คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangหนองคาย · เปลี่ยน

สรุปดราม่า ร่างกฎหมาย “ตัดเงิน Thai PBS” ภาษีบาปหายไปไหน ใครได้-ใครเสีย

ที่มา: The Thaiger

สรุปดราม่า ร่างกฎหมาย “ตัดเงิน Thai PBS” ภาษีบาปหายไปไหน ใครได้-ใครเสีย

พรรคภูมิใจไทยเสนอร่างกฎหมาย 4 ฉบับ ยกเลิกเงินบำรุงที่เก็บเพิ่มจากเหล้าและบุหรี่ ซึ่งไหลตรงเข้าไทยพีบีเอส สสส. กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬา แล้วให้ทั้งสี่แห่งไปตั้งงบขอจากรัฐรายปีแทน ฝ่ายเสนออ้างวินัยการเงินการคลังและการตรวจสอบ ฝ่ายคัดค้านห่วงการเมืองใช้งบกดดันสื่อ ขณะที่ผลรับฟังความเห็นบนเว็บไซต์รัฐสภาคัดค้านเกิน 92% ทุกฉบับ

กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองและสื่อ เมื่อมีการเผยแพร่ ร่างแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอส ซึ่งถูกเรียกอย่างย่อในโลกออนไลน์ว่า “ร่างกฎหมายตัดเงิน Thai PBS” หลายคนเข้าใจว่ารัฐบาลกำลังยุบสถานี หยุดสนับสนุนเงิน หรือเลิกเก็บภาษีเหล้าและบุหรี่ทั้งหมด แต่สาระจริงของร่างกฎหมายซับซ้อนกว่านั้น

ร่างฉบับนี้ยังไม่ได้ผ่านสภาและยังไม่มีผลบังคับใช้ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือข้อเสนอให้เปลี่ยนแหล่งรายได้ จากเงินบำรุงที่เรียกเก็บโดยตรงจากผู้เสียภาษีสุราและยาสูบ ไปเป็นเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี

พูดง่าย ๆ คือ ทั้งสี่องค์กรอาจต้องเปลี่ยนจากการมีรายได้ที่กฎหมายกันไว้ให้โดยตรง เป็นการยื่นของบประมาณเหมือนหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ซึ่งต้องผ่านการพิจารณาของรัฐบาลและรัฐสภาทุกปี

เรื่องนี้เริ่มจากอะไร

แรงกดดันเรื่องการตรวจสอบมาก่อนร่างกฎหมาย

เดือนกันยายน 2569 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายรายงานกิจการของไทยพีบีเอสในที่ประชุมวุฒิสภา ตั้งคำถามว่าองค์กรที่มีพนักงานและอุปกรณ์ของตัวเองอยู่แล้ว เหตุใดยังจ้างคนนอกและหน่วยงานนอกผลิตเนื้อหา เข้าข่าย “งานซ้ำ คนซ้อน งบซ้ำ” หรือไม่ และงบปีละ 2,000 ล้านบาทคุ้มค่าภาษีประชาชนหรือไม่ โดยระบุว่าตลอดเกือบ 19 ปี ไทยพีบีเอสใช้เงินภาษีไปกว่า 40,000 ล้านบาท

ผู้บริหารไทยพีบีเอสรับว่าจะส่งเอกสารชี้แจงต่อวุฒิสภาภายในหนึ่งเดือน

ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2569 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมาย 4 ฉบับพร้อมกัน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 กำหนดระยะเวลาถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569

ร่างกฎหมาย 4 ฉบับเสนออะไร

ทั้งสี่ฉบับใช้หลักการเดียวกัน คือตัดมาตราที่ให้อำนาจเก็บเงินบำรุงออก แล้วเขียนแหล่งรายได้ใหม่เป็น “เงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี”

- ร่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เสนอโดยศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กับคณะ แก้มาตรา 11 (1) และยกเลิกมาตรา 12–16 ของกฎหมายปี 2551 ซึ่งเป็นฐานให้เก็บเงินบำรุงในอัตรา ร้อยละ 1.5 ของภาษีเหล้าและบุหรี่ เพดานไม่เกินปีละ 2,000 ล้านบาท มาตราเหล่านี้ยังกำหนดหน้าที่ของกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรในการจัดเก็บและนำส่งเงินให้องค์การ

