ก่อนที่จะรีวิวลองขับ Wuling Eksion ขอพาทุกท่านย้อนกลับไปยังอดีตที่ระหกระเหินของแบรนด์ จากเครื่องบินสู่คาร์บูเรเตอร์ จากรถตู้เล็กไปสู่รถมินิบัส และยานยนต์ไฟฟ้า นี่คือประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Wuling
หนึ่งในความสำเร็จของอุตสาหกรรมยานยนต์จีนคือ Wuling Hongguang รถ MPV ขนาดกลางราคาย่อมเยา แต่ถ้านึกไม่ออกว่ารถของแบรนด์นี้มีหน้าตายังไง ลองนึกถึง Dacia Lodgy ซึ่งเรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็น Citroën 2CV แห่งดินแดนมังกร ด้วยยอดขายเกือบ 5 ล้านคัน ในเวลาประมาณ 10 ปี Hongguang มีส่วนอย่างมากในการช่วยให้ชาวจีนทั่วไปมีรถยนต์ใช้ โดยเฉพาะคนเบี้ยน้อยเงินเดือนไม่มาก มีงบประมาณจำกัดและไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ แต่อยากได้รถยนต์เอาไว้ใช้งาน Wuling ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนทั่วไปได้....
ก่อนจะมาเป็น Hongguang แบรนด์ Wuling มีประวัติศาสตร์ยาวนานตามสไตล์ของค่ายรถจีน ยุคแรกเริ่มของ Wuling กลับไม่ได้เกี่ยวข้องกับรถยนต์เลยแม้แต่นิดเดียว ชื่อ Wuling ถือกำเนิดขึ้นในยุค 1980 หลังจากที่บริษัทวางรากฐาน
โรงสีข้าว เครื่องบิน และเครื่องยนต์สันดาปภายใน
ในปี 1928 ณ เมืองหลิ่วโจว เมืองใหญ่ลำดับสองของมณฑลกวางซีทางตอนใต้ของประเทศจีน ซึ่งมีพรมแดนติดกับเวียดนาม มีการลงเสาเข็มก่อตั้งโรงงานที่ใช้ชื่อแรกเริ่มว่า Liujiang Machinery Factory โรงงานแห่งนี้มีการเปลี่ยนชื่อนับครั้งไม่ถ้วน และชื่อที่คุ้นหูคนแถบนั้นก็คือ Liuzhou Machinery Factory
พรรคก๊กมินตั๋งซึ่งปกครองจีนแผ่นดินใหญ่อยู่ในขณะนั้น ก่อตั้งโรงงานแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นโรงงานสำหรับซ่อมแซมยุทโธปกรณ์ของกองทัพ เข้าสู่ช่วงปี คศ 1930 โรงงานอยู่ภายใต้การดูแลของกองทัพที่ 4 ในแผนกการบิน งานหลักจึงกลายเป็นการซ่อมบำรุงเครื่องบิน ในขณะเดียวกันวิศวกรจีนที่ทำงานอยู่ในนั้นก็เริ่มพัฒนาชิ้นส่วนของตัวเอง มีการทดลองทำเครื่องยนต์เผาไหม้ภายใน จนกระทั่งช่วงต้นปี 1930 Liuzhou Machinery มีองค์ความรู้ถึงขั้นพัฒนาเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันถ่านหินได้สำเร็จ แน่นอนว่ามันจะต้องพ่นมลพิษอย่างมโหฬาร! เพราะเชื้อเพลิงที่ใช้เมื่อเผาไหม้จะก่อให้เกิดควันคลุ้งไปหมด
นอกจากงานซ่อมบำรุงอาวุธของกองทัพแดง Liuzhou Machinery เริ่มประกอบเครื่องบินทั้งลำ โดยเน้นไปที่เครื่องบินฝึกซ้อมขนาดเบา ปี 1937 มีการเผยโฉมเครื่องบินขับไล่แบบที่นั่งเดียว หลังจากนั้น ญี่ปุ่นก็บุกจีน ....ตลอดครึ่งแรกของทศวรรษ 1940 อันปั่นป่วนจากสงครามโลกครั้งที่สองและสงครามกลางเมืองของจีน โรงงานยังคงทำหน้าที่เป็นคลังแสงทางทหาร จนกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์ก้าวขึ้นสู่อำนาจ
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1946 โรงงานถูกเปลี่ยนไปอยู่ใต้การดูแลของมณฑล พอถึงปี 1948 ก็หันมาผลิตเครื่องจักรกลการเกษตร ทั้งเครื่องจักรแปรรูปอ้อยและข้าว
Liuzhou Machinery ยังประกอบเครื่องยนต์เผาไหม้ภายในเพื่อใช้ขับเคลื่อนเครื่องจักรการเกษตร ผลจากการขยายงาน ทำให้มีการสร้างโรงงานแห่งใหม่ขึ้นในปี 1958 ชื่อว่า Liuzhou Power Machinery เพื่อผลิตเครื่องยนต์ดีเซลสำหรับเรือเดินทะเลขนาดใหญ่ แต่เนื่องจากจีนกำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างหนัก จากนโยบาย "ก้าวกระโดด" (Great Leap Forward) โรงงานต่อเรือไม่ประสบความสำเร็จจากสภาพเศรษฐกิจ ส่งผลให้เครื่องยนต์ดีเซลเรือไม่เคยถูกผลิตขึ้นจริง
รถไถ, เครื่องจักรเย็บผ้า และทอผ้า
ปี 1962 รัฐบาลมณฑลกวางซีได้แยก Liuzhou Power Machinery Factory ออกจากบริษัทแม่และทำให้เป็นรัฐวิสาหกิจอิสระ โครงการเครื่องยนต์ดีเซลเรือถูกยกเลิกไปนานแล้ว และเปลี่ยนไปผลิตสินค้าชนิดอื่น แทนที่ด้วยเครื่องตัดไม้และรถไถการเกษตร ในปี 1964 รถไถรุ่นแรกออกสู่สายตาประชาชนชาวจีน ภายใต้แบรนด์ Fengshou ต่อมาในปี 1966 ชื่อโรงงานก็เปลี่ยนตามผลิตภัณฑ์ใหม่เป็น Liuzhou Tractor Factory (โรงงานรถไถหลิ่วโจว)
ช่วงทศวรรษ 1960 จีนยังคงเป็นประเทศเกษตรกรรมเกือบจะ 100% การผลิตรถไถจึงเป็นธุรกิจที่ดีมาก จากที่เริ่มผลิตเพียงปีละ 500 คัน ก็พุ่งขึ้นเป็นสิบเท่า อีกสิบปีต่อมา ธุรกิจที่เติบโต ทำให้ Liuzhou Tractor กลายเป็นบริษัทอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จมากในยุคนั้น
บริษัทแม่อย่าง Liuzhou Machinery Factory ก็ขยายธุรกิจเช่นกัน โดยตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ Tianyang, โรงงานเครื่องมือกลกวางซีที่ 1 และโรงงานแม่เหล็กหลิ่วโจว งานหลักของโรงงานแห่งนี้ยังคงเป็นการผลิตเครื่องยนต์ส่งให้ Liuzhou Tractor จนนำไปสู่การสร้างเครื่องยนต์สำหรับรถบรรทุกรุ่น Type-70 ในช่วงปลายทศวรรษ 1960
คณะกรรมการปฏิวัติกวางซี (รัฐบาลมณฑลในขณะนั้น) ประเมินว่า การผลิตเครื่องจักรเกษตรเพียงอย่างเดียวไม่อาจตอบสนองความต้องการได้อีกต่อไป จึงต้องมีผลิตภัณฑ์ใหม่ คณะกรรมการตัดสินใจเลือกการผลิตรถบรรทุก โดยสั่งให้บริษัทเครื่องจักรการเกษตรอีกแห่ง คือ Liuzhou Agricultural Machinery Factory (ก่อตั้งปี 1954) ร่วมมือกับ Liuzhou Machinery Factory เพื่อเลือกรุ่นรถที่เหมาะสม ภายในเวลาเพียง 23 วัน ในปี 1969 พวกเขาก็ประกอบรถบรรทุกด้วยมือ รุ่น Feiyue ซึ่งก๊อปปี้มาจาก Yuejin NJ130 ตัวรถใช้เครื่องยนต์ Type-70 โครงการสร้างรถบรรทุก ถูกเปลี่ยนชื่ออย่างรวดเร็วเป็น Liuzhou Automobile Manufacturing Factory และต่อมาถูกควบรวมเข้ากับเครือ Dongfeng
