‘กรณ์’ ชวน คนไทย-รัฐบาล ดูแลเศรษฐกิจ-ประเมินความเสี่ยงที่อาจจะแอบแฝงอยู่ หลังประชุม IMF หวั่นเหมือน 35 ปีที่แล้ว ที่ประสบ ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’ เตรียม รวบรวมข้อเสนอแนะ ทำนโยบาย ปชป.แก้เศรษฐกิจให้ ปชช.
เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวาณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings) ปี 2569 ว่า ขอชื่นชมทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง การจัดงานต้อนรับแขก 1 หมื่นกว่าคน ที่เดินทางมาจากทั่วโลกเพื่อมาร่วมประชุม ประเทศไทยเราถือว่าเป็นประเทศที่น่าจะมีความเชี่ยวชาญมากที่สุด ในการที่จะจัดงานลักษณะนี้ เที่ยวนี้ก็ไม่ได้สร้างความผิดหวัง จากที่ได้พบปะคนในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ล้วนชื่นชมการดูแล การบริหารจัดการ มาตรฐานของศูนย์ประชุมและที่พักรวมทั้งอาหาร ที่เขาประสบมาตลอดหลายวัน ขอแสดงความยินดีกับรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ การคลังในฐานะเจ้าภาพ
นายกรณ์กล่าวต่อว่า นอกเหนือจากความสามารถในการจัดงานแล้ว ตนคิดว่าเรื่องที่อาจจะมีความสำคัญกว่าโดยเฉพาะกับคนไทยในอนาคตก็คือ การมีบทเรียนจากที่เราได้รับรู้รับฟังจากการประชุมเพื่อที่จะนำมาประยุกต์ใช้ และปรับแนวทางการบริหารประเทศและเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในส่วนของเวิลด์แบงก์ และไอเอ็มเอฟ มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะหลายข้อที่ตนคิดว่าเป็นประโยชน์ ต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยในส่วนของเวิลด์แบงก์ ได้เปรียบเทียบว่า ที่เราเป็นเจ้าภาพครั้งนี้เมื่อเทียบกับครั้งก่อนเมื่อปี 2534 เมื่อ 35 ปีมาแล้ว ประเทศไทยเปลี่ยนไปมาก เมื่อปี 2534 ถือว่าเราเป็นประเทศเกิดใหม่ทางเศรษฐกิจ ณ ปีนั้นอัตราการเติบโตประมาณ 8% ถือว่าสูงมาก และก่อนหน้าหน้านั้น 2-3 ปี เศรษกิจโตประมาณ 10% มาโดยตลอด ขณะอัตราการเจริญเติบโตของประเทศไทยณปัจจุบันอยู่ที่ 2% นิดๆ สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศค่อนข้างมาก
นายกรณ์กล่าวต่อว่า ความจริงในปี 2534 วันที่เราจัดงานประชุมเรามีความรู้สึกว่า เป็นประเทศที่มีโอกาสการเจริญเติบโตและศักยภาพทางเศรษฐกิจ ที่สูงที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ ใต้อัตราการเติบโตเติบที่สูงก็มีความเสี่ยงที่แอบแฝงอยู่หลายข้อที่เรามองข้ามไป ณ เวลานั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดุลบัญชีเดินสะพัด เริ่มขัดดุลมากขึ้นเรื่อยๆ อัตราแลกเปลี่ยนที่ ณ วันนั้นผูกติดอยู่กับดอลล่าร์ ทำให้คนที่มีศักยภาพจะกู้เงินได้ ไปกู้เงินดอลล่าร์มากเกินไป สุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้น ภายในเพียง 6 ปี จากที่เราได้เป็นเจ้าภาพครั้งที่แล้วคือ วิกฤตต้มยำกุ้ง
“เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจึงขอเชิญชวนให้คนไทยและรัฐบาลที่มีหน้าที่ดูแลเศรษฐกิจ มาประเมินความเสี่ยงที่อาจจะแอบแฝงอยู่ ณ วันนี้ ว่ามีประเด็นความเสี่ยงอะไร ที่แอบแฝงอยู่ในระบบเศรษฐกิจของไทยที่อาจจะทำให้เรามีปัญหาในอนาคต หวังและเชื่อว่าไม่น่าจะเหมือนวิกฤตต้มยำกุ้ง อาจจะเป็นวิกฤตอีกรูปแบบหนึ่งที่ทำให้พี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าครองชีพที่สูง รายได้ที่ไม่โต คุณภาพชีวิตที่ไม่ดีขึ้น ฉนั่นวันนี้เราต้องใช้โอกาสการประชุมเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้” นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า เวิลด์แบงก์ และไอเอ็มเอฟ เขามีข้อเสนอแนะมากมายว่า เราจะต้องปรับตัวให้เข้าสู่ยุค AI จะต้องหาวิธีที่จะอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ การที่เราจะมีน้ำท่วมบ่อยขึ้นแรงขึ้น เกิดขึ้นแต่ละครั้งก็ทำให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนคนไทยต้องถอยหลังไป หลายๆคนไม่สามารถที่จะลุกขึ้นกลับมาที่เดิมได้ เพราะฉะนั้นเราจะปรับตัวสู่ความเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้อย่างไร และปรับตัวสู่โครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับ 35 ปีที่แล้วอย่างไร การที่เราก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างเต็มที่ การที่ความสัมพันธ์ด้านการค้าในหลายประเทศเปลี่ยนไป เราอาจจะพึ่งพาการค้ากับสหรัฐฯ กับจีนมากเกินไป เราควรที่จะหันมาพึ่งพาประเทศเพื่อนบ้าน ในกลุ่มอาเซียนของเรามากขึ้นหรือไม่ ในการทำการค้า
“เรื่องราวเหล่านี้ ล้วนเป็นเรื่องสำคัญที่จะมีผลต่อการกำหนดคุณภาพชีวิตทางเศรษฐกิจของพี่น้องคนไทยทุกคน เพราะฉะนั้นพรรคประชาธิปัตย์ เราก็ได้รับฟัง นำข้อเสนอแนะและข้อสังเกต ทุกข้อจากการประชุมที่เกิดขึ้น มาปรับในส่วนของการ กำหนดนโยบาย ที่จะมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชน และมาช่วยกันพัฒนาประเทศต่อไป“นายกรณ์ กล่าว
ด้าน นางการดี เลียวไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจากสิ่งที่เคยวิจัยพบว่าสิ่งที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย ประเทศไทยต้องลงทุนด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม เช่น จากเดิมที่เน้นการส่งออกสินค้าเกษตร อาหารที่เน้นน้ำหนัก ปัจจุบันต้องเปลี่ยนเป็นอาหารที่มีสารอาหารมูลค่าสูง ขณะที่การพัฒนา AI รัฐบาลต้องมีทิศทางและตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยเสนอไว้ รวมไปถึงการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด การท่องเที่ยวต้องเน้นเรื่องสุขภาพ
“การวัดความสำเร็จไม่ใช่อยู่ที่การนับจำนวนครั้ง แต่ต้องอยู่ที่รายได้ของคนในพื้นที่ ขณะที่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ผ่านมาคนที่ประสบความสำเร็จเพราะทำด้วยตัวเอง ไม่ใช่รัฐบาลสนับสนุน ดังนั้นหากรัฐบาลจะเปลี่ยนผ่านอุตสหากรรมต้องทำให้จริงจัง วางแผนในอนาคตให้เห็นชัดเจน” นางการดีกล่าว