- ร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เสนอโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับคณะ แก้มาตรา 6 (1) และ (3) และยกเลิกมาตรา 11–15 ของกฎหมายปี 2544 ซึ่งให้ สสส. เก็บเงินบำรุงร้อยละ 2 คิดเป็นเงินประมาณปีละ 4,000 ล้านบาท

- ร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ ยกเลิกมาตรา 14 (2/1) มาตรา 15/1 มาตรา 15/2 และมาตรา 15/4 ถึง 15/8 เดิมกองทุนผู้สูงอายุรับเงินบำรุงร้อยละ 2 เพดานไม่เกินปีละ 4,000 ล้านบาท ร่างนี้ยังคงเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยไว้ แต่เปลี่ยนมาจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีและเงินบริจาค

- ร่าง พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย ยกเลิกมาตรา 36 (1) มาตรา 37 ถึง 41 และมาตรา 110 ซึ่งเป็นบทกำหนดโทษ เดิมกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติรับเงินบำรุงร้อยละ 2 ของภาษีเหล้าและบุหรี่

จุดที่หลายฝ่ายจับตาเป็นพิเศษคือร่างฉบับ สสส. เพราะผู้ลงนามเสนอคือนายกรัฐมนตรีเอง ร่างทั้งสี่ฉบับยังถูกจัดเป็น ร่างการเงิน ซึ่งตามรัฐธรรมนูญต้องมีคำรับรองจากนายกรัฐมนตรีก่อนเข้าสู่การพิจารณา

หากผ่านสภา ร่างทั้งหมดกำหนดให้เริ่มมีผลวันที่ 1 ตุลาคม 2570 ซึ่งเป็นวันเริ่มปีงบประมาณ 2571

“ตัดเงิน” หมายถึงอะไร

คำว่า “ตัดเงิน” จึงไม่ได้หมายถึงการสั่งหยุดจ่ายเงินหรือยุบองค์กรทันที แต่หมายถึงการตัดแหล่งรายได้เดิมที่ถูกกันไว้โดยกฎหมาย แล้วนำทั้งสี่แห่งเข้าสู่กระบวนการของบประมาณรายปี

ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจ เดิมจำนวนเงินเกิดจากสูตรที่กฎหมายกำหนดและนำส่งตรงให้องค์กร แต่ระบบใหม่รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณ ก่อนส่งให้รัฐสภาพิจารณาว่าจะอนุมัติเท่าใดในแต่ละปี

ฝ่ายเสนอให้เหตุผลอย่างไร

เหตุผลหลักที่เขียนไว้ในเอกสารประกอบร่างกฎหมายเป็นเรื่องกฎหมายการเงินการคลัง

มาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 วางหลักไม่ให้เสนอกฎหมายที่เก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น เพื่อให้หน่วยงานรัฐนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของตนโดยตรง ยกเว้นกรณีที่เก็บเพิ่มเพื่อเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

แม้ มาตรา 82 ของกฎหมายฉบับเดียวกันจะยกเว้นให้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ก่อนปี 2561 ยังเก็บเงินบำรุงต่อไปได้ ซึ่งเป็นช่องที่ทั้งสี่กองทุนยืนอยู่ในปัจจุบัน แต่ผู้เสนอเห็นว่าข้อยกเว้นดังกล่าวอยู่ในบทเฉพาะกาล จึงควรยกเลิกเสีย เพื่อให้วินัยการเงินการคลังของรัฐเป็นมาตรฐานเดียวกัน

ฝ่ายเสนอเชื่อว่าการนำเงินเข้าสู่ระบบงบประมาณปกติจะทำให้รัฐสภาตรวจสอบการใช้เงินได้มากขึ้น หน่วยงานต้องแสดงแผนงาน ผลลัพธ์ และความคุ้มค่าก่อนรับงบประมาณในแต่ละปี

ศุภชัยโพสต์ชี้แจงเมื่อวันที่ 3 ตุลาคมว่า “เงินไม่หาย ภาษีไม่ได้ลด เพียงเปลี่ยนเส้นทางของเงิน” โดยระบุว่าเมื่อยกเลิกเงินบำรุงแล้ว รัฐจะออกกฎกระทรวงปรับอัตราภาษีสรรพสามิตขึ้นมาแทนในจำนวนที่เท่ากัน ผู้ประกอบการเหล้าและบุหรี่จึงจ่ายเท่าเดิม พร้อมปิดท้ายว่าอย่าบิดเบือน

