แสนสิริ ผนึก SCB อัด 2,000 ล้าน หนุน SME เข้าถึง Sustainable Financing ดอกเบี้ยเริ่ม 2.50% ต่อปี ดันซัพพลายเชนสู่ธุรกิจยั่งยืน
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ที่ สิริ แคมปัส (Siri Campus) นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงาน Synergy for SME Sustainable Success: ผนึกพลัง ขับเคลื่อน SME สร้างความสำเร็จอย่างยั่งยืน ว่า แสนสิริมีความสัมพันธ์ที่ดีกับธนาคารไทยพาณิชย์มาอย่างยาวนาน โดยธนาคารให้การสนับสนุนทางการเงินทั้งในช่วงวิกฤตและช่วงที่ธุรกิจเติบโต ในช่วงที่เศรษฐกิจมีความท้าทาย แสนสิริและไทยพาณิชย์ มุ่งเน้นที่จะร่วมมือกันหาแนวทางช่วยเหลือและประคับประคองผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานให้สามารถก้าวผ่านวิกฤตและเติบโตไปได้ ทั้งนี้ สำหรับกลุ่มเอสเอ็มอี (SME) ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ที่ครอบคลุมทั้งภาคการผลิต การค้า และบริการ รวมถึงมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจขนาดใหญ่
นายเศรษฐา กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใด และเราทุกคนต้องตระหนักคือการกลับมาตั้งต้นที่รากฐานสำคัญ 3 ประการในประกอบธุรกิจ ได้แก่ 1. การบริหารกระแสเงินสด ซึ่งเป็นหัวใจแห่งความอยู่รอด ในวันที่เศรษฐกิจคาดเดาได้ยาก วินัยทางการเงินและการวางแผนที่รัดกุมคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด 2. ความผูกพันและรักษาสัญญา ตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ ทั้งผู้ว่าจ้างรายใหญ่ ผู้รับจ้างรายย่อย ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย เพราะความเชื่อใจ คือต้นทุนที่แพงที่สุดและขาดไม่ได้ในยามวิกฤต และ 3. ความรับผิดชอบในการประคองกันให้รอด เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ เนื่องจากหากคนตัวเล็กในระบบสะดุดล้ม คนตัวใหญ่ก็ไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้เช่นกัน ดังนั้น หน้าที่ของผู้นำและองค์กรขนาดใหญ่ต้องสนับสนุนคู่ค้าให้เติบโตไปด้วยกัน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการเองก็ต้องปรับตัว พึ่งพาตนเอง พัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และมองหาโอกาสใหม่ ๆ แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญวิกฤต
นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แสนสิริเริ่มวางกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนมานานกว่า 10 ปี โดยนำหลัก ESG มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ และมองว่ากลุ่ม Green Partner รวมถึงความร่วมมือในระบบนิเวศธุรกิจ (Ecosystem) เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีห่วงโซ่อุปทานที่ยาวและเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการหลากหลายประเภท ปัจจุบันแสนสิริมีคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานกว่า 4,000 ราย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และการจ้างงานต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ แสนสิรินำแนวทาง Green Supply Chain มาใช้ผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Green Procurement การจัดซื้อจัดจ้างที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม Green Construction การก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ Green Architecture & Design การออกแบบสถาปัตยกรรมที่คำนึงถึงความยั่งยืน โดยตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนขององค์กรลง 20% ในปี 2025 และมุ่งสู่ Net Zero ในปี 2050
นายอุทัย กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของภาคธุรกิจไม่ได้มีเพียงการลดคาร์บอน แต่ยังรวมถึงทรัพยากร ต้นทุนวัตถุดิบ และคุณภาพชีวิตแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถรอได้ หากธุรกิจไม่ปรับตัว ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่ ทั้งนี้ แสนสิริพร้อมสนับสนุนคู่ค้าให้เปลี่ยนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมเป็นโอกาสทางธุรกิจ โดยร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ในการให้ความรู้และสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการ ทั้งสินเชื่อเพื่อธุรกิจอัตราดอกเบี้ยพิเศษและสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) เพื่อช่วยให้คู่ค้าลงทุนปรับเปลี่ยนธุรกิจให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
นายสารัชต์ รัตนาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ในการประชุม IMF-World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพเมื่อวันที่ 12-18 ตุลาคมผ่านมา มีการหยิบยกประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจ ทั้งการสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ (Resilience) ความยั่งยืน (Sustainability) การกระจายเงินทุนไปยังผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน และการเปลี่ยนแปลงจากปัญญาประดิษฐ์ (AI Disruption) โดยเฉพาะการกระจายเงินทุนไม่ให้กระจุกตัวอยู่เฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ แต่ต้องขยายไปยังผู้ประกอบการรายย่อยในระบบนิเวศธุรกิจ เนื่องจากการสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจต้องครอบคลุมทั้งองค์กรหลัก คู่ค้า และผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนและเติบโตไปด้วยกันได้
นายสารัชต์ กล่าวว่า สำหรับการเงินเพื่อความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ร่วมกับแสนสิริปล่อยสินเชื่อ Green Finance ไปแล้วประมาณ 1,000 ล้านบาท ใน 2 โครงการ แต่โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้สินเชื่อสีเขียวและสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนกระจายไปถึงผู้ประกอบการรายเล็กได้มากขึ้น เพราะปัจจุบันเงินทุนประเภทนี้ยังมักกระจุกตัวอยู่ในองค์กรขนาดใหญ่ ขณะที่การนำ AI มาใช้ถือเป็นอีกปัจจัยที่จะเปลี่ยนโครงสร้างการทำงาน การจ้างงาน และกระบวนการทางธุรกิจ โดยธนาคารเริ่มเห็นผลลัพธ์จากการนำ AI มาช่วยพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งเดิมใช้เวลาประมาณ 3 เดือน แต่เมื่อนำ AI มาใช้ สามารถลดระยะเวลาเหลือไม่ถึง 1 เดือน ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความเร็วในการออกผลิตภัณฑ์สู่ตลาด นอกจากนี้ ยังนำ AI มาปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลิตภาพ โดยธนาคารต้องการขยายองค์ความรู้และโซลูชันด้าน AI ไปยังพันธมิตรของแสนสิริด้วย พร้อมระบุว่า การสร้างความแข็งแกร่งและอยู่รอดในระยะยาวไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง แต่ต้องเดินหน้าไปพร้อมกับคู่ค้าและพันธมิตรตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและเติบโตไปด้วยกันได้
นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานธุรกิจการเงิน ยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารมองว่าความยั่งยืนกับการดำเนินธุรกิจเป็นเรื่องเดียวกัน โดยผลประกอบการและการเติบโตของธุรกิจควรเดินควบคู่กับการแก้ไขปัญหาสังคม เรียกว่า ธุรกิจชนะ สังคมพัฒนาไม่ใช่แยกความยั่งยืนออกไปเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ทั้งนี้ สำหรับการพิจารณาสินเชื่อผู้ประกอบการ SME จำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจและความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ โดยธนาคารให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลมาเป็นทางเลือกในการประเมินความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อ จากเดิมที่เน้นหลักประกัน ไปสู่การใช้ข้อมูลเป็นหลักประกัน เพื่อแก้ข้อจำกัดของ SME ที่มีหลักประกันไม่เพียงพอหรือมีต้นทุนทางการเงินสูง โดยแนวทางดังกล่าวครอบคลุมการพิจารณาสินเชื่อจากกระแสเงินสด การเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่ง รวมถึงการใช้ข้อมูลที่สะท้อนผลการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เหมาะสมยิ่งขึ้น
นางพิกุล ศรีมหันต์ Chief Debt Recovery Management Officer และ Chief Business Banking Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ความสำเร็จของธุรกิจต้องอาศัยความแข็งแกร่งของทุกภาคส่วนในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) จึงมุ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ (Business Value Chain Partner) เชื่อมโยงลูกค้าองค์กรกับผู้ประกอบการในซัพพลายเชน เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน องค์ความรู้ เครือข่ายธุรกิจ และเครื่องมือปรับตัวรับเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยธนาคารเตรียมวงเงินสนับสนุนผู้ประกอบการไว้ 2,000 ล้านบาท ครอบคลุมสินเชื่อระยะยาวและเงินทุนหมุนเวียนแบบมีหลักประกันในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ รวมถึงสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนทางธุรกิจ (Sustainable Financing) วงเงินสูงสุด 50 ล้านบาทต่อราย ไม่ต้องใช้หลักประกัน สำหรับธุรกิจที่ลงทุนในกิจกรรมสีเขียว เช่น ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ระบบบำบัดน้ำเสีย อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน และสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โดยให้อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.50% ต่อปีในปีแรก สำหรับผู้ที่ได้รับอนุมัติภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2569