จากสถานการณ์น้ำเหนือ ภายหลังเขื่อนเจ้าพระยาปรับเพิ่มการระบายน้ำทใหมีความกังวลว่าจะเกิดน้ำท่วมกรุงเทพฯหรือไม่ วันนี้ (2 ต.ค.69) รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ แถลงระบุว่า ภาพรวมมวลน้ำเหนือนั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2554 โดยฝนสะสมภาคเหนือและภาคกลางอยู่ที่ประมาณ 57% ของปี 2554 เท่านั้น รวมถึงน้ำในเขื่อนก็มีน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม แม้ กทม. และปริมณฑลจะมีความเสี่ยงต่ำมาก แต่น้ำจะไปหนักที่สุดในพื้นที่ จ.อยุธยา โดยเฉพาะ อ.เสนา บางบาล ผักไห่ รวมถึงพื้นที่เหนือเขื่อนอย่าง ชัยนาท อุทัยธานี และสิงห์บุรี อ่างทอง ที่อยู่ริมน้ำนอกแนวคันกั้น
สำหรับจุดที่ต้องจับตาคือปริมาณการปล่อยน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันระบายอยู่ที่ราว 2,500 – 2,600 บาร์เรล/วินาที (ลบ.ม./วินาที) ซึ่งหากปล่อยไม่เกิน 2,700 ลบ.ม./วินาที มวลน้ำจะไม่เข้า กทม. แต่ฉากทัศน์ที่รุนแรงที่สุดในปีนี้คือ หากน้ำผ่านนครสวรรค์พุ่งเกิน 3,000 ลบ.ม./วินาที และเขื่อนระบายถึงระดับ 3,000 ลบ.ม./วินาที จะถือเป็นวิกฤตทันที
รศ.ดร.เสรี เน้นย้ำว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่แค่ปริมาณน้ำเหนือ แต่คือ “วิกฤตผสม” หากเกิดกรณีฝนตกหนักสุดขั้ว ประจวบเหมาะกับมวลน้ำเหนือหลากและน้ำทะเลหนุนสูงพร้อมกันพอดี ซึ่งปัจจุบันสังคมไทยกำลังเผชิญกับภาวะกลัวน้ำ และยังขาดแนวปฏิบัติ 3 ระดับ คือ การช่วยตนเอง ชุมชนช่วยกัน และภาครัฐเข้ามาดูแล โดยปัจจุบันประชาชนมักจะข้ามไปพึ่งพารัฐบาลเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ ยังสะท้อนปัญหาการเตือนภัยว่า ส่วนกลางได้ส่งข้อมูลให้ท้องถิ่นแล้ว หน่วยงานท้องถิ่น เช่น กทม. ต้องนำไปประเมินต่อในระดับพื้นที่ (L-Alert) เพราะท้องถิ่นรู้ดีที่สุดว่าประชาชนควรย้ายไปที่ใด แต่ที่ผ่านมา ท้องถิ่น ยังขาดการแจ้งเตือนในเวลาที่เหมาะสม พร้อมยำตัวอย่างเหตุการ์น้ำท่วม กทม.ที่ผ่านมา ที่ประชาชนได้รับการแจ้งเตือนหลังน้ำท่วมไปแล้ว
สำหรับสภาพอากาศช่วงวันที่ 5-8 ต.ค. นี้ หากมีฝนตกประมาณ 40-60 มม. ถือว่าเป็นระดับปกติที่ประชาชนต้องปรับตัวอยู่ร่วมกับฝนให้ได้ ไม่ควรรีบตื่นตระหนก ส่วนการคาดการณ์สภาพอากาศล่วงหน้าเกิน 3 วันยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งต้องติดตามการอัปเดตแบบรายวันเนื่องจากอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ฤดูหนาว ที่อากาศอาจมีความปั่นป่วนและมีลูกเห็บตกได้ พร้อมทิ้งท้ายว่าโครงการขนาดใหญ่ระดับแสนล้านเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับมือได้ รัฐบาลจำเป็นต้องลงทุนเรื่องพื้นที่แก้มลิงตอนบนก่อนถึงนครสวรรค์ควบคู่กันไปด้วย