เขายืนยันด้วยว่าข้อเสนอนี้ไม่ได้มุ่งยุบ เลิก หรือโจมตีทั้งสี่องค์กร ไม่ได้เสนอให้เลิกดูแลผู้สูงอายุ และยอมรับว่าสามารถเพิ่มกลไกป้องกันการแทรกแซงทางการเมืองเข้าไปในกฎหมายได้

ด้าน กรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้ความเห็นสนับสนุนให้ทบทวนกลไกนี้ โดยชี้ว่าสภาพแวดล้อมของสื่อโทรทัศน์เปลี่ยนไปจากอดีตมาก จึงควรกลับมาดูว่าคุ้มค่าและสมเหตุสมผลหรือไม่ พร้อมเตือนว่าทุกฝ่ายที่ใช้เงินภาษีต้องพร้อมให้ตรวจสอบ

โฆษกรัฐบาลตอบด้วยถ้อยคำแรง

เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ที่ออกมาตอบโต้ฝ่ายคัดค้านอย่างตรงไปตรงมาที่สุด

วันที่ 3 ตุลาคม เขาโพสต์เฟซบุ๊กตอบ ผศ.นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ ที่เปิดให้ประชาชนร่วมลงชื่อคัดค้าน โดยตั้งคำถามว่า “เขาไม่เข้าใจ หรือ ตั้งใจบิดเบือน” และระบุว่าข้ออ้างเรื่องการเปลี่ยนเส้นทางเงินจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทเหล้าและบุหรี่นั้นเป็นเรื่องโกหก พร้อมกล่าวหาว่าเครือข่าย “คนดีย์ ภาษีบาป” ต้องดิ้นพล่านจนถึงขนาดปล่อยข่าวปลอม

วันที่ 4 ตุลาคม เขายืนยันว่า “เงินไม่ได้หายไปไหน” ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสุราและยาสูบยังต้องเสียภาษีสรรพสามิตตามกฎหมายเหมือนเดิม ร่างกฎหมายไม่ได้ยกเลิกภาษีเหล้าหรือบุหรี่ และไม่ได้ยุบหน่วยงานทั้งสี่แห่ง เพียงเปลี่ยนให้เงินไหลเข้าคลังแล้วจัดสรรผ่านระบบงบประมาณ

วันที่ 5 ตุลาคม เขาโพสต์ต่อว่า “พวกที่เคยหากินกับภาษีบาป ปีละ 1 หมื่นล้าน ดิ้นกันเป็นแถว” และย้ำว่าการปรับระบบคือการจัดให้เงินต้องผ่านการตรวจสอบในงบประมาณ ไม่ใช่การแจกให้พวกตัวเอง

ทำไมฝ่ายคัดค้านจึงกังวล

ฝ่ายคัดค้านไม่ได้ปฏิเสธว่าการใช้เงินสาธารณะต้องถูกตรวจสอบ แต่ตั้งคำถามว่า การนำองค์กรเหล่านี้เข้าสู่ระบบงบประมาณรายปีอาจทำให้รัฐบาลและนักการเมืองมีเครื่องมือกดดันการทำงานหรือไม่

ตัวอย่างเช่น หากไทยพีบีเอสนำเสนอข่าวตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น ฝ่ายการเมืองที่มีอำนาจจัดทำหรือพิจารณางบประมาณอาจลดงบในปีถัดไป แม้จะไม่ออกคำสั่งควบคุมเนื้อหาโดยตรงก็ตาม

ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่าการเปลี่ยนแหล่งรายได้เปิดช่องให้ฝ่ายบริหารเข้าแทรกแซงผ่านการต่อรองงบรายปี และเสี่ยงเปลี่ยนสื่อสาธารณะให้กลายเป็นสื่อรัฐ สภาองค์กรของผู้บริโภคมีมุมเดียวกัน ขณะที่สมาคมนักข่าวสิ่งแวดล้อมเตือนเรื่องการเซ็นเซอร์ตัวเอง เพราะองค์กรอาจไม่กล้าตรวจสอบอำนาจรัฐเมื่อกลัวถูกตัดงบ

