังกล่าวเมื่อค่ำวันพุธที่ 28 ตุลาคม ระหว่างการแถลงข่าวที่จังหวัดเซบู ประเทศฟิลิปปินส์

โคอิซูมิเปิดเผยเรื่องนี้หลังพบหารือกับพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ นอกรอบการประชุมประจำปีของรัฐมนตรีกลาโหมจากประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศคู่เจรจาสำคัญ ทั้งในเอเชียและโลกตะวันตก อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าว

โคอิซูมิระบุว่า ขีปนาวุธที่จะผลิตภายใต้ความร่วมมือที่ใช้ชื่อว่า "ปฏิบัติการซูเปอร์ชาร์จ" (Operation Supercharge) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเครื่องบินขับไล่ F-35 ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องบินรบที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าที่สุดในโลก และถูกนำมาใช้งานโดยกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นด้วย

รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวด้วยว่า ในการหารือกับเฮกเซธ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมเห็นพ้องที่จะเร่งเสริมขีดความสามารถในการป้องปรามและการตอบสนองของพันธมิตรสหรัฐฯ-ญี่ปุ่นให้รวดเร็วและเข้มข้นยิ่งกว่าที่ผ่านมา

ทั้งสองฝ่ายยังยืนยันความสำคัญของระเบียบระหว่างประเทศที่เสรีและเปิดกว้าง โดยยึดหลักนิติธรรม และไม่ยอมรับความพยายามเปลี่ยนแปลงสถานะเดิมด้วยกำลัง การบีบบังคับ หรือวิธีการอื่นใดเพียงฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตาม โคอิซูมิย้ำอย่างระมัดระวังว่า การหารือครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ

ด้านเฮกเซธกล่าวในการประชุมแยกกับรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนเมื่อวันพุธว่า แนวทางด้านความมั่นคงของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คือการดำเนินการอย่างหนักแน่น สุขุม และชัดเจน โดยมีเป้าหมายป้องปรามการบีบบังคับและการรุกราน ขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงการยกระดับความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น

เฮกเซธระบุด้วยว่า สหรัฐฯ ต้องการให้ทั้งพันธมิตร ประเทศหุ้นส่วน และฝ่ายที่อาจเป็นปรปักษ์เข้าใจจุดยืนของสหรัฐฯ อย่างชัดเจน รวมถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและพันธมิตรในภูมิภาค

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะเสริมสร้างการป้องปรามต่อการกระทำของจีนในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทและเส้นทางการค้าสำคัญของโลก โดยจีนอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ส่วนใหญ่ของทะเลดังกล่าว ขณะที่ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย และบรูไน ซึ่งเป็นสมาชิกอาเซียน รวมถึงไต้หวัน ต่างมีข้ออ้างสิทธิ์ทับซ้อนกัน

ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นระยะ โดยเฉพาะการเผชิญหน้าระหว่างเรือหน่วยยามฝั่งและเรือกองทัพเรือของจีนกับฟิลิปปินส์ในพื้นที่พิพาท ขณะที่สหรัฐฯ เตือนว่า มีพันธกรณีต้องปกป้องฟิลิปปินส์ หากกำลังพล เรือ หรืออากาศยานของฟิลิปปินส์ถูกโจมตีด้วยอาวุธ รวมถึงในทะเลจีนใต้

นอกจากนั้น จีนและญี่ปุ่นยังมีข้อพิพาทเรื่องหมู่เกาะขนาดเล็กในทะเลจีนตะวันออก ซึ่งญี่ปุ่นเป็นผู้ควบคุม โดยทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าละเมิดอธิปไตยทางทะเลของตน

การบรรลุข้อตกลงร่วมผลิตขีปนาวุธครั้งนี้จึงเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นในการกระชับความร่วมมือด้านกลาโหม และเพิ่มขีดความสามารถในการป้องปรามภัยคุกคามในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก.

ที่มา : channelnewsasia

ความคิดเห็น