‘วราวุธ’ ลุยตรวจโรงงานขยะสั่งสแกนทั่วไทย ชี้ทำผิดกม.ฟันไม่เลี้ยง รบ.เฝ้าระวังท่วมถึง 31 ตุลาฯ 1.4 ล.ครัวเรือนเฮรับเยียวยา
เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจติดตามการแก้ไขการรั่วไหลของคราบน้ำมันที่บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด หมู่ 6 ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ทั้งนี้มีประชาชนจาก 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมโหสถ และ อ.บ้านสร้าง เกือบ 100 คน ไปถือป้ายเรียกร้องให้ตรวจสอบและสั่งปิดโรงงาน พร้อมเร่งขนย้ายกองขยะที่สะสมอยู่ในพื้นที่ออกโดยเร็ว
นายวราวุธ กล่าวว่า สิ่งสำคัญเร่งด่วนในขณะนี้คือ การดูแลและเยียวยาประชาชนที่ได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะเกษตรกรที่อาจได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมันในพื้นที่นาข้าว สำหรับข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสาเหตุการรั่วไหล พบว่า เป็นน้ำมันเครื่องใช้แล้วที่โรงงานจัดเก็บไว้เป็นวัตถุดิบสำหรับนำไปรีไซเคิล เมื่อเกิดน้ำท่วม น้ำได้ไหลเข้าสู่พื้นที่โรงงาน ทำให้น้ำมันลอยไปตามกระแสน้ำ
“เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนปัญหาด้านการจัดเก็บ และการป้องกันความเสี่ยงที่โรงงานต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ส่วนกรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับบ่อที่ปูด้วยแผ่นพลาสติก ซึ่งมีภาพจากโดรนแสดงให้เห็นว่าแผ่นพลาสติกบางส่วนปูดขึ้นนั้น ข้อมูลเบื้องต้นยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าบ่อเกิดการรั่วซึม จึงต้องรอการตรวจสอบเพิ่มเติมหลังระดับน้ำลดลง เพื่อให้สามารถประเมินสภาพบ่อและข้อเท็จจริงได้อย่างชัดเจน” นายวราวุธ กล่าวและว่า ขณะนี้มีการออกคำสั่งตามมาตรา 37 และ มาตรา 39 ให้โรงงานหยุดดำเนินการแล้ว ส่วนการพิจารณาปิดโรงงานอย่างถาวร หรือเพิกถอนใบอนุญาต ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง เงื่อนไขใบอนุญาต และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนก่อนดำเนินการ
นายวราวุธ กล่าวว่า บริษัทต้องรับผิดชอบเยียวยาความเสียหายแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ 100% หากงบของบริษัทไม่เพียงพอ จะพิจารณาแนวทางขอรับการสนับสนุนจากงบกลางเพิ่มเติมตามความเหมาะสม พร้อมขอให้ประชาชนที่พบเห็นว่า โรงงานอาจฝ่าฝืนคำสั่งหยุดดำเนินการ บันทึกภาพหรือคลิปวิดีโอ และส่งให้กระทรวงอุตฯ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ พร้อมสั่งให้อุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ ตรวจสอบโรงงานประเภท 105 และ 106 หากพบการกระทำผิดกฎหมายจะดำเนินการตามขั้นตอน
“ความเดือดร้อนของประชาชนต้องมาอันดับแรก ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของชุมชนควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ และต้องมีความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น” นายวราวุธ กล่าว
นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์สาธารณภัย กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ครั้งที่ 2/2570 ว่า ปัจจุบันสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย จังหวัดต้องเร่งฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งการทำความสะอาดบ้านเรือน ชุมชน พื้นที่สาธารณะ และเส้นทางคมนาคม กำจัดขยะและสิ่งปฏิกูล ตลอดจนซ่อมแซมสิ่งสาธารณประโยชน์ที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้ประชาชนกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว ควบคู่กับการสำรวจความเสียหายและเร่งให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย ส่วนพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง ให้เร่งระบายน้ำและผลักดันน้ำในแม่น้ำสายต่างๆ ออกสู่ทะเล เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน อีกทั้งให้ตรวจสอบและซ่อมแซมทรัพยากรที่เสร็จสิ้นภารกิจแล้ว เพื่อนำไปสนับสนุนพื้นที่ที่ยังคงภัยอยู่ และเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะต่อไป โดยให้ ปภ. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า คาดการณ์สภาพอากาศ พบว่าในช่วงวันที่ 22-27 ตุลาคม จะมีฝนตกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะวันที่ 24-25 ตุลาคม ฝนจะเริ่มตกหนักที่ภาคใต้มากขึ้น ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และคลื่นลมแรง จึงได้กำชับให้จังหวัดตั้งแต่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ 14 จังหวัดภาคใต้ เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ขณะที่สถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลองอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและบริเวณสองฝั่งแม่น้ำใน 4 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร โดยยังคงระดมทรัพยากรเร่งระบายน้ำลงสู่อ่าวไทย โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 27-31 ตุลาคมนี้
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ เปิดเผยถึงงบเยียวยาน้ำท่วม ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 20 ตุลาคมนี้ พิจารณาขยายวงเงินกว่าหมื่นล้านบาท ว่า เมื่อปลายปีงบ 2569 อยู่ในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้กันงบกลางไว้ 4,700 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย ขณะนี้ใช้หมดแล้ว แต่มีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา โดยจะใช้งบปี 2570 ประมาณ 99,000 ล้านบาท เป็นงบที่จะใช้ทั้งปีงบประมาณในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น
“ผู้ที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา ขออย่ากังวล รัฐบาลพร้อมดูแลทุกคนที่ได้รับผลกระทบอย่างเสมอภาค เนื่องจากใน 1 ปี มีการจ่ายงบเยียวยาน้ำท่วมหลักหมื่นล้านบาท จึงยืนยันว่า รัฐบาลตัดสินใจถูกต้องแล้วในการออกนโยบายซื้อประกันภัยพิบัติ ครอบคลุมคนไทยทั้งประเทศ 30 ล้านครัวเรือน
นายภราดร กล่าวถึงตัวเลขงบเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยว่า ได้หารือกับ ปภ.ในเบื้องต้น ตัวเลขที่สรุปประมาณ 2.3 ล้านครัวเรือน แต่รัฐบาลจ่ายไปแล้ว 6 แสนครัวเรือน ส่วนที่เหลือจะใช้งบกลางปี 70 ยืนยันอีกครั้งว่า ทุกคนที่ได้รับความเดือดร้อนจะต้องได้รับการเยียวยาจากรัฐบาล ตรงนี้เป็นกรณีที่เหตุก่อนวันที่ 1 ตุลาคม ส่วนเหตุที่เกิดหลังวันที่ 1 ตุลาคม รัฐบาลจะดูแลโดยเป็นความรับผิดชอบของบริษัทประกันภัย
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดี ปภ. เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ระยะนี้ ประกอบกับการระบายน้ำที่ไหลมาจากภาคเหนือ มาสมทบกับมวลน้ำในภาคกลาง ทำให้ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 22 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี กระบี่ และสตูล รวมถึงกรุงเทพฯ รวม 88 อำเภอ 715 ตำบล 5,435 หมู่บ้าน 604,265 ครัวเรือน 1,830,946 คน (ข้อมูล ศอ.ปภ.เวลา 06.00 น.) ส่วนวงเงินที่ ปภ.ได้นำเสนอต่อ ครม. เพื่อพิจารณาอนุมัติเพิ่มเติม จำนวน 10,508.876 ล้านบาท (1,481,401 ครัวเรือน) จะมีการนำเข้าที่ประชุม ครม.ในวันที่ 20 ตุลาคมนี้