วันที่ 2 ตุลาคม ไทยพีบีเอสออกถ้อยแถลงยืนยันว่า การเปลี่ยนแหล่งรายได้ไม่ใช่เรื่องการเงินเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ หากต้องใช้ระบบงบประมาณรายปี จำเป็นต้องมีกฎหมายรับประกันว่า การเพิ่มหรือลดงบจะไม่ถูกใช้เป็นเงื่อนไขต่อรองหรือควบคุมการนำเสนอข่าว

ในวันเดียวกัน องค์กรวิชาชีพสื่อ 6 แห่ง ได้แก่

- สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

- สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

- สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

- สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

- สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

- สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย

ออกแถลงการณ์ร่วม 4 จุดยืน เรียกร้องให้ศึกษาผลกระทบและเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน พร้อมเสนอว่า หากเปลี่ยนระบบจริง ต้องรับประกันให้ไทยพีบีเอสมีงบประมาณเพียงพอ มั่นคง และต่อเนื่อง โดยฝ่ายการเมืองไม่สามารถใช้งบเป็นเครื่องต่อรองได้

อย่างไรก็ตาม กลุ่มองค์กรสื่อไม่ได้ปกป้องไทยพีบีเอสโดยไม่มีเงื่อนไข แต่เรียกร้องให้องค์กรทบทวนบทบาท โครงสร้าง คุณภาพเนื้อหา และประสิทธิภาพการใช้เงินด้วย

ฝั่งงานสุขภาพ ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ คัดค้านการยกเลิกเงินบำรุงร้อยละ 2 ที่เข้า สสส. โดยชี้ว่าธุรกิจเหล้าและบุหรี่เป็นฝ่ายได้ประโยชน์ และขอให้นายอนุทินถอย ขณะที่เครือข่ายภาคประชาสังคมที่รับทุนจาก สสส. ให้เหตุผลเพิ่มอีกชั้นว่า การย้ายเข้าระบบงบประมาณปกติเท่ากับตัดท่อน้ำเลี้ยง ทำให้งานติดระเบียบราชการ แก้ปัญหาเร่งด่วนในชุมชนได้ช้าลง และกลุ่มเล็ก ๆ ที่ไม่มีสถานะนิติบุคคลจะเข้าไม่ถึงงบ เพราะเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้างเข้มขึ้น

ดราม่าไม่ได้มีแค่ Thai PBS

ประเด็นจึงขยายจากความเป็นอิสระของสื่อ ไปสู่คำถามเรื่องงานส่งเสริมสุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ การพัฒนากีฬา และภาระงบประมาณของประเทศ

ตัวเลขเงินก้อนนี้ยังถูกอ้างต่างกันในแต่ละฝ่าย เครือข่ายสื่อสุขภาวะสังคมไทยยั่งยืนและกรุงเทพธุรกิจประเมินว่าเงินที่ส่งให้ทั้งสี่แห่งรวมกันมีมูลค่าราวปีละ 14,000 ล้านบาท ขณะที่ฝ่ายคัดค้านบางส่วนและโฆษกรัฐบาลใช้ตัวเลขราวปีละ 10,000 ล้านบาท ความต่างมาจากการที่ตัวเลขบางกองเป็นเพดานสูงสุดตามกฎหมาย ไม่ใช่ยอดที่เก็บได้จริงทุกปี

คำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัดคือ หากยกเลิกการเรียกเก็บเงินเพิ่มเติม รัฐจะนำเงินก้อนใดมาชดเชยในงบประมาณปกติ

บริษัทเหล้าและบุหรี่จะได้ประโยชน์จริงหรือไม่

เรื่องนี้เป็นจุดที่รัฐบาลและฝ่ายคัดค้านอธิบายคนละส่วนของระบบภาษี

คำชี้แจงของรัฐบาลถูกต้องในส่วนของ ภาษีสรรพสามิตหลัก ซึ่งยังคงจัดเก็บอยู่ แต่สิ่งที่ฝ่ายคัดค้านกล่าวถึงคือ เงินบำรุงที่เก็บเพิ่มจากภาษีหลัก เช่น เงินบำรุงไทยพีบีเอสร้อยละ 1.5 และเงินบำรุง สสส. ร้อยละ 2 ซึ่งร่างกฎหมายเสนอให้ยกเลิกการจัดเก็บโดยตรง

หากไม่มีการปรับภาษีรายการอื่นขึ้นมาทดแทน ผู้ผลิตและผู้นำเข้าย่อมไม่ต้องจ่ายเงินบำรุงส่วนที่ถูกยกเลิก แม้ยังต้องจ่ายภาษีสรรพสามิตหลักตามปกติ

จุดนี้คือเงื่อนสำคัญ เพราะฝ่ายเสนอยืนยันว่าจะออกกฎกระทรวงปรับอัตราภาษีสรรพสามิตขึ้นมาแทนในจำนวนเท่ากัน ซึ่งจะทำให้ภาระของผู้ประกอบการไม่เปลี่ยน แต่การปรับอัตรานั้นยังไม่เกิดขึ้น และไม่ได้เขียนผูกไว้ในตัวร่างกฎหมาย จึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฝ่ายบริหารในอนาคต

ฝ่ายรัฐบาลมองว่าเป็นการเปลี่ยนวิธีบริหารเงินสาธารณะ ส่วนฝ่ายคัดค้านมองว่ารัฐกำลังยกเลิกเงินเรียกเก็บเพิ่มเติมจากธุรกิจเหล้าและบุหรี่ แล้วนำภาระไปไว้ในงบประมาณที่มาจากประชาชนทั่วไป นี่คือแกนหลักของข้อถกเถียงที่ยังไม่ได้ข้อยุติ

ประชาชนโหวตอย่างไร

ระบบรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ บนเว็บไซต์รัฐสภา แสดงผลโหวตร่างทั้งสี่ฉบับไว้ดังนี้ (ข้อมูลวันที่ 5 ตุลาคม 2569)

- ร่าง พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส ผู้ร่วมแสดงความเห็น 9,981 คน เห็นด้วย 6.87% ไม่เห็นด้วย 92.73%

- ร่าง พ.ร.บ.สสส. ผู้ร่วมแสดงความเห็น 11,192 คน เห็นด้วย 2.53% ไม่เห็นด้วย 96.78%

- ร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ ผู้ร่วมแสดงความเห็น 3,711 คน เห็นด้วย 0.67% ไม่เห็นด้วย 99.16%

- ร่าง พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย ผู้ร่วมแสดงความเห็น 3,040 คน เห็นด้วย 0.86% ไม่เห็นด้วย 99.05%

รวมผู้ร่วมแสดงความเห็นทั้งสี่ร่างเกือบ 28,000 คน และคัดค้านท่วมท้นทุกฉบับ ตัวเลขนี้เป็นเพียงความเห็นประกอบการพิจารณา ไม่ได้ผูกมัดการลงมติของสภา

ใครได้และใครเสี่ยงเสียประโยชน์

หากร่างกฎหมายผ่านโดยไม่มีมาตรการอื่นมาทดแทน ผลกระทบอาจแบ่งได้ดังนี้

ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสุรา–ยาสูบ

ยังต้องเสียภาษีสรรพสามิตหลัก แต่ไม่ต้องจ่ายเงินบำรุงตามระบบเดิม ทำให้ภาระการจ่ายเงินส่วนนี้ลดลง

ไทยพีบีเอส สสส. กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬา

ยังดำเนินงานต่อไป แต่รายได้จะขึ้นอยู่กับกระบวนการจัดทำงบประมาณประจำปีมากขึ้น ทำให้จำนวนเงินอาจเปลี่ยนแปลงตามนโยบายรัฐบาล ฐานะการคลัง และมติรัฐสภา

รัฐบาลและรัฐสภา

มีอำนาจตรวจสอบและตัดสินใจเรื่องงบประมาณมากขึ้น แต่ต้องหางบประมาณมารองรับภารกิจทั้งสี่แห่งทุกปี

ประชาชน

อาจได้รับประโยชน์จากการตรวจสอบงบประมาณผ่านระบบรัฐสภาที่เข้มขึ้น แต่ต้องพิจารณาควบคู่กับความเสี่ยงที่สื่อสาธารณะและงานสุขภาพอาจถูกกดดันผ่านการจัดสรรเงิน

ร่างกฎหมายผ่านแล้วหรือยัง

คำตอบคือ ยังไม่ผ่าน และยังไม่มีผลบังคับใช้

ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2569 ร่างกฎหมายยังอยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 จนถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569

หลังปิดรับฟังความคิดเห็นยังต้องสรุปผลและดำเนินการตามกระบวนการเสนอร่างกฎหมาย เนื่องจากเป็นร่างการเงิน จึงต้องผ่านคำรับรองของนายกรัฐมนตรี ก่อนบรรจุเข้าระเบียบวาระและลงมติรับหลักการในวาระแรกของสภาผู้แทนราษฎร

การเปิดรับฟังความคิดเห็นจึงไม่เท่ากับสภาอนุมัติกฎหมาย และทั้งสี่องค์กรยังได้รับเงินตามกฎหมายเดิมในขณะนี้ ส่วนนายอนุทินยังไม่ตอบคำถามสื่อเรื่องนี้ด้วยตัวเอง โดยบอกเพียงว่าวันดังกล่าวมาประชุมเรื่องการป้องกันภัยพิบัติ

สรุปเรื่องนี้แบบสั้นที่สุด

ร่างกฎหมายไม่ได้เสนอให้ยุบไทยพีบีเอสหรืออีกสามกองทุน แต่เสนอให้ยกเลิกเงินบำรุงที่เก็บเพิ่มเติมจากผู้เสียภาษีสุราและยาสูบ แล้วเปลี่ยนให้ทั้งสี่แห่งรับเงินจากงบประมาณประจำปี

ฝ่ายเสนอให้เหตุผลว่าเงินสาธารณะควรเข้าสู่ระบบงบประมาณเพื่อให้รัฐสภาตรวจสอบ และยืนยันว่าจะเก็บภาษีทดแทนในจำนวนเท่ากัน ฝ่ายคัดค้านกังวลว่าระบบใหม่อาจทำให้ธุรกิจเหล้าและบุหรี่จ่ายเงินลดลง และเปิดทางให้ฝ่ายการเมืองควบคุมสื่อผ่านการเพิ่มหรือลดงบประมาณ

บทสรุปของเรื่องจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่าไทยพีบีเอสควรได้เงินเท่าใด แต่คือประเทศไทยจะออกแบบระบบตรวจสอบเงินสาธารณะอย่างไร โดยไม่ทำลายความเป็นอิสระของสื่อที่มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลเสียเอง

- รัฐสภา — ร่างแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอส และผลรับฟังความคิดเห็น

- รัฐสภา — ร่างแก้ไขกฎหมาย สสส. ฉบับอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ

- รัฐสภา — ร่างแก้ไขกฎหมายผู้สูงอายุ

- รัฐสภา — ร่างแก้ไขกฎหมายการกีฬาแห่งประเทศไทย

- Thai PBS — สาระสำคัญร่างกฎหมายและเหตุผลของผู้เสนอ

- Thai PBS — ถ้อยแถลง ส.ส.ท. เรื่องหลักประกันความเป็นอิสระ

- Thai PBS — แถลงการณ์ร่วม 6 องค์กรวิชาชีพสื่อ 4 จุดยืน

- The Standard — เปิดร่างแก้กฎหมาย 4 ฉบับ ยกเลิกเงินบำรุงจากสุรา-ยาสูบ

- ไทยโพสต์ — ศุภชัย ใจสมุทร ชี้แจง เงินไม่หาย ภาษีไม่ได้ลด

- ไทยโพสต์ — เอกภพ เพียรพิเศษ ตอบกลุ่มคัดค้าน

- ประชาชาติธุรกิจ — คำชี้แจงรัฐบาล ยันไม่ยุบ 4 องค์กร

- กรุงเทพธุรกิจ — ประเมินมูลค่าเงินภาษีบาปที่เข้า 4 กองทุน

- Thai PBS — ภคมน หนุนอนันต์ ค้านแก้ พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส

- Hfocus — ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ค้านเปลี่ยนระบบเงินบำรุง สสส.

- ผู้จัดการออนไลน์ — ภาคประชาสังคมคัดค้าน

- ไทยโพสต์ — นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ชำแหละงบไทยพีบีเอส

- The Nation — รายละเอียดร่างกฎหมายและขั้นตอนรับฟังความคิดเห็น

- จบด้วยดี! ThaiPBS-ช่อง 9 ออกแถลงร่วม ปมผู้ช่วยโดนตบหน้า แจงเป็นการหยอกล้อ

- งบประมาณปี 2570 แบกค่าดูแลข้าราชการ 1.24 ล้านล้านบาท กิน ⅓ ของประเทศ

- “ช่อ” อ้างพล.อ.รังษี สวนตลอด โพสต์ร่ายยาว เหตุใด “ช่อง 5” ไม่เคยเปิดงบการเงินต่อสาธารณะ

ความคิดเห็น