คําถามที่ว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (Artificial Intelligence : AI) ทำให้งานหาย และมีคนตกงานจริงไหม!
ดร.ณรงค์ทัศน์ ธัญญเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปัญญาประดิษฐ์ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) ให้คำตอบเรื่องนี้ว่า
“ผมต้องตอบตรงๆ ว่า งานบางประเภทจะหายไป และจำนวนตำแหน่งงานแบบเดิมจะลดลง ไม่ใช่เพราะเอไอชั่วร้าย แต่เพราะมันทำงานบางอย่างได้ดีกว่า ถูกกว่า และเร็วกว่าคน”
ข้อมูลจากเวทีการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ที่กรุงเทพฯ เมื่อตุลาคมที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF (International Monetary Fund) ประเมินว่าในระยะยาว งานทั่วโลกราว 40% จะได้รับผลกระทบจากเอไอ และในประเทศพัฒนาแล้วตัวเลขสูงถึง 60%
โดย คริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการ IMF เปรียบเอไอเป็นสึนามิที่เคลื่อนตัวช้า ช้าจนหลายคนไม่รู้สึกว่าน้ำกำลังขึ้น แต่สุดท้ายมันก็ยังเป็นสึนามิอยู่ดี
แต่ทุกครั้งที่เทคโนโลยีลดงานประเภทหนึ่งไป ก็จะสร้างงานอีกประเภทขึ้นมาเสมอ ครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน แต่มีข้อแม้สำคัญคือ งานใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ และไม่ได้เกิดขึ้นกับคนกลุ่มเดียวกับที่เสียงานไป
ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐของ IMF บอกว่า ตอนนี้งานราว 10% ต้องการทักษะด้านเอไอ และงานกลุ่มนี้ให้ค่าตอบแทนสูงกว่าเดิม ขณะเดียวกันงานประจำ (Routine) ในรูปแบบของงานที่ทำซ้ำๆ ที่เอไอเข้ามาทำแทน ได้ทำให้ความต้องการใช้แรงงานคนลดลง ส่วนงานค่าตอบแทนต่ำอย่างการก่อสร้าง Data Center และงานบริการกลับเพิ่มขึ้น ภาพรวมคือ งานเพิ่มมากกว่างานหาย แต่จอร์เจียวาเองก็เตือนว่านี่ไม่ใช่เรื่องน่าฉลอง เพราะงานที่เพิ่มส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนน้อยกว่างานที่หายไป
การที่เราจะเป็นส่วนหนึ่งของงานที่มีมูลค่าที่เพิ่มขึ้น ทักษะการทำงานร่วมกับเอไอ จึงมีส่วนสำคัญ ธาร์มัน ชานมูการเรตนัม ประธานาธิบดีสิงคโปร์ ยกตัวอย่างการนำเอไอมาใช้ในภาคสาธารณสุข โดยระบุว่า พยาบาลที่มีเอไอช่วยคัดกรองจะดูแลผู้ป่วยได้มากขึ้น แต่คนยังต้องเป็นคนสัมผัสผู้ป่วย ตัดสินใจ และรับผิดชอบ ไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มตัวมีความต้องการงานแบบนี้มหาศาล ในขณะเดียวกันงานด้านโครงสร้างพื้นฐานของเอไอ ทั้ง Data Center เซมิคอนดักเตอร์ คลาวด์ และพลังงานสะอาดที่ต้องป้อนเอไอ ซึ่งไทยกำลังดึงดูดการลงทุนกลุ่มนี้อยู่ พลังงานหมุนเวียนสร้างงานต่อเงินลงทุนเท่ากันได้มากกว่าฟอสซิลถึง 3 เท่า ซึ่งเป็นภาคธุรกิจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ตามที่ IMF ระบุว่า เศรษฐกิจโลกปี 2569 เติบโตที่ 3.1% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนในด้านเทคโนโลยีเอไอและดิจิทัล และงานใหม่ๆ ที่มาจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี อาทิ ตำแหน่งที่คนทำหน้าที่ออกแบบ กำกับ ตรวจสอบ และรับผิดชอบผลลัพธ์ของเอไอ ในทีมของผมเอง งานแบบนี้เริ่มกลายเป็นงานหลัก ไม่ใช่งานเสริม
ประเด็นที่ผมอยากย้ำคือ จำนวนงานอาจลดลงในบางภาคส่วน แต่มูลค่าของงานที่คนทำจะสูงขึ้น ถ้าเราออกแบบให้คนย้ายไปอยู่ในจุดที่เอไอเสริมการทำงานของคน แทนที่จะไปใช้งานเอไอแทนคน เอไอควรทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนักบิน หรือ Co-Pilot ในขณะที่คนยังคงทำหน้าที่เป็นนักบินหลัก (Pilot)
เอไอเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับคนตัวเล็ก
นอกจากการสร้างงานและการออกแบบงานใหม่ๆ แล้ว เอไอยังเป็นเครื่องมือของคนตัวเล็กที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ ผมมองว่า ในบรรดาเทคโนโลยีทั้งหมดที่ผ่านมา เอไอเป็นเทคโนโลยีที่เข้าข้างคนตัวเล็กมากที่สุด
ทำไมผมถึงคิดแบบนี้ ลองย้อนกลับไปในอดีต องค์กรที่จะมีนักบัญชี นักกฎหมาย นักการตลาด นักวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงงานวิจัย ต้องเป็นองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น ที่จะมีความสามารถในการจ้างบุคลากรเหล่านี้มาเป็นพนักงานในการขับเคลื่อนองค์กร แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีเอไอ แม่ค้าหนึ่งคนเข้าถึงความรู้เหล่านี้ได้ในราคาเกือบศูนย์บาทจากการนำเทคโนโลยีเอไอมาใช้ นั่นคือเหตุผลที่ “นกกระซิบ” แพลตฟอร์มเอไอ แชตบอต (AI Chatbot) แอพพลิเคชั่นอัจฉริยะใน “ถุงเงิน” ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวในการบริหารจัดการธุรกิจให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ที่ให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ การวิเคราะห์ยอดขายอัตโนมัติ การคำนวณต้นทุนกำไรเบื้องต้น ไปจนถึงการเช็กราคากลางของวัตถุดิบรายวัน เป็นเครื่องมือที่ทำให้ผู้ค้ารายย่อยสามารถใช้งานได้ไม่ต่างจากองค์กรขนาดใหญ่ที่มีทั้งนักบัญชี นักการตลาด นักวิเคราะห์และนักกฎหมายครบจบในแอพพลิเคชั่นเดียว
จากระบวนการทำงานของ “นกกระซิบ” ที่ให้บริการแบบครบจบในแอพพ์เดียวสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ทำให้มีผู้ค้ารายย่อยใช้งานเกือบ 1 ล้านรายในเวลาไม่นานและข้อมูลการค้าเหล่านั้นช่วยให้ธนาคารเห็นว่าร้านนี้ทำธุรกิจดี (โดยความยินยอมของเจ้าของร้าน) คนที่ไม่เคยมีหลักประกันจะเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นเป็นครั้งแรก
นอกจากนี้ เอไอยังทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “บริษัทคนเดียว” ซึ่งเป็นภาพอนาคตของงานที่ผมอยากให้คนไทยมองเห็น เส้นแบ่งระหว่างลูกจ้างกับผู้ประกอบการจะลดลง คนหนึ่งคนกับเอไอ ทำสิ่งที่เมื่อก่อนต้องใช้ทีม 10 คนและบริษัทขนาดเล็กจะแข่งกับบริษัทใหญ่ได้ในสนามที่เคยเข้าไม่ถึง Small AI ที่ธนาคารโลกผลักดัน ไม่ใช่เอไอที่ด้อยกว่า แต่คือเอไอที่แก้ปัญหาเฉพาะ ราคาถูก ใช้ง่าย และอยู่ในมือของคนที่รู้ปัญหาจริง ทั้งเกษตรกร พยาบาล ครู และแม่ค้า ซึ่งนี่คือจุดแข็งของประเทศที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMEs) อย่างไทย
เพราะฉะนั้น เอไอเป็นสึนามิจริงตามที่กรรมการผู้จัดการ IMF กล่าว แต่เป็นสึนามิที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ที่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกอยู่ฝั่งไหนของสึนามิ
เราจะเลือกอยู่ในฝั่งที่ถูกเอไอเข้ามาแทนที่ หรือเราจะเลือกอยู่ในฝั่งที่นำเอไอมาใช้งานและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับตัวเอง
ถ้าเราปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด งานใหม่จะไปอยู่กับคนที่พร้อมอยู่แล้ว และช่องว่างจะถ่างออก แต่ถ้าเราตั้งใจออกแบบ ด้วยการศึกษาที่สอนให้คนทำสิ่งที่เอไอทำไม่ได้ องค์กรที่ย้ายคนก่อนย้ายงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้เอไอราคาถูกพอสำหรับทุกคน เอไอจะเป็นเครื่องมือที่ยกคนตัวเล็กขึ้นมาได้มากกว่าเทคโนโลยีใดๆ ที่ผ่านมา
ประเทศไทยมีคนหนุ่มสาว มี SMEs เป็นกระดูกสันหลังและมีนโยบาย AI for All ที่ประกาศไว้แล้ว สิ่งที่เหลือคือการลงมือทำให้คำว่า “For All” เป็นจริง ไม่ใช่แค่คำขวัญ
“ผมไม่กลัวว่าเอไอจะแย่งงานคน ผมกลัวว่าเราจะไม่เตรียมคนให้พร้อมรับงานที่เอไอสร้างขึ้นมากกว่า”