กลางทศวรรษ 1970 สิ่งที่รัฐบาลกวางซีคาดการณ์ไว้ก็กลายเป็นจริง การเติบโตของ Liuzhou Tractor เริ่มชะลอตัว จีนกำลังจะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม ที่ผ่านมา รถไถเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน รัฐบาลกลางจะประกันยอดซื้อจำนวนหนึ่งเสมอ แต่โควตานี้ถูกยกเลิกไปในปี 1978 ทำให้ Liuzhou Tractor เผชิญปัญหารถไถตกค้างหลายร้อยคันในตลาดเสรี และต้องปรับตัวด่วนเพื่อรักษาผลกำไร
แน่นอนว่า Liuzhou Tractor เริ่มมองถึงการผลิตรถยนต์เหมือนกับอีกหลายบริษัทในยุคนั้น คณะกรรมการการทหารของจีนเพิ่งเซ็นสัญญาซื้อไลเซนส์จาก Mitsubishi เพื่อผลิตรถรุ่น L100 Minicab แต่ Liuzhou Tractor กลับถูกมองข้าม ทางออกชั่วคราวคือการหันไปผลิตเครื่องเย็บผ้าและเครื่องทอผ้าสำหรับอุตสาหกรรมฝ้ายแทน
อย่างไรก็ตาม Liuzhou Tractor ยังไม่ทิ้งความฝันเรื่องรถยนต์ มีการนำเข้ารถ Mitsubishi จากญี่ปุ่นเข้ามาหนึ่งคัน แล้วเริ่มกระบวนการ "วิศวกรรมย้อนรอย" ซึ่งก็คือการก๊อปปี้นั่นเอง กระบวนการนี้เสร็จสิ้นในปี 1982 และในปีถัดมา ใบอนุญาตและการอนุมัติจากรัฐบาลก็เรียบร้อย การผลิตอุตสาหกรรมขนาดเล็กเริ่มขึ้นในปี 1984 พร้อมกับที่ Liuzhou Tractor เปลี่ยนชื่อเป็น Liuzhou Light Vehicle Factory
รถ Mitsubishi เวอร์ชันก๊อปปี้ ออกสู่ตลาดในชื่อ Liuzhou LZ110 ใช้โลโก้ตัว W สไตล์ประยุกต์ ซึ่งนำมาจากแบรนด์เครื่องเย็บผ้า Wanjia ต่อมาในปี 1987 เว่ย หงเริน นักศึกษาออกแบบอุตสาหกรรม ได้ปรับแบบโลโก้ใหม่ นำตัว W มาสร้างขึ้นจากเพชรเม็ดเล็กๆ 5 เม็ด Liuzhou Light Vehicle นำโลโก้นี้มาใช้พร้อมกับเปิดตัวแบรนด์ Wuling (แปลตรงตัวว่า "เพชรห้าเม็ด") จากนั้นบริษัทได้เจรจาขอซื้อไลเซนส์จาก Mitsubishi อย่างถูกต้อง รถตู้ Wuling จึงไม่ใช่รถก๊อปปี้ผิดกฎหมายอีกต่อไปนับตั้งแต่ปี 1988 เป็นต้นมา
Wuling รุ่นแรกพัฒนามาจาก Mitsubishi Minicab เจนเนอเรชันที่ 3 (ปี 1977) ต่อมาในปี 1990 รถรุ่นสืบทอดที่พัฒนาจาก Minicab เจนเนอเรชันที่ 4 ก็ออกสู่ตลาดในชื่อภาษาจีนว่า Xingwang (แปลว่า "มังกร") ทั้งสองรุ่นสร้างออกมาได้อย่างมีคุณภาพ ส่งผลให้ Wuling ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการผลิตรถมินิบันอย่างรวดเร็ว
Disai, Visa และการเข้ามาของ SAIC
หันกลับมาดู Liuzhou Machinery Factory อีกครั้ง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โรงงานนี้เน้นผลิตเครื่องยนต์เป็นหลัก แต่ก็มีแผนกทำชิ้นส่วนรถยนต์มาตั้งแต่ปลายยุค 1960 มีการลองผลิตรถยนต์ทั้งคัน ในปี 1988 Liuzhou Machinery Factory ทำรถสเตชันเวกอนขนาดเล็ก แชสซีโครงสร้างเหล็ก ครอบด้วยตัวถังไฟเบอร์กลาส ทรงของรถ ลอกเลียนแบบมาจาก Daihatsu Charade เจนแรก รถรุ่นนี้ผลิตในปี 1996 ในชื่อแบรนด์ Disai แต่เนื่องจากข้อจำกัดด้านใบอนุญาต ทำให้ขายได้เฉพาะในมณฑลกวางซีเท่านั้น ยอดผลิตรวมมีเพียงประมาณ 3,000 คัน
นอกจากรถตู้เล็ก Liuzhou Light Vehicle มีความสนใจที่จะทำรถยนต์นั่งส่วนบุคคลอีกด้วย เมื่อ Citroën Visa ยุติการผลิตลงในปี 1988 Wuling ก็สามารถกว้านซื้อสต็อกที่เหลือและสายการผลิต รวมถึงแม่พิมพ์สำหรับประกอบ รถ Visa 200 คันแรก ใช้ตัวถังส่งมาจากยุโรป แต่เนื่องจาก Citroën ไม่ได้ส่งเครื่องยนต์มาด้วย จึงต้องนำเครื่องยนต์ 3 สูบ ขนาด 1.0 ลิตรจาก Tianjin Xiali มาใส่แทน Wuling Visa ขายได้ไม่ถึง 1,000 คัน ในช่วงปี 1991 ถึง 1994 ก่อนที่สายการผลิตรถยนต์นั่งของ Wuling จะหยุดลงอีกครั้ง
ถึงแม้รถเก๋งจะขายไม่ดี แต่รถมินิเอมพีวีประสบความสำเร็จอย่างสูง ยอดผลิตพุ่งขึ้นเป็น 100,000 คันต่อปีในปลายทศวรรษ 1990 แม้จะเจอมหาอุทกภัยในปี 1996 จนโรงงานจมน้ำมิด ก็ไม่อาจหยุดยั้งการเติบโตอย่างก้าวกระโดด
การเติบโตของบริษัทและการปฏิรูปเศรษฐกิจของพรรคคอมมิวนิสต์จีน นำไปสู่ความเป็นมืออาชีพมากขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์ของหลิ่วโจว ในปี 1989 รัฐบาลมณฑลได้จัดตั้ง Liuzhou Wuling Automobile Enterprise Group เป็นรัฐวิสาหกิจแบบผู้ถือหุ้นใหญ่ เพื่อรวบรวมบริษัทที่หลากหลายเอาไว้ใต้เงาเดียวกัน หนึ่งในนั้นคือ Liuzhou Light Vehicle Factory ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็น Liuzhou Wuling Automobile ในปี 1996 Liuzhou Machinery Factory ก็ถูกดึงเข้ามาอยู่ใต้เงานี้เช่นกัน หลังจากแยกทางกันไปตั้งแต่ปี 1962 บริษัทแม่และบริษัทลูกก็ได้กลับมารวมกันอีกครั้ง
เพื่อขยายความสำเร็จ Wuling เริ่มมองหาพันธมิตรต่างชาติในช่วงปลายทศวรรษ 1990 จนนำไปสู่การเจรจาอย่างจริงจังกับ General Motors (GM) ในปี 2000 แต่การร่วมมือกลับติดอุปสรรคทางกฎหมาย เพราะ GM เพิ่งเซ็นสัญญาร่วมทุนกับ SAIC และ Jinbei ซึ่งกฎหมายจีนในขณะนั้นห้ามไม่ให้ค่ายรถต่างชาติมีบริษัทร่วมทุนในจีนเกิน 2 แห่ง
SAIC พันธมิตรจีนของ GM เข้ามาเป็นตัวหลักในเรื่องนี้ ในปี 2001 SAIC เข้าซื้อหุ้น 76% ใน Wuling Automobile จากนั้นก็ไปชวน GM ให้มาร่วมลงทุน จนในที่สุด ปี 2002 ก็เกิดบริษัทร่วมทุนสามฝ่ายขึ้นในชื่อ SAIC-GM-Wuling (SGMW) โดย SAIC ถือหุ้น 50.1%, GM ถือ 34% และ Wuling Motors ถือ 15.9%
มาถึงตรงนี้ เส้นทางถูกแยกออกเป็นสองสาย แบรนด์ Wuling ส่วนใหญ่ ทำตลาดโดย SGMW ซึ่ง Wuling Group มีส่วนเกี่ยวข้องจริงเพียงเล็กน้อย ส่วนตัวบริษัท Wuling เองก็แยกไปดำเนินกิจกรรมของตนเอง
รถยนต์คุณลักษณะพิเศษ, ชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องยนต์
แม้ Wuling Motors จะขายแผนกรถยนต์นั่งไปเกือบหมด แต่ก็ไม่ได้แปลว่าบริษัทจะจบลง ในช่วงปีต่อๆ มา Wuling Motors ลงทุนสร้างนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และแบ่งโครงสร้างธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่มหลัก
ปี 2001 มีการก่อตั้ง Wuling Motors United Development เพื่อเน้นผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ทุกชนิด โดยร่วมทุนกับซัพพลายเออร์ระดับโลกหลายราย ที่โด่งดังที่สุดคือบริษัท Faurecia จากฝรั่งเศส
ปี 2003 ก่อตั้ง Liuzhou Wuling Special Vehicle Manufacturing ผลิตรถยนต์คุณลักษณะพิเศษภายใต้แบรนด์ Wuling ทั้งรถ ATV, รถกอล์ฟที่ใช้ในรับส่งตามสนามบินหรือสวนสนุก, รถเพื่อการพาณิชย์ดัดแปลง และรถบัสไฟฟ้า
สุดท้ายในปี 2006 Liuzhou Machinery Factory ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Liuzhou Wuling Liuji Power Company เติบโตกลายเป็นผู้ผลิตและซัพพลายเออร์เครื่องยนต์เผาไหม้ภายในรายใหญ่ ลูกค้าหลักคือบริษัทในเครือและบริษัทร่วมทุนของ SAIC รวมถึงส่งให้ค่ายรถจีนเจ้าอื่นๆ อีกหลายแบรนด์
ปี 2007 มีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่และแปรรูป Wuling Group บางส่วน ผู้บริหารนำทั้ง 3 ธุรกิจข้างต้นมารวมไว้ใต้บริษัท Holding ชื่อ Liuzhou Wuling Automobile Industry Company โดย Wuling Group (มณฑลกวางซี) ถือหุ้น 49% และ Dragon Hill บริษัทลงทุนจากฮ่องกงถือ 51% (Dragon Hill เป็นของนักธุรกิจชื่อ Lee Shing ซึ่งทำธุรกิจเหมืองแร่ด้วย)
ปี 2015 มณฑลกวางซีกลับมาถือหุ้นใหญ่ประเภทเสียงส่วนมากอีกครั้ง เมื่อ Wuling Automobile Industry เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง Wuling Group ถูกเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการเป็น Guangxi Automobile Group ถือหุ้น 60.5% ใน Wuling Automobile Industry ส่วน Dragon Hill เหลือ 13.5% และอีก 26% เป็นหุ้นหมุนเวียนในตลาด
