คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangปทุมธานี · เปลี่ยน

หมอเจด เผยมะเร็งลำไส้ไม่ได้มีแค่อาการถ่ายผิดปกติ เช็ก 6 สัญญาณที่หลายคนพลาด

ที่มา: ข่าวสด

หมอเจด เผยมะเร็งลำไส้ไม่ได้มีแค่อาการถ่ายผิดปกติ เช็ก 6 สัญญาณที่หลายคนพลาด ถ่ายทุกวัน ถ่ายตรงเวลา อุจจาระไม่ได้มีเลือดปน บางครั้งอาจมีอะไรที่มากกว่านั้น

นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ หรือหมอเจด รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ในเพจ หมอเจด ว่ามะเร็งลำไส้ไม่ได้มีแค่อาการถ่ายผิดปกติ! เช็กสัญญาณที่หลายคนพลาด! ถ่ายทุกวัน ถ่ายตรงเวลา อุจจาระก็ไม่ได้มีเลือดปน แบบนี้แปลว่าลำไส้แข็งแรงดี ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้วใช่ไหมครับ?

จริงๆ แล้วผมอยากให้ระวังความเข้าใจนี้นิดหนึ่ง เพราะมะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่ได้เริ่มจากท้องผูก ท้องเสีย หรือถ่ายเป็นเลือดเสมอไป บางคนกลับเริ่มจากเหนื่อยง่าย หน้ามืด ตรวจเลือดแล้วพบว่าซีด หรือน้ำหนักลดลงทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ ที่สำคัญบางคนเป็นมะเร็งลำไส้ระยะแรกโดยไม่มีอาการอะไรเลยด้วยซ้ำ

วันนี้ผมเลยอยากชวนสังเกต 6 สัญญาณที่หลายคนอาจไม่เคยนึกว่าเกี่ยวข้องกับลำไส้ครับ

1.เหนื่อยง่าย หน้ามืด ทั้งที่ไม่ได้ทำงานหนัก เคยไหมครับ เมื่อก่อนเดินขึ้นบันไดสบายๆ แต่ช่วงนี้ขึ้นไม่กี่ขั้นก็เหนื่อยแล้ว บางคนใจสั่น เวียนหัว หรือลุกขึ้นยืนแล้วรู้สึกหน้ามืด

จริงๆ แล้วมะเร็งลำไส้บางตำแหน่ง อาจทำให้เลือดออกทีละน้อยเป็นเวลานาน เลือดที่ออกอาจน้อยจนมองไม่เห็นในอุจจาระ แต่สะสมจนเกิดภาวะโลหิตจางได้ครับ โดยเฉพาะถ้าเหนื่อยง่ายขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่กิจกรรมไม่ได้เปลี่ยน ควรตรวจหาสาเหตุครับ

2.ตรวจเลือดแล้วพบว่าซีด แต่ไม่รู้ว่าเสียเลือดจากไหน ข้อนี้ผมอยากให้จำไว้เลยครับ บางคนไปตรวจสุขภาพตามปกติ แล้วพบว่า Hemoglobin หรือ Hb ต่ำ ตรวจต่อก็พบว่าธาตุเหล็กในร่างกายลดลง ทั้งที่ไม่ได้มีเลือดออกให้เห็นชัด ๆ หลายคนคิดว่าคงกินอาหารไม่ดีพอ

แต่รู้ไหมว่า ลำไส้อาจมีเลือดออกเรื้อรังแบบที่เรามองไม่เห็นได้ โดยเฉพาะผู้ชายและผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน หากพบภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรตรวจหาจุดที่เสียเลือด รวมถึงในทางเดินอาหารครับ

3.น้ำหนักลดเอง ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจลดเลย บางคนไม่ได้ทำ IF ไม่ได้ลดข้าว ไม่ได้ออกกำลังกายเพิ่ม แต่พอชั่งน้ำหนักอีกที อ้าว! น้ำหนักหายไปหลายกิโลกรัม เสื้อผ้าที่เคยพอดีก็เริ่มหลวม บางคนเบื่ออาหารร่วมด้วย อาการน้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจเกิดได้จากหลายโรคครับ

แต่ถ้าน้ำหนักลดต่อเนื่องโดยหาสาเหตุไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการอื่นร่วมด้วย ไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องดีเพียงเพราะตัวเลขบนเครื่องชั่งลดลง

4.ปวดท้อง แน่นท้องบ่อย จนคิดว่าเป็นโรคกระเพาะ บางคนปวดท้องเป็นๆ หายๆ กินยาลดกรดแล้วเหมือนจะดีขึ้น แต่ผ่านไปไม่นานก็กลับมาปวดอีก จริงๆ แล้วอาการปวดท้องไม่ได้มาจากกระเพาะเสมอไปครับ ความผิดปกติในลำไส้ใหญ่บางอย่าง รวมถึงก้อนมะเร็ง อาจทำให้ปวดหรือแน่นท้องได้

แต่ไม่ได้หมายความว่าปวดท้องทุกครั้งจะเป็นมะเร็งนะครับ สิ่งที่ต้องสังเกตคือ อาการเป็นต่อเนื่อง แย่ลง หรือเปลี่ยนไปจากที่เคยเป็น โดยเฉพาะถ้ามีน้ำหนักลดหรือซีดร่วมด้วย

5.ท้องป่อง แน่นมาก คลื่นไส้ จนเริ่มกินอะไรไม่ลง บางคนไม่ได้กินเยอะ แต่กลับรู้สึกท้องแน่นผิดปกติ จากที่เคยกินข้าวได้เต็มจาน เดี๋ยวนี้กินนิดเดียวก็ไม่สบายท้อง หากมีก้อนในลำไส้ที่ทำให้ทางเดินอุจจาระแคบลง อาจเกิดอาการท้องอืด ปวดท้อง หรือคลื่นไส้ได้ครับ และถ้ารุนแรงจนลำไส้อุดตัน อาจมีอาการปวดท้องมาก ท้องโป่ง อาเจียน รวมถึงไม่ถ่ายและไม่ผายลม แบบนี้ต้องไปโรงพยาบาลฉุกเฉินครับ ไม่ควรซื้อยาระบายกินแก้เอง

6.ถ่ายปกติทุกวัน แต่ตรวจเจอเลือดแฝงในอุจจาระ! ข้อนี้แหละครับที่หลายคนคาดไม่ถึง บางคนขับถ่ายเป็นเวลาทุกเช้า อุจจาระก็ดูปกติ ไม่มีเลือดแดงๆ ให้เห็น แต่พอไปตรวจ FIT หรือการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ กลับพบผลเป็นบวก! เพราะเลือดบางส่วนมีปริมาณน้อยมาก จนตาเปล่ามองไม่เห็นครับ

ผล FIT เป็นบวกไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งทันที อาจเกิดจากติ่งเนื้อหรือสาเหตุอื่นได้ แต่ควรได้รับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพื่อตรวจหาสาเหตุ ไม่ใช่คิดว่าถ่ายปกติแล้วคงไม่มีอะไรครับ

ไม่อยากเสี่ยงมะเร็งลำไส้ ป้องกันได้ตั้งแต่วันนี้! จริงๆ แล้วมีหลายเรื่องที่เราเริ่มปรับได้ครับ

• เพิ่มใยอาหารให้มากขึ้น เลือกผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชไม่ขัดสี ช่วยดูแลการขับถ่ายและสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ที่ลดลง

• ลดเนื้อแปรรูปและเนื้อแดงที่มากเกินไป โดยเฉพาะไส้กรอก เบคอน แฮม และหมูยอ ลองสลับเป็นปลา ไก่ หรือโปรตีนจากถั่วบ้าง

• ดูแลจุลินทรีย์ดีในลำไส้ ลองเพิ่มโยเกิร์ตรสธรรมชาติที่มีโพรไบโอติก หรืออาหารหมักที่มีจุลินทรีย์มีชีวิตตามความเหมาะสม

• ขยับร่างกายและดูแลรอบเอว เดินเร็ว ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรักษาน้ำหนักให้เหมาะสม เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งลำไส้

• ลดแอลกอฮอล์และเลิกบุหรี่ เพราะทั้งสองอย่างเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งหลายชนิด รวมถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่

• ตรวจคัดกรองแม้ยังไม่มีอาการ หลายแนวทางแนะนำให้คนทั่วไปเริ่มที่อายุ 45 ปี ส่วนคนที่มีประวัติครอบครัวหรือความเสี่ยงสูง อาจต้องตรวจเร็วกว่านั้น โดยแนวทางคัดกรองในไทยอาจต่างกันตามสิทธิและสถานพยาบาล

เพราะการดูแลอาหารและพฤติกรรมช่วยลดความเสี่ยง ส่วนการคัดกรองยังช่วยค้นหาติ่งเนื้อก่อนพัฒนาเป็นมะเร็งได้ครับ

สุดท้ายผมอยากให้จำไว้เรื่องหนึ่งครับ ถ่ายปกติทุกวัน ไม่ได้แปลว่าลำไส้ไม่มีมะเร็งเสมอไป บางคนเริ่มจากเหนื่อยง่าย บางคนตรวจเลือดแล้วพบว่าซีด บางคนน้ำหนักลดโดยไม่รู้สาเหตุ และบางคนไม่มีอาการอะไรเลย จึงไม่อยากให้เราใช้แค่การขับถ่าย เป็นเครื่องยืนยันว่าลำไส้แข็งแรงดี ถ้ามีอาการผิดปกติเรื้อรัง ให้ตรวจหาสาเหตุ และถ้าถึงวัยคัดกรอง ก็ไม่ต้องรอให้มีอาการก่อนครับ

เพราะมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นหนึ่งในมะเร็งที่การตรวจคัดกรองสามารถช่วยป้องกันได้ ด้วยการค้นหาและตัดติ่งเนื้อที่มีโอกาสกลายเป็นมะเร็งออกตั้งแต่เนิ่นๆ ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ

พัฒนาการของเหตุการณ์: 2 รายงาน

ความคิดเห็น