อีซูซุชี้หนี้ครัวเรือนสูง–สินเชื่อเข้ม กดตลาดปิกอัพเหลือสัดส่วนราว 20% เสนอรัฐออกมาตรการซื้อรถลดหย่อนภาษี 1 แสนบาท ช่วยฟื้นกำลังซื้อและซัพพลายเชนไทย พร้อมเดินหน้าแผนลงทุน 32,000 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขายปี 2569 ที่ 70,400 คัน
มร. ฮิโรยาสุ ซาโต้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ภาพรวมตลาดรถยนต์ไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้เติบโตประมาณ 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากรถยนต์อเนกประสงค์ หรือ SUV ขณะที่ตลาดรถปิกอัพยังทรงตัว สะท้อนข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและการเข้าถึงสินเชื่อของลูกค้ากลุ่มหลัก
บริษัทประเมินว่าตลาดรถยนต์รวมทุกยี่ห้อในปี 2569 จะมียอดขายประมาณ 700,000 คัน อย่างไรก็ตาม สัดส่วนยอดขายรถปิกอัพในตลาดรวมลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 20% จากในอดีตที่เคยมีสัดส่วนประมาณ 30–40%
สำหรับอีซูซุ มียอดขายช่วง 9 เดือนแรกอยู่ที่ 52,829 คัน ลดลง 1.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และตั้งเป้ายอดขายรวมทั้งปีประมาณ 70,400 คัน ลดลงประมาณ 4% จากปีก่อน โดยไม่ได้ประกาศเป้าหมายแยกตามรุ่นย่อย เนื่องจากขึ้นอยู่กับความต้องการและการตัดสินใจซื้อของลูกค้า
ชงซื้อปิกอัพลดหย่อนภาษี 1 แสนบาท หนุนกำลังซื้อ–ซัพพลายเชนไทย
สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ คือมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากภัยธรรมชาติ ควบคู่กับมาตรการกระตุ้นตลาดรถปิกอัพอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศสูงกว่า 90% และมีบทบาทต่อเศรษฐกิจ การผลิต และห่วงโซ่อุปทานของไทย
ที่ผ่านมา รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. รวมถึงแนวทางนำรถเก่ามาแลกซื้อรถใหม่ หรือ Trade-in แต่บริษัทยังเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพิ่มเติม เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการซื้อรถได้จริง
หนึ่งในข้อเสนอคือการนำแนวคิดกระตุ้นการใช้จ่ายลักษณะเดียวกับโครงการ “ชิมช้อปใช้” มาประยุกต์ใช้กับตลาดรถปิกอัพ เช่น เปิดให้นำค่าใช้จ่ายในการซื้อรถปิกอัพจำนวน 100,000 บาท ไปหักลดหย่อนภาษี เพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้รถและอยู่ในระบบภาษีโดยตรง ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวเป็นข้อเสนอจากภาคเอกชนต่อรัฐบาล
หนี้ครัวเรือนสูง–ไฟแนนซ์เข้ม กดลูกค้าหลักซื้อรถยาก
สำหรับสาเหตุที่สัดส่วนตลาดรถปิกอัพลดลง บริษัทมองว่าปัจจัยสำคัญมาจากลูกค้าหลัก ได้แก่ เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า และพนักงานโรงงาน ซึ่งเผชิญปัญหาหนี้สินครัวเรือนสูง ประกอบกับสถาบันการเงินมีเงื่อนไขอนุมัติสินเชื่อเข้มงวด ทำให้ความต้องการซื้อรถไม่สามารถเปลี่ยนเป็นยอดขายได้เต็มที่
ขณะเดียวกัน รถยนต์นั่งและ SUV มีราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้นและมีตัวเลือกหลากหลาย โดยลูกค้าบางกลุ่มที่มีรายได้มั่นคงยังสามารถขออนุมัติสินเชื่อได้ง่ายกว่า จึงเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้โครงสร้างตลาดรถยนต์เปลี่ยนแปลงไป
อย่างไรก็ตาม บริษัทประเมินว่าลูกค้าหลักยังมีความต้องการใช้รถปิกอัพ หากปัญหาหนี้สินและข้อจำกัดด้านสินเชื่อผ่อนคลายลง กำลังซื้อก็มีโอกาสกลับมาได้
นอกจากนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยกดดัน ผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและผลกระทบต่อกำลังซื้อของลูกค้า โดยสถานการณ์ที่ยังมีความผันผวนทำให้บริษัทยังไม่สามารถระบุเป้าหมายยอดขายปีหน้าได้อย่างชัดเจน
ขอความเป็นธรรมทางภาษี รถผลิตในไทยกับรถนำเข้า
ส่วนประเด็นการเลื่อนประกาศปรับอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถนำเข้า ผู้บริหารตรีเพชรอีซูซุเซลส์ระบุว่า บริษัทต้องการเห็นมาตรการที่ช่วยดูแลอุตสาหกรรมและการจ้างงานภายในประเทศ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
แม้ไม่ได้เสนอว่าควรกำหนดอัตราภาษีที่ระดับใด แต่เห็นว่าการจัดเก็บภาษีควรมีความเป็นธรรมระหว่างรถที่ผลิตในประเทศไทยกับรถที่นำเข้าจากต่างประเทศ
ด้านการลงทุน อีซูซุยังเดินหน้าตามแผนระยะ 5 ปี ระหว่างปี 2567–2571 มูลค่ารวม 32,000 ล้านบาท โดยเริ่มลงทุนไปแล้ว 15,000 ล้านบาทนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 พร้อมให้ความสำคัญกับการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศในสัดส่วนสูงกว่า 90%
ใช้เครื่องยนต์ใหม่ขยายฐานลูกค้า เจาะกลุ่มกำลังซื้อสูง
สำหรับแนวทางขับเคลื่อนยอดขาย บริษัทคาดหวังว่าผลิตภัณฑ์เครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE และรุ่น 2.2 Biturbo จะช่วยขยายฐานลูกค้าและเพิ่มโอกาสทางการขาย โดยรุ่น 2.2 Biturbo เริ่มทำตลาดในกลุ่ม RS, V-Cross และ Hi-Lander เพื่อรองรับลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง ก่อนประเมินความต้องการของตลาดในระยะต่อไป
ส่วนต่างราคาประมาณ 42,000 บาท ไม่ได้สะท้อนเฉพาะต้นทุนเครื่องยนต์ แต่รวมถึงการปรับอุปกรณ์ตกแต่งภายนอกและภายในของแต่ละรุ่นด้วย จึงไม่สามารถใช้เป็นเกณฑ์ว่าหากนำเครื่องยนต์ดังกล่าวไปติดตั้งในรุ่นอื่น จะต้องปรับราคาเพิ่มในระดับเดียวกัน
ปัจจุบัน เครื่องยนต์ 2.2 ลิตร รุ่นปกติ มีสัดส่วนยอดขายประมาณ 83% ขณะที่เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร มีสัดส่วนประมาณ 17% ส่วนรุ่น 2.2 Biturbo เพิ่งเปิดตัว จึงยังอยู่ระหว่างประเมินผลตอบรับ
อย่างไรก็ตามบริษัทได้หยุดผลิตเครื่องยนต์ 1.9 ลิตรสำหรับตลาดประเทศไทยตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา หลังลูกค้าส่วนใหญ่เปลี่ยนไปเลือกเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร แต่ยังคงผลิตเครื่องยนต์ 1.9 ลิตรเพื่อส่งออก ขณะที่เครื่องยนต์ 2.2 Biturbo มีแผนส่งออกเช่นกัน โดยช่วงเวลาจะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละตลาด
สำหรับการเพิ่มอุปกรณ์และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ บริษัทจะพิจารณาควบคู่กับกำลังซื้อและความต้องการของลูกค้า เพราะการเพิ่มอุปกรณ์ส่งผลต่อราคาจำหน่าย พร้อมยืนยันว่าตรีเพชรฯ และอีซูซุมอเตอร์ทำงานร่วมกันในฐานะพันธมิตร โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนารถที่ตอบโจทย์ตลาดประเทศไทย
ยังเชื่อมั่นดีเซล เดินหน้าปิกอัพไฟฟ้าเฉพาะกลุ่ม
ด้านเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก บริษัทมองว่าตลาดรถปิกอัพไทยยังนิยมเครื่องยนต์ดีเซลเป็นหลัก จึงเดินหน้าพัฒนาเครื่องยนต์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การรองรับน้ำมัน B20 ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีอื่นตามความเหมาะสมของแต่ละประเทศ
ในประเทศไทย อีซูซุอยู่ระหว่างทดลองระบบสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ในรถบรรทุกไฟฟ้าขนาดกลาง 2 ตัน ร่วมกับลูกค้าในการใช้งานจริง แต่ยังไม่ได้กำหนดวันวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ
ส่วนรถปิกอัพไฟฟ้า บริษัทยังคงจำหน่ายให้ลูกค้าเฉพาะกลุ่มที่มีลักษณะการใช้งานเหมาะสม และเดินหน้าทำตลาดต่อไป ขณะที่ตลาดส่งออกได้รับการตอบรับที่ดีในบางประเทศ โดยเฉพาะในทวีปยุโรป