ทีดีอาร์ไอ ผวาสังคมสูงวัย ฉุดบำนาญหมดปี95 จี้ขึ้นเงินสมทบเป็น 12%
นายอรรถกฤต เล็กศิวิไล นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)กล่าวในงานสัมมนาสาธารณะประจำปี 2569 TDRI Annual Public Conference 2026 “ความ (ไม่) มั่นคงของคนไทย ในโลกที่ไม่แน่นอนในหัวข้อ “สังคมสูงวัย กับความท้าทายของระบบสวัสดิการผู้สูงอายุ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22ต.ค.2569ที่ผ่านมาว่าในปี 2593 ไทยจะมีผู้สูงอายุมากกว่า 1 ใน 3 ของประชากร
ขณะที่ผู้สูงอายุติดบ้านและติดเตียงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ภาระการดูแลส่วนใหญ่ตกอยู่กับผู้หญิงในครอบครัว ทั้งภรรยาและลูกสาว แม้ปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สปสช. 10,442 บาทต่อคนต่อปี เพื่อให้ดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงรายบุคคล แต่การเข้าถึงบริการยังมีสัดส่วนต่ำ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งมีผู้เข้าถึงบริการผ่านงบนี้เพียง 5,000 รายเท่านั้น
ดังนั้นรัฐบาลควรปรับปรุงระบบคัดกรองและลงทะเบียนผู้สูงอายุให้สะดวกขึ้น พัฒนาบริการดูแลให้เหมาะกับคนเมือง และยกระดับมาตรฐานผู้ดูแล หลังพบว่าผู้ดูแลตามบ้านถึง 80% ไม่เคยผ่านการฝึกอบรม
นายชาคร เลิศนิทัศน์ นักวิจัยอาวุโสทีดีอาร์ไอ ระบุว่า หากไม่เร่งปฏิรูปกองทุนบำนาญประกันสังคม กองทุนอาจเริ่มติดลบในปี 2580 และเงินหมดในช่วงปี 2595-2601 จากจำนวนผู้จ่ายเงินสมทบลดลง ขณะที่ผู้รับบำนาญเพิ่มขึ้นและมีอายุยืนยาวขึ้น
ดังนั้นรัฐบาลจะต้องเร่ง 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ ทยอยเพิ่มเงินสมทบส่วนบำนาญจาก 6% เป็น 12% เพิ่มผลตอบแทนการลงทุนเฉลี่ยจาก 2-3% เป็น 5-6% และขยายอายุเริ่มรับบำนาญจาก 55 ปี เป็น 60 ปี โดยมีข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่ไม่สามารถทำงานต่อได้
นอกจากนี้ เสนอให้นำระบบบัญชีรายบุคคลมาใช้ในระยะยาว พร้อมกำหนดบำนาญขั้นต่ำ และปรับปรุงธรรมาภิบาล เปิดเผยข้อมูลการลงทุนและงบประมาณ ตลอดจนแยกกองทุนบำนาญออกจากระบบราชการ เพื่อให้ผู้บริหารมืออาชีพเข้ามาบริหารเงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