พณ.รุกสกัดขยะพิษ คต. ประสาน คพ. ห้ามนำเข้า “เศษโลหะ-เศษยาง”
วันที่ 22 ตุลาคม นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 22 ตุลาคม 2569 กรมการค้าต่างประเทศ (คต.) ได้ทำหนังสือด่วนถึงอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดการขยะมีพิษและของเสียอันตราย รวมถึงเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการขับเคลื่อนพันธกรณีอนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) เพื่อเสนอให้พิจารณากำหนดมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าเศษโลหะและเศษยางอย่างครอบคลุม สืบเนื่องจากกรมศุลกากรได้มีเสนอให้กำหนดมาตรการในสินค้าเศษโลหะและเศษยาง เป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อแก้ปัญหาซากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายลักลอบทะลักเข้าประเทศขั้นเด็ดขาด หลังตรวจพบสถานประกอบการและสถานที่เก็บกากอุตสาหกรรม ซากอิเล็กทรอนิกส์ที่ผิดกฎหมายในหลายพื้นที่ ก่อให้เกิดการรั่วไหลของสารเคมี มลพิษทางอากาศ และสร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน รวมถึงเกิดกระแสสังคมเรียกร้องให้ภาครัฐออกมาตรการขั้นเด็ดขาด
ทั้งนี้ คต. ได้ขอให้ คพ. ในฐานะหน่วยงานหลัก เร่งกำหนดมาตรการและหลักเกณฑ์การควบคุมการนำเข้าสินค้าดังกล่าว เพื่อปิดช่องว่างที่ผู้กระทำผิดอาจใช้เป็นช่องทางในการสำแดงเท็จ ซุกซ่อนขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายเข้ามาในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและผู้นำเข้าที่สุจริต คต. ได้นำข้อเสนอของกรมศุลกากรเสนอให้ คพ. พิจารณากำหนดแนวทางตามความเหมาะสมต่อไป โดยมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 6 – 12 เดือน ในเงื่อนไขที่กำหนดให้เป็นมาตรการขออนุญาตเฉพาะโรงงานที่ใช้วัตถุดิบในการผลิตของตนเองและไม่เกินกำลังการผลิตจริง มีใบรับรองการตรวจสอบก่อนการส่งออก (Pre-shipment Inspection) รวมถึงผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการส่งกลับหากพบขยะอันตรายปะปน โดยเมื่อกรมควบคุมมลพิษพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการออกประกาศกระทรวงฯ ตามขั้นตอนทางกฎหมายภายใต้ พ.ร.บ. การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 เพื่อให้มาตรการมีผลบังคับใช้เป็นรูปธรรมต่อไป
คต. มุ่งมั่นดำเนินมาตรการทางการค้าเพื่อสกัดกั้นการนำเข้าขยะและของเสียอย่างต่อเนื่อง ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลป้องกันการนำเข้าให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใสและตรวจสอบได้ ลดความเสี่ยงด้านมลพิษ และคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน