ณเดชน์ คลั่งออกกำลังกาย จนร่างกายพัง ฮอร์โมนทรุดเท่าคนวัย 60
ณเดชน์ คูกิมิยะ เผยบทเรียนราคาแพง โหมออกำลังกายหนัก ฟิตเนสสุดโต่ง อดนอน อดข้าว อดน้ำ จนต่อมไทรอยด์พังถาวร ตรวจเลือดเจอฮอร์โมนทรุดเท่าคนวัย 60 ปี ต้องพึ่งยาปรับสมดุลตลอดชีวิต
ภาพจำของพระเอกหนุ่มซูเปอร์สตาร์หุ่นล่ำบึ้กอย่าง ณเดชน์ คูกิมิยะ มักปรากฏตัวตามสนามวิ่งและยิมออกกำลังกายอยู่เสมอ ใครจะคิดว่าเบื้องหลังความฟิตระดับยอดมนุษย์นั้น เคยซ่อนบทเรียนชีวิตสุดโหดที่แลกมาด้วยการที่ระบบร่างกายพังยับเยิน จนกลายเป็นโรคประจำตัวที่รักษาไม่หายขาด ต้องกินยาทุกเช้าไปตลอดชีวิต
ณเชน์ เล่าผ่านรายการ On the way with Chom ที่ช่องทาง Podcast : Life Dot , Facebook: Life Dot , Youtube : Life Dot เวลา 18.00 น. เมื่อเจ้าตัวเล่าย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นช่วงอายุ 24-25 ปี เป็นวัยที่ฮึกเหิม ทุ่มเทให้กับการออกกำลังกายอย่างบ้าคลั่ง นอนเที่ยงคืนแต่ปลุกตัวเองขึ้นมาลุยฟิตเนสตอนตี 5 ทุกวัน วนลูปการใช้ชีวิตสุดขั้วอยู่นานหลายเดือน จนกระทั่งย่างเข้าสู่วัย 28 ปี ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรง ตื่นเช้าไปกองถ่ายไม่ไหว ลุกไม่ขึ้น อ่อนเพลีย หน้าร้อนผ่าว คอร้อน เปลือกตาร้อนผ่าว ง่วงนอนตลอดเวลา อาการทรุดหนักติดต่อกันเกือบเดือนจนต้องรีบพบแพทย์
ผลตรวจเลือดทำเอาตกใจจนพูดไม่ออก หมอวินิจฉัยว่าเขาป่วยเป็นโรคต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroidism) จากภาวะต่อมไทรอยด์อักเสบเรื้อรังฮาชิโมโต (Hashimoto’s Thyroiditis) ต่อมไทรอยด์ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระบบการเผาผลาญหยุดทำงาน ค่าฮอร์โมนเพศชาย ค่าฮอร์โมนความเครียด แร่ธาตุ และระดับวิตามินในร่างกายพังพินาศ ตรวจออกมาแล้วมีสภาพเสื่อมโทรมเหมือนคนอายุ 60 ปี ทั้งที่ตอนนั้นเจ้าตัวเพิ่งอายุเพียง 30 ปีต้น ๆ
สาเหตุหลักมาจากการใช้งานร่างกายจนเกินขีดจำกัด การที่ต่อมไทรอยด์ไม่ทำงาน ส่งผลให้ต้องกินยาทุกวันเพื่อชดเชยฮอร์โมน หากวันไหนขนาดยาไม่พอดี จะเกิดอาการเพลียจัด วูบวาบ น้ำหนักตัวเหวี่ยงขึ้นลงอย่างรวดเร็ว หากยาเกินขนาด หัวใจก็จะเต้นเร็ว ใจสั่น และเหนื่อยง่าย แพทย์จึงต้องคอยเจาะเลือดปรับโดสยาตามน้ำหนักตัวอยู่ตลอดเวลา
ความสุดโต่งของพระเอกหนุ่มไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ย้อนกลับไปช่วงปิดกล้องภาพยนตร์เรื่อง ธี่หยด 3 เขามีโจทย์หิน ต้องลดน้ำหนักจาก 80 กิโลกรัม ให้เหลือ 70 กิโลกรัมภายในเวลาเพียง 1 เดือน
ณเดชน์เลือกใช้วิธีหักดิบ จำกัดอาหารเหลือเพียงวันละ 1,500 แคลอรี กินข้าววันละมื้อเดียว ออกกำลังกายบ้าคลั่งทั้งเช้า กลางวัน เย็น ทั้งชกมวย วิ่ง และยกน้ำหนัก
สัปดาห์แรกน้ำหนักลดลงตามเป้า แต่พอเข้าสัปดาห์ที่สอง น้ำหนักกลับเด้งพุ่งสวนทาง เพราะร่างกายเกิดภาวะอักเสