คดีฮั้วสว.วุ่น!! กกต.จ่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตีความอำนาจศาลฎีกา สกัดตรวจคุณสมบัติสว.
วันที่ 3 พฤศจิกายน รายงานข่าวจากกกต.แจ้งว่า คณะกรรมการกกต. มีการประชุมเพื่อพิจารณาคืบหน้ากรณีการส่งคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อพิจารณาคดีฮั้วสว. ที่ก่อนหน้านี้ กกต.มีมติส่งศาลฎีกาดำเนินคดีอาญา ผู้ที่เกี่ยวข้อง 77 คน โดยเป็นสว.ชุดปัจจุบัน 26 คน
โดยที่ประชุมกกต.มีมติ 5 ต่อ 2 ให้เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อขอให้วินิจฉัยใน 2 ประเด็น ประกอบด้วย
1.เมื่อผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ ได้มีคำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ว. ว่ามีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามแล้ว คำสั่งดังกล่าวถือเป็นที่สุด ไม่อาจถูกตรวจสอบได้อีก เว้นแต่กรณีที่อยู่ในอำนาจวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะตามมาตรา 63 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2561
2.กรณีที่ กกต. ได้มีคำวินิจฉัยยกคำร้อง (ตามมาตรา60 วรรคสอง และมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2561) ให้ถือว่าคำวินิจฉัยของ กกต. นั้นเป็นที่สุด ไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ตรวจสอบหรือทบทวนคำวินิจฉัยซ้ำได้อีก
ทั้งนี้ต้นเหตุและข้อเท็จจริงของปัญหาปรากฏว่ามีผู้สมัคร/ผู้มีสิทธิเลือก ส.ว. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา คดี เพื่อขอให้ศาลฎีกาตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร/ผู้มีสิทธิเลือกรวม 5 ราย ประกอบด้วย นายบัลลังค์ ศรีมงคล นางวรรษมนต์ คุณแสน นางแดง กองมา นายสมพาน พละศักดิ์, นางทองเสียน วงษ์ประจันทร์
และขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.ศาลฎีการับคำร้องทั้ง 3 คดีไว้พิจารณา และมีคำสั่งให้ทำคำคัดค้าน/กำหนดนัดตรวจพยานหลักฐาน
กกต.มองว่าการที่ศาลฎีกาเปิดรับคำร้องในลักษณะนี้ เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ก้าวล่วงมาตรวจสอบคุณสมบัติและทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. ที่เป็นที่สุดไปแล้ว จึงเกิดปัญหาเกี่ยวกับขอบเขตหน้าที่และอำนาจระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญขึ้น
พร้อมยกเหตุผล อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 ระบุว่า กกต. เป็นองค์กรอิสระที่มีหน้าที่และอำนาจโดยตรงในการบริหารจัดการ การควบคุมดูแลการเลือก ส.ว. ให้สุจริตและเที่ยงธรรม รวมถึงมีอำนาจสืบสวน ไต่สวน และประกาศผล
พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ. 2561 กำหนดให้ศาลฎีกามีอำนาจเฉพาะกรณีผู้สมัครถูกผู้อำนวยการเลือกสั่งไม่รับสมัคร หรือถูกลบชื่อ (เพื่อยื่นขอเพิ่มชื่อตามมาตรา 22 และ 23) กรณีการเลือกในระดับต่างๆ เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา44
กรณีที่ กกต. เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเอง เพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง/สิทธิเลือกตั้ง ตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา62 ไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจประชาชน หรือผู้สมัครยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับสมัครไปแล้ว หรือขอให้ศาลฎีกาทบทวนคำวินิจฉัยยกคำร้องของ กกต.
ทั้งนี้อ้างอิงแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เช่น คำวินิจฉัยที่ 52/2546 และ 14/2566 ที่วางหลักว่า การใช้อำนาจของ กกต. ในการไต่สวนและมีคำวินิจฉัยถือเป็นที่สุด หากไม่มีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ (เช่น กรณี กกต. วินิจฉัยยกคำร้อง) ย่อมเป็นที่สุด ไม่อาจถูกโต้แย้ง ทบทวน หรือถูกตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการได้อีก