ปี 2010 Wuling Motors ได้ขายหุ้น 10% ใน SAIC-GM-Wuling ให้กับ General Motors ทำให้เหลือหุ้นส่วนน้อยไม่ถึง 6% ในบริษัทร่วมทุนดังกล่าว อย่างไรก็ตาม พวกเขายังคงเป็นผู้เล่นคนสำคัญ เพราะเป็นผู้ให้ไลเซนส์ใช้ชื่อแบรนด์รถยนต์ Wuling ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง
สำหรับแบรนด์ WULING (วู่หลิง) ในประเทศไทย มีโรงงานประกอบในไทยเรียบร้อยแล้วในปี 2567 โดย บริษัท อีวี ไพรมัส (EV Primus) ร่วมกับบริษัทแม่ SGMW (SAIC-GM-Wuling) ลงทุนร่วม และสนับสนุนทางเทคนิค โรงงานของ WULING ตั้งอยู่ใน นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี งบลงทุนเฟสแรกกว่า 200 ล้านบาท เพื่อรองรับมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ (EV 3.0 และ EV 3.5) ซึ่งกำหนดให้ผู้ที่นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาจำหน่ายในไทยก่อนหน้านี้ ต้องชดเชยด้วยการผลิต/ประกอบภายในประเทศตามสัดส่วนที่กำหนด
สำหรับรุ่นรถยนต์ที่ทำการประกอบในประเทศไทย ในส่วนของโรงงานแหลมฉบัง เริ่มเดินสายการผลิตคันแรก ตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 โดยมีรุ่นหลักที่ประกอบในไทย คือ
WULING Binguo EV (บิงโก) เป็นรุ่นหลักที่ใช้สายการผลิตในไทยเพื่อส่งมอบให้กับลูกค้า โดยเริ่มผลิตสเปกประกอบไทย (CKD / Local Assembly) พร้อมปรับอุปกรณ์ตามความต้องการของตลาดไทย
WULING Air EV รถซิตี้คาร์ขนาดเล็กมินิไซส์ ซึ่งเป็นรุ่นแรกๆ ที่นำเข้ามาทำตลาด และถูกนำเข้ามาอยู่ในแผนการผลิตชดเชยภายในโรงงานแห่งนี้เช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ EV Primus และ SGMW ยังมีแผนงานระยะยาวที่จะขยายสายการประกอบรถยนต์ไฟฟ้า WULING ในประเทศไทยให้ครอบคลุมถึง 6 รุ่น ภายในปี พ.ศ. 2570 พร้อมทั้งมีเป้าหมายเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ภายในประเทศ (Local Content) ให้ได้มากกว่า 60–70% เพื่อสร้างไทยให้เป็นฐานการประกอบและส่งออกในภูมิภาคอาเซียน
Guangxi Automobile Group เป็นซัพพลายเออร์หลักในอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นผู้เล่นสำคัญด้านชิ้นส่วนและเครื่องยนต์ รวมถึงยังผลิตรถยนต์คุณลักษณะพิเศษขนาดเล็กภายใต้แบรนด์ Wuling แต่สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล Wuling ที่เห็นกันทั่วไปนั้น เป็นผลผลิตจากบริษัทร่วมทุน SAIC-GM-Wuling ซึ่งเป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่นำพาแบรนด์ไปสู่ความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom