ทวี ชง ล้างหนี้ กยศ. อย่างยุติธรรม คืนสิทธิทางการศึกษา เปลี่ยน “กองทุนให้คนจนกู้เพื่อเรียน” ไปสู่ “รัฐสวัสดิการทางการศึกษาที่ลงทุนสร้างคน” ชี้ รัฐต้องสร้างคน ไม่ใช่สร้างหนี้
วันที่ 14 ต.ค.2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุข้อความว่า ล้างหนี้ กยศ. คืนสิทธิทางการศึกษา — รัฐต้องสร้างคน ไม่ใช่สร้างหนี้
กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ดำเนินงานมาประมาณ 30 ปี มีผู้กู้สะสมกว่า 7.4 ล้านคน ภาระหนี้จึงไม่ได้กระทบเฉพาะผู้กู้ แต่กระทบรายได้ การออม และอนาคตของครอบครัวไทยในวงกว้าง
ถึงเวลาหรือยังที่รัฐต้องเลิกรังแกอนาคตคนไทย ด้วยนโยบายที่ทำให้ความยากจนกลายเป็นหนี้ทางการศึกษา
รัฐธรรมนูญมาตรา 54 กำหนดหน้าที่ของรัฐในการจัดการศึกษา สนับสนุนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา รัฐจึงไม่ควรผลักต้นทุนการศึกษาให้คนที่เกิดมายากจนต้องแบกรับเป็นหนี้ระยะยาว จนความยากจนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหนี้
พ.ร.บ. กยศ. มาตรา 43 กำหนดให้ค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่องกับการศึกษาจ่ายแก่สถานศึกษาโดยตรง ส่วนค่าครองชีพจ่ายแก่ผู้กู้ แต่เงินทั้งสองส่วนเป็นภาระหนี้ที่ผู้กู้ต้องชำระคืนตามกฎหมายและสัญญา
เงินค่าเล่าเรียนจ่ายให้สถานศึกษา เงินค่าครองชีพจ่ายให้ผู้เรียน แต่เมื่อถึงเวลาชำระหนี้ ภาระตามสัญญากลับอยู่ที่ผู้กู้
สถานศึกษาได้รับค่าเล่าเรียน รัฐและสังคมได้รับประโยชน์จากการพัฒนากำลังคน แต่หากผู้เรียนจบแล้วไม่มีงานทำหรือมีรายได้ไม่เพียงพอ ความเสี่ยงกลับตกอยู่กับผู้กู้และครอบครัว
ข้อมูลปี 2569 ยิ่งทำให้ต้องตั้งคำถามถึงผลลัพธ์หลังการศึกษา
ผู้กู้ที่ครบกำหนดชำระหนี้หลังจากสำเร็จการศึกษา 2 ปี ชำระหนี้ครั้งแรกปี 2569 มี 207,799 บัญชี ถูกหักเงินเดือนผ่านนายจ้างและกรมบัญชีกลางรวม 82,240 บัญชี หรือ 39.58% ขณะที่ 125,559 บัญชี หรือ 60.42% ไม่ถูกหักเงินเดือนผ่านระบบดังกล่าว
ตัวเลข 60.42% ไม่ใช่อัตราการว่างงาน เพราะบางส่วนอาจประกอบอาชีพอิสระหรือมีรายได้จากช่องทางอื่น แต่ทำให้รัฐต้องตอบให้ได้ว่า ผู้เรียนจบแล้วมีงานทำ มีรายได้ และมีความสามารถชำระหนี้จริงเพียงใด
รัฐให้คนยากจนกู้เงินเพื่อเรียน แต่เมื่อเรียนจบ รัฐต้องรับผิดชอบต่อโอกาสในการมีงานทำและมีรายได้ ไม่ใช่สนใจเพียงการเรียกเก็บหนี้
ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 พบว่า ผู้กู้ กยศ. อายุ 35 ปีขึ้นไปที่ค้างชำระหนี้มีถึง 1,126,005 คน ยอดหนี้รวมกว่า 146,651 ล้านบาท คนจำนวนมากอยู่ในวัยสร้างครอบครัว เลี้ยงลูก และดูแลพ่อแม่ แต่ยังมีหนี้จากการศึกษาติดตามชีวิตอยู่
หนี้ทางการศึกษาของคนรุ่นพ่อแม่ ไม่ควรกลายเป็นอุปสรรคต่ออนาคตของคนรุ่นลูก
ขณะเดียวกัน ผู้กู้ กยศ. ที่เข้าเกณฑ์ปรับโครงสร้างหนี้มี 3,492,449 บัญชี แต่ทำสัญญาแล้วเพียง 823,087 ราย หรือ 23.57% ขณะที่ 2,669,362 ราย หรือ 76.43% ยังไม่ได้ทำสัญญา
ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดถูกปฏิเสธสิทธิ แต่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่า เหตุใดผู้มีสิทธิจำนวนมากจึงยังไม่เข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือ
พ.ร.บ. กยศ. ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2566 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2566 กำหนดหลักเกณฑ์ที่เป็นคุณแก่ลูกหนี้ ทั้งดอกเบี้ยไม่เกิน 1% ต่อปี เงินเพิ่มกรณีผิดนัดไม่เกิน 0.5% ต่อปี และเปลี่ยนลำดับการตัดชำระหนี้ให้ตัดเงินต้นส่วนที่ครบกำหนดก่อน
แต่จนถึงวันนี้ยังมีประชาชนร้องเรียนเรื่องยอดหนี้ ดอกเบี้ย เบี้ยปรับ และการปรับโครงสร้างหนี้
กยศ. จึงต้องเปิดเผยให้ตรวจสอบได้ว่า คำนวณหนี้ใหม่ถูกต้องแล้วกี่ราย มีผู้ชำระเกินเท่าใด คืนเงินแล้วเท่าใด และยังมีข้อร้องเรียนค้างอยู่กี่ราย
สิทธิที่กฎหมายรับรองไม่ใช่ความเมตตาของ กยศ. แต่เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องทำให้เกิดผลจริง
ถึงเวลา “ล้างหนี้ กยศ. เก่าอย่างยุติธรรม”
กฎหมายปัจจุบันมีเครื่องมือช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งการผ่อนผัน การปรับโครงสร้างหนี้ การแปลงหนี้ใหม่ และการใช้หลักเกณฑ์ที่เป็นคุณแก่ลูกหนี้เดิม รัฐบาลควรใช้กลไกเหล่านี้อย่างเต็มที่ พร้อมพิจารณามาตรการเพิ่มเติมสำหรับผู้มีรายได้น้อยหรือไม่มีความสามารถชำระหนี้อย่างแท้จริง และต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อผู้ที่ชำระหนี้ไปแล้วด้วย
แต่ล้างหนี้เก่าอย่างเดียวไม่พอ หากคนรุ่นใหม่ยังต้องกู้เงินเพื่อเรียน วงจรหนี้ก็จะเกิดขึ้นอีก
ที่สำคัญ พ.ร.บ. กยศ. มาตรา 6/1 เปิดทางให้ใช้ “ทุนการศึกษาแทนการให้เงินกู้ยืม” ในบางกรณีอยู่แล้ว รัฐบาลควรขยายหลักการนี้ เพื่อให้ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้รับโอกาสทางการศึกษาโดยไม่ต้องเริ่มต้นชีวิตด้วยหนี้
พร้อมกันนั้น ต้องปรับแนวคิดการกำกับ กยศ. จาก “การบริหารหนี้” ไปสู่ “การบริหารโอกาสทางการศึกษา” ให้หน่วยงานด้านการศึกษามีบทบาทหลักมากขึ้น
ความสำเร็จของกองทุนต้องไม่วัดเพียงว่า ปล่อยกู้เท่าใด เก็บคืนได้เท่าใด แต่ต้องวัดว่า คนได้เรียนอย่างมีคุณภาพหรือไม่ มีงานทำหรือไม่ มีรายได้เพียงพอหรือไม่ และครอบครัวมีชีวิตดีขึ้นหรือไม่
รัฐต้องขยายทุนและสวัสดิการทางการศึกษา พร้อมกำหนดความรับผิดชอบของสถานศึกษาต่อคุณภาพการศึกษาและโอกาสในการประกอบอาชีพ คนที่เรียนจบไม่ใช่ภาระของประเทศ แต่คือทรัพยากรมนุษย์ที่ประเทศลงทุนสร้างขึ้น
การล้างหนี้ กยศ. เก่า คือการคืนความเป็นธรรมแก่คนรุ่นก่อน ส่วนการศึกษาฟรีอย่างมีคุณภาพ คือการป้องกันไม่ให้คนรุ่นใหม่ต้องเป็นหนี้เพราะความยากจน
ถึงเวลาเปลี่ยนจาก “กองทุนให้คนจนกู้เพื่อเรียน” ไปสู่ “รัฐสวัสดิการทางการศึกษาที่ลงทุนสร้างคน”
ล้างหนี้เก่าอย่างยุติธรรม หยุดสร้างหนี้ใหม่จากการศึกษา
รัฐต้องสร้างคน ไม่ใช่สร้างหนี้ แต่เป็นการคืนอนาคตและสร้างศักยภาพให้ประเทศไทย