“คงกระพัน” นำทัพลุยโครงการ Genesis เจรจาพันธมิตรหลายราย เปิดทางปรับโครงสร้างโรงกลั่น-ปิโตรเคมี-ปุ๋ยได้ทั้งแยกธุรกิจหรือควบรวม ดัน LNG แตะ 10 ล้านตันปี 2030
นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่ม ปตท. มุ่งสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะธุรกิจดาวน์สตรีม ทั้งโรงกลั่นและปิโตรเคมี ซึ่งกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านตลาดส่งออกจนต้องลดกำลังการผลิต
ปัจจุบัน บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ปรับลดกำลังการผลิตเหลือประมาณ 80-90% หรือต่ำกว่านั้น ขณะที่ ปตท. เดินหน้าความร่วมมือระหว่าง GC กับบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ตามแผน เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการปิโตรเคมีไทย และสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบแก่ลูกค้าในประเทศ ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าในช่วงขาดแคลน
นายคงกระพันระบุว่า เม็ดพลาสติกและปิโตรเคมีเป็นส่วนสำคัญของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมประเทศ ปตท. จึงไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะผลกำไรระยะสั้น แต่ให้ความสำคัญกับความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงของธุรกิจในระยะยาว
@Genesis เปิดทางจับมือพันธมิตร คาดเห็นความชัดเจนปลายปี
สำหรับโครงการ Genesis ปตท. อยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรหลายราย เพื่อหาแนวทางเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจดาวน์สตรีม โดยเปิดกว้างทั้งการแยกธุรกิจโรงกลั่น ปิโตรเคมี หรือปุ๋ย รวมถึงการควบรวม ขึ้นอยู่กับความสนใจและความเหมาะสมของคู่ค้า
ปัจจัยสำคัญในการเลือกพันธมิตรคือ ต้องมีความมั่นคงด้านวัตถุดิบ (Feedstock Security) และ/หรือมีตลาดรองรับ เพื่อร่วมกันสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจ โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงปลายปีนี้
@ปักธง 3 ธุรกิจหลัก ทุ่มลงทุนอย่างมีวินัย
ทิศทางการลงทุนของ ปตท. ในระยะต่อไปจะให้น้ำหนักกับ 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่
– สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (Exploration & Production) เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน
– ห่วงโซ่ธุรกิจ LNG (LNG Value Chain) โดยเน้นการค้า ซึ่งใช้เงินลงทุนในสินทรัพย์น้อยกว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
– โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เพื่อรองรับความต้องการพลังงานและการพัฒนาเศรษฐกิจ
สำหรับธุรกิจ LNG ปตท. ตั้งเป้าปริมาณการค้าในปีนี้มากกว่า 3 ล้านตัน เพิ่มเป็นมากกว่า 4 ล้านตันในปีหน้า และขยายสู่ 10 ล้านตันภายในปี 2030 โดยจะปรับแผนระหว่างทางให้สอดคล้องกับอุปสงค์และอุปทานของตลาด
อย่างไรก็ตาม ความไม่สงบในทะเลแดงจากสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มฮูตีส่งผลให้เรือขนส่งพลังงานบางส่วนต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแอฟริกา ทำให้ระยะเวลาเดินเรือและต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น เป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตามในการบริหารธุรกิจพลังงานระหว่างประเทศ
@รับมือวัฏจักรพลังงาน ย้ำต้องมีเงินสำรองและฟื้นตัวเร็ว
นายคงกระพันกล่าวว่า ตลาดพลังงานมีวัฏจักรขึ้นลงและเผชิญความผันผวนมาอย่างต่อเนื่อง องค์กรจึงต้องไม่ตื่นตระหนกกับราคาน้ำมัน แต่ควรสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการฟื้นตัวจากวิกฤต (Resilience) พร้อมบริหารสภาพคล่องอย่างรอบคอบ เก็บออมเงินในช่วงที่มีรายได้ เพื่อรองรับช่วงที่ธุรกิจเผชิญแรงกดดัน
@ไทยยังพึ่งน้ำมันนำเข้าสูง 90% เร่งประหยัดพลังงานลดความเสี่ยง
ด้านความมั่นคงทางพลังงาน ปตท. ระบุว่า ไทยยังสามารถจัดหาวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการกลั่นและแยกก๊าซได้ โดยปัจจุบันก๊าซธรรมชาติประมาณ 60% มาจากอ่าวไทยและเมียนมา ส่วนอีก 40% นำเข้าในรูปก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)
ขณะที่น้ำมันดิบยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสูงถึง 90% จึงจำเป็นต้องรณรงค์ประหยัดพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภาระการนำเข้าและความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก