นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุถึงข้อร้องเรียน มีเจ้าหน้าที่ไล่เก็บสารพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอ ประชาชนทั่วไป โดยกระทำกันริมถนน ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจ ที่อ.มายอ จ.ปัตตานี
ดีเอ็นเอถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล เป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131/1 การเก็บดีเอ็นเอจะทำได้กับผู้ต้องหา ผู้เสียหาย หรือผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น
นายรอมฎอนระบุว่า ทราบมาว่าเป็นนโยบายจากหน่วยเหนือ ที่มียอดเก็บดีเอ็นเอ 5 คนต่อวัน ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่สุ่มเสี่ยงจะละเมิดกฎหมายและดูเหมือนผู้บังคับบัญชาไม่สนใจว่าผู้ใต้บังคับบัญชาจะทำงานเสี่ยงๆ เช่นนี้
พร้อมเรียกร้องให้หยุดการกระทำ เนื่องจากสุ่มเสี่ยงละเมิดกฎหมาย และสิทธิมนุษยชน
นอกจากนายรอมฎอนแล้ว เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ ภาคประชาสังคมในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ก็ออกมาร่วมเปิดเผยอีกกรณีทำนองเดียวกัน
เมื่อวันที่ 12 ต.ค. มีเจ้าหน้าที่เข้าเก็บดีเอ็นเอประชาชน 3 ราย ในร้านน้ำชาที่ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี จึงแสดงความกังวล เนื่องจากเป็นการเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย และข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว
จึงเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่หลีกเลี่ยงการเก็บดีเอ็นเอ หากไม่มีคำสั่งศาล หรือไม่มีหลักเกณฑ์ตามกฎหมายรองรับ พร้อมขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงต่อสาธารณะ ถึงวัตถุประสงค์และฐานอำนาจในการดำเนินการ
พร้อมตั้งข้อสังเกต หากการเก็บดีเอ็นเอมุ่งต่อประชาชนบางกลุ่ม โดยไม่มีเหตุผลชอบด้วยกฎหมาย หรือใช้มาตรฐานที่แตกต่างจากบุคคลทั่วไป อาจนำไปสู่ข้อกังวลเรื่องการเลือกปฏิบัติ
เรื่องการเก็บดีเอ็นเอประชาชนทั่วไปนั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เคยออกมาทักท้วง และแสดงความกังวล โดยเฉพาะการกระทำต่อเด็กเยาวชน และในพื้นที่ชายแดนภาคใต้
แม้เจ้าหน้าที่รัฐจะอาศัยอำนาจตามกฎหมายความมั่นคง แต่ก็ส่งผลให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ขยายขอบเขตกลุ่มบุคคลที่ต้องการตรวจเก็บดีเอ็นเอ เกินเลยกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ มิได้คำนึงถึงวิธีการที่เหมาะสม
โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ที่ขณะนี้ยังคงมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้น การที่เจ้าหน้าที่ไล่เก็บดีเอ็นเอประชาชน ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ หรือคดีความ จะกลายเป็นเงื่อนไข ซึ่งมีผลต่อความหวาดระแวงในพื้นที่
ดังนั้น ผู้บังคับบัญชา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทบทวนเรื่องนี้ เพราะหากยังเป็นอยู่อย่างนี้ อาจส่งผลต่อการแก้ปัญหาไฟใต้