คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangปากช่อง · เปลี่ยน

ยุทธการ 18 หัวเมือง : หลั่งเลือด สาบาน น้ำหนึ่ง ใจเดียว เอกภาพ ไม่ ตระบัด ‘วาจา’

ที่มา: มติชน

ต้องจับตาบทบาทของอ้วนเสี้ยวกับโจโฉในห้วงแห่งหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง การทหารอย่างเป็นพิเศษ

เริ่มจากสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน)

ครั้นถึงวันฤกษ์ดีจึงเชิญให้อ้วนเสี้ยวขึ้นนั่งที่สมควร แล้วโจโฉกับ 17 หัวเมืองก็เอากระบี่แลตราสำหรับนายทัพใหญ่มอบให้อ้วนเสี้ยว แล้วโจโฉกับ 17 หัวเมืองจึงจุดธูปเทียนขึ้นทำสักการบูชาเทพารักษ์

แล้วถือน้ำพิพัฒน์สัจจาว่า “จะสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินสืบไป”

โจโฉจึงรินสุราคำนับให้หัวเมืองทั้งปวงกินแล้วว่า “เราจะทำสงครามใหญ่ครั้งนี้อย่าได้คิดแก่งแย่งกันให้เสียราชการ จงมีใจประนอมกันการทั้งปวงจึงจะสำเร็จ”

อ้วนเสี้ยวจึงว่า “สติปัญญาเราก็เป็นประมาณ ซึ่งท่านทั้งปวงปรึกษาให้เราเป็นนายทัพใหญ่ถืออาชญาสิทธิ์เราก็จะทำไปตามสติปัญญา อันอย่างธรรมเนียมกฎพิชัยสงครามนั้นถ้าผู้ใดมีความชอบก็จะปูนบำเหน็จตามสมควร

ถ้าผู้ใดผิดเราจะให้ลงโทษโดยพระอัยการศึก ท่านทั้งปวงอย่าได้น้อยใจเรา”

โจโฉกับ 17 หัวเมืองก็รับว่า “ข้าพเจ้าจะทำตาม”

สํานวน วรรณไว พัธโนทัย ระบุว่า อ้วนเสี้ยวแต่งเครื่องเข้าพิธี คาดกระบี่เดินขึ้นนั่งอย่างน่าเกรงขาม

แล้วจุดเครื่องหอมเซ่นไหว้และตั้งสัตยาธิษฐาน ดังนี้

“ด้วยแผ่นดินหั้นเป็นกลียุค พระราชอำนาจเสื่อมโทรมลง อ้ายตั๋งโต๊ะขุนนางโจรถือโอกาสที่บ้านเมืองระส่ำระสายก่อภัยพิบัติอย่างมหันต์แก่แผ่นดิน กดขี่ข่มเหงอาณาประชาราษฎร์เดือดร้อนถ้วนหน้า

ข้าพเจ้าอ้วนเสี้ยวกับหมู่คณะมีความวิตกกังวลในความสถาพรแห่งพระบรมเดชานุภาพ จึงได้รวบรวมทหารผู้มีน้ำใจซื่อสัตย์จงรักภักดีเข้ากู้แผ่นดิน

บรรดาผู้ร่วมคิดในกองทัพทั้งหมดขอตั้งสัตย์ปฏิญาณว่า จะร่วมแรงร่วมใจเป็น น้ำหนึ่งใจเดียวกันตลอดไป ไม่มีสองใจทรยศหักหลังต่อกันเป็นอันขาด แม้นผู้ใดละเมิดคำสาบานนี้แล้วก็ขอให้มีอันเป็นล้มหายตายจากไป

ขอให้พระผู้เป็นใหญ่ในฟากฟ้าและแม่พระธรณีตลอดจนดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ จงเป็นทิพยพยานด้วยเทอญ”

เมื่อกล่าวคำสาบานแล้วทุกคนร่วมกันจิบเลือด

จิตใจของบรรดาเจ้าเมืองใหญ่น้อย ฮึกเหิม เต็มตื้นในหัวอก น้ำตาไหลอาบหน้าไปตามๆ กัน

แล้วอ้วนเสี้ยวลงจากแท่นพิธี หัวเมืองทั้งปวงเชิญอ้วนเสี้ยวขึ้นนั่งบนที่สูงในกระโจม แม่ทัพนายกองนั่งเรียงรายกันลงมาเป็น 2 แถว ตามยศถาบรรดาศักดิ์และลำดับอาวุโส

แล้วมีการเลี้ยงรื่นเริงกัน

ขณะนั้นโจโฉถือจอกสุราขึ้นกระทำคำนับเจ้าเมืองทั้งปวง พลางว่า “บัดนี้เรามีแม่ทัพใหญ่แล้ว ทุกคนต้องปฏิบัติตามคำสั่งของท่านแม่ทัพใหญ่ ช่วยกันกู้บ้านกู้เมืองโดยมิต้องแหนงใจว่าใครมีกำลังมากกว่าน้อยกว่าเป็นอันขาด”

อ้วนเสี้ยวจึงว่า “ข้าพเจ้าอ้วนเสี้ยวแม้ว่าจะมีสติปัญญาความสามารถพอประมาณ แต่เมื่อท่านทั้งหลายไว้วางใจยกให้เป็นแม่ทัพใหญ่

ข้าพเจ้าจะพยายามทำหน้าที่อย่างสุดกำลังความสามารถ ท่านผู้ใดมีความชอบก็จะปูนบำเหน็จ ผู้ใดมีความผิดก็จะต้องลงโทษ บ้านเมือง กองทัพ ต้องมีระเบียบ วินัย ทุกคนจะต้องปฏิบัติตามกฎพระอัยการศึกอย่างเคร่งครัดอย่าได้ละเมิดเป็นอันขาด”

หัวเมืองทั้งปวงร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า “เราจะปฏิบัติตามคำสั่งทุกประการ”

ดําเนินไปเช่นเดียวกับสำนวนแปล แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ที่ว่า หยวนเส้าพกพากระบี่เดินขึ้นบนแท่นอย่างองอาจ

จุดธูปเทียนสักการบูชาแล้วประกาศว่า

“ราชวงศ์ฮั่นประสบเคราะห์ ความต่อเนื่องของราชวงศ์ถูกทำลาย โจรชั่วต่งจั๋วฉวยโอกาสทำร้ายพวกเรา ข่มขู่ราชสำนัก ทำชั่วต่อประชาชน เราเกรงว่าแผ่นดินจะตกในวิกฤตใหญ่หลวง จึงรวมทหารช่วยชาติร่วมเป็นพันธมิตรกัน ร่วมแรงร่วมใจ จงรักภักดีไม่มีใจเป็นสอง

ผู้ใดผิดต่อคำสาบานนี้ขอให้ชีวาวายวอดหมดสิ้นผู้สืบสกุล ขอเทพบนฟ้า เทวีบนผืนดิน บรรพชนที่ยิ่งใหญ่จงเป็นสักขีพยาน”

เมื่อประกาศเสร็จก็กรีดเลือดสาบาน ทหารทั้งหลายต่างน้ำตานองหน้า

เสร็จพิธีหยวนเส้าลงจากแท่น พรรคพวกช่วยพยุงเข้ากระโจมผู้บัญชาการ เบื้องหน้านั่งเป็น 2 แถวเรียงตามตำแหน่งอายุ

เฉาเชาคารวะสุรากล่าวว่า “บัดนี้ เรามีผู้นำทัพแล้ว ทุกคนฟังการจัดกำลัง ร่วมปกป้องแผ่นดิน ไม่แบ่งแยกว่าใครมีกำลังมากน้อย”

หยวนเส้ากล่าวว่า “เส้าแม้จะไร้ความสามารถ แต่พวกท่านให้เกียรตินำทัพ

มีความชอบต้องให้รางวัล ทำผิดต้องลงโทษ ต้องมีวินัย ทุกคนต้องปฏิบัติตามคำสั่ง”

ทุกคนว่า “น้อมรับคำสั่ง”

เมื่อเทียบสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) กับ สำนวน วรรณไว พัธโนทัย และสำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช แล้ว

มีบาง “รายละเอียด” ไม่ควรมองข้าม

นั่นก็คือ ประโยคจากสำนวนแปล วรรณไว พัธโนทัย ที่ว่า “เมื่อกล่าวคำสาบานแล้วทุกคนร่วมกันจิบเลือด”

ฉบับพิมพ์ ตรงจิบเลือดเน้นด้วยอักษรอย่างที่เรียกว่า “ฝรั่งเศส” หนา

จากนี้มีเชิงอรรถ อธิบายคำนี้แปลจากคำจีน “ซะเสว่” แปลว่า “ทาเลือด”

อันเป็นพิธีสาบานด้วยของจีนแต่โบราณ หมายความว่า เอาเลือดสัตว์มาทาปาก เพื่อแสดงความจริงใจต่อกัน

เลือดที่ทานั้นแบ่งออกเป็นชั้นๆ

ชั้นพระเจ้าแผ่นดินใช้เลือดวัวและม้า ชั้นเจ้าผู้ครองนครใช้เลือดหมูตัวผู้และเลือดสุนัข

ชั้นขุนนางใช้เลือดไก่

พิธีนี้เริ่มมาแต่สมัยเม่งจื้อในแผ่นดินจิว ต่อมา ก็ใช้ปนๆ กันไป และประชาชนใช้กระดาษตัดเป็นรูปม้าขาวแล้วเผาแทนการทาเลือด

อย่างไรก็ตาม การทาเลือดที่ปากนี้บางครั้งเพื่อแสดงความจริงใจต่อกันยิ่งขึ้นแทนที่จะทา กลับจิบเลือดแทนกันก็ได้

แล้วสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) แล้วสำนวนแพทย์กัลยา สุพันธุ์วณิช เล่า

สํานวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุเพียง โจโฉกับ 17 หัวเมืองจุดธูปเทียนขึ้นทำสักการบูชาบวงสรวงเทพารักษ์ แล้วถือน้ำพิพัฒน์สัจจาว่าจะสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินสืบไป

โจโฉจึงรินสุราคำนับให้หัวเมืองทั้งปวงกิน

ขณะที่สำนวนแปลและเรียบเรียง แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช หยวนเส้าพกกระบี่ขึ้นบนแท่นอย่างองอาจ จุดธูปเทียนสักการบูชาแล้วประกาศ

“ราชวงศ์ฮั่นประสบเคราะห์ ความต่อเนื่องของราชวงศ์ถูกทำลาย

โจรชั่วต่งจั๋วฉวยโอกาสทำร้ายพวกเรา ข่มขู่ราชสำนัก ทำชั่วต่อประชาชน เราเกรงว่าแผ่นดินจะตกในวิกฤตใหญ่หลวง จึงรวมทหารช่วยชาติร่วมเป็นพันธมิตรกันร่วมแรงร่วมใจ จงรักภักดีไม่มีใจเป็นสอง ผู้ใดผิดต่อคำบานนี้ขอให้ชีวาวายวอดหมดสิ้นผู้สืบสกุล ขอเทพบนท้องฟ้า เทวีแห่งผินดิน บรรพชนที่ยิ่งใหญ่ จงเป็นสักขีพยาน”

หากอ่านเพียงสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ก็ระบุเพียง ทำสักการบูชาบวงสรวงเทพารักษ์ ถือน้ำพิพัฒน์สัจจา

สำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ประกาศเสร็จกรีดเลือดสาบาน

สำนวน วรรณไว พัธโนทัย ยืนยันว่า เมื่อกล่าวคำสาบานแล้วทุกคน “ร่วมกันจิบเลือด”

จิตใจของเจ้าเมืองใหญ่น้อยฮึกเหิมเต็มตื้นในหัวอก น้ำตาไหลอาบหน้าไปตามๆ กัน

ความคิดเห็น