5 วิธีปรับโครงสร้างหนี้ จัดการรายจ่ายให้ชีวิตเบาสบาย
เมื่อรายจ่ายแซงหน้ารายรับ การเลือกทางออกด้วยวิธี “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน และอาจบานปลายจนถึงขั้นถูกยึดทรัพย์สินได้ ทางออกที่ถูกต้องเมื่อรู้ตัวว่าผ่อนไม่ไหว คือการเดินเข้าไปเจรจาเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ วันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลดี ๆ จาก Krungsri The COACH แหล่งรวมความรู้ทางการเงินที่เข้าใจง่าย มาฝากกันว่าการปรับโครงสร้างหนี้มีกี่วิธี และแบบไหนที่จะช่วยพลิกวิกฤตให้เหมาะกับสถานการณ์ทางการเงินของคุณที่สุด
ปรับโครงสร้างหนี้คืออะไร ?
การปรับโครงสร้างหนี้ คือ การที่ลูกหนี้หันหน้าเข้าเจรจากับเจ้าหนี้หรือสถาบันการเงิน เพื่อขอปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการผ่อนชำระหนี้เดิมให้สอดคล้องกับความสามารถในการหารายได้ที่ลดลงในปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ลูกหนี้ยังสามารถผ่อนชำระต่อไปได้โดยไม่เกิดการผิดนัดชำระ
ทำไมเราถึงควรรีบปรับโครงสร้างหนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
เมื่อรู้ตัวว่าสัญญาณทางการเงินเริ่มติดขัด การรีบเข้าไปเจรจากับสถาบันการเงินตั้งแต่ยังไม่เกิดการค้างชำระ จะส่งผลดีหลายด้าน ดังนี้
- รักษาประวัติทางการเงินให้ใสสะอาด : การปรับเงื่อนไขก่อนที่จะจ่ายไม่ไหว ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดประวัติค้างชำระ ซึ่งส่งผลดีต่อการทำธุรกรรมทางการเงินในอนาคต
- ลดความเครียด และความกังวล : เมื่อค่างวดถูกปรับให้สอดคล้องกับรายได้จริง สภาพคล่องจะกลับคืนมา ทำให้ไม่ต้องคอยกังวลกับการถูกทวงถามหนี้
- ปกป้องทรัพย์สิน : ลดความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้อง หรือถูกยึดทรัพย์สินอย่างบ้านและรถในระยะยาว
การมองเห็นปัญหา และกล้าเผชิญหน้าเพื่อแก้ไขตั้งแต่เนิ่น ๆ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราก้าวข้ามวิกฤตไปได้ ซึ่งทางเลือกในการปรับเงื่อนไขนั้นมีหลากหลายรูปแบบที่ออกแบบมาเพื่อรองรับปัญหาที่แตกต่างกัน
รวม 5 วิธีปรับโครงสร้างหนี้ พร้อมข้อดี และวิธีเช็กว่าเหมาะกับใคร
เพื่อให้ทุกคนมองเห็นภาพชัดเจนและสามารถเลือกทางออกที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุด เรามาเจาะลึก 5 ทางเลือกในการจัดการหนี้สิน ซึ่งเราได้รวบรวมทริกการประเมินตัวเองจาก Krungsri The COACH มาให้เช็กกันดูว่า วิธีไหนตอบโจทย์ และตรงกับสภาพคล่องของคุณมากที่สุด
1. เปลี่ยนประเภทหนี้ (รวมหนี้เป็นก้อนเดียว)
การเปลี่ยนประเภทหนี้ คือ การนำหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง และมักถูกกำหนดให้จ่ายขั้นต่ำ ไปเปลี่ยนเป็นสินเชื่อแบบกำหนดระยะเวลาผ่อนชำระที่แน่นอน (Term Loan) ข้อดีของวิธีนี้คือจะได้อัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง เห็นวันผ่อนจบที่ชัดเจน และช่วยลดค่างวดต่อเดือนลงได้อย่างเห็นได้ชัด ทำให้ไม่ต้องปวดหัวกับการตามจ่ายบิลหลายใบ
ผู้ที่เหมาะกับการปรับโครงสร้างหนี้ด้วยวิธีเปลี่ยนประเภทหนี้
- ผู้ที่ยังพอมีกำลังจ่ายหนี้ไหว แต่ต้องการลดภาระค่างวดต่อเดือนให้เบาลง
- ผู้ที่อยากรวมหนี้กระจัดกระจายหลายก้อนให้เหลือที่เดียวเพื่อการบริหารจัดการที่ง่ายขึ้น
2. ขอลดอัตราดอกเบี้ยชั่วคราว
เป็นการเข้าไปเจรจาขอให้สถาบันการเงินปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในช่วงระยะเวลาหนึ่งตามที่ตกลงกัน เช่น 3-6 เดือน มีข้อดีตรงที่ช่วยลดภาระรายจ่ายที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนลงได้ทันที ทำให้มีเงินสดเหลือพอสำหรับนำไปหมุนเวียนใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน เมื่อผ่านพ้นช่วงวิกฤตไปแล้วจึงค่อยกลับมาชำระในอัตราเดิม
ผู้ที่เหมาะกับการปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการขอลดอัตราดอกเบี้ยชั่วคราว
- ผู้ที่ประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินแบบชั่วคราว
- ผู้ที่ได้รับผลกระทบกะทันหัน เช่น ขาดรายได้จากภัยธรรมชาติ แต่คาดว่าในอนาคตอันใกล้รายได้จะกลับมาเป็นปกติ
3. ขอพักชำระเงินต้น (จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย)
การขอพักชำระเงินต้น คือ การจ่ายเพียงแค่ส่วนของ “ดอกเบี้ย” ไปก่อน แล้วนำส่วนของ “เงินต้น” พักค้างไว้ชั่วคราวตามระยะเวลาที่สถาบันการเงินอนุมัติ ข้อดีคือยอดผ่อนรายเดือนจะลดลงอย่างมาก ช่วยให้มีอากาศหายใจในช่วงที่การเงินติดขัดอย่างหนัก แต่อย่าลืมว่าในช่วงที่พักชำระนั้น ยอดเงินต้นจะไม่ได้ลดลงเลย
ผู้ที่เหมาะกับการปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการขอพักชำระเงินต้น
- ผู้ที่รายได้ลดลงแบบกะทันหันในช่วงสั้น ๆ (ไม่เกิน 3-6 เดือน)
- ผู้ที่ทำธุรกิจแล้วขาดสภาพคล่องชั่วคราว แต่มั่นใจว่าจะกลับมามีรายได้เหมือนเดิมในไม่ช้า
4. ขอขยายเวลาชำระหนี้ (ยืดระยะเวลาผ่อน)
การขยายเวลาชำระหนี้ คือ การเจรจาขอยืดระยะเวลาในการผ่อนชำระทั้งหมดให้ออกไปยาวขึ้น เช่น จากเดิมมีกำหนดผ่อนจบภายใน 5 ปี ก็ขอขยายเพิ่มเป็น 7 ปี ข้อดีที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ ยอดผ่อนชำระต่อเดือนจะลดลง ทำให้รู้สึกผ่อนได้สบายขึ้น และไม่ตึงมือจนเกินไป แต่ข้อควรระวังคือ ยิ่งขยายเวลาผ่อนนานเท่าไร ภาระดอกเบี้ยรวมทั้งหมดก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
ผู้ที่เหมาะกับการปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการขอขยายเวลาชำระหนี้
- ผู้ที่รายได้ลดลงแบบถาวรหรือลดลงในระยะยาว
- ผู้ที่ยังพอมีกำลังผ่อนอยู่บ้าง แต่อยากลดยอดผ่อนต่อเดือนลงเพื่อให้มีเงินเหลือใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น
5. ปิดจบด้วยเงินก้อน หรือ Haircut
การทำ Haircut คือ การเจรจาขอส่วนลดจากยอดหนี้คงค้างทั้งหมด แล้วนำเงินก้อนไปจ่ายโปะเพื่อปิดบัญชีในคราวเดียว วิธีนี้จะมีข้อดีตรงที่สามารถปลดแอกภาระหนี้สินได้ทันที ไม่ต้องแบกรับดอกเบี้ยสะสมที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต แต่สถาบันการเงินมักมีเงื่อนไขให้ต้องชำระให้ครบภายในระยะเวลาสั้น ๆ หลังจากตกลงกันได้
ผู้ที่เหมาะกับการปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการขอปิดจบด้วยเงินก้อน
- ผู้ที่มีปัญหาค้างชำระมาเป็นเวลานานจนกลายเป็นหนี้เรื้อรัง
- ผู้ที่จู่ ๆ ได้รับเงินก้อนมา เช่น โบนัส เงินชดเชย หรือขายทรัพย์สินได้ แต่เงินก้อนนั้นมีไม่มากพอที่จะปิดยอดหนี้เต็มจำนวน จึงจำเป็นต้องเจรจาขอส่วนลด
ปัญหาหนี้สินไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย และทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ เมื่อไรที่รายรับไม่พอรายจ่ายจนเริ่มผ่อนไม่ไหว สิ่งสำคัญคือการตั้งสติให้ดี และกล้าเข้าไปเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อหาทางออกร่วมกัน การปรับเปลี่ยนเงื่อนไขให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบัน จะช่วยให้เราสามารถรักษาประวัติทางการเงินที่ดีเอาไว้ได้ และเมื่อได้รับโอกาสในการปรับโครงสร้างแล้ว การมีวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัดจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้ และสร้างความมั่นคงทางการเงินได้อย่างยั่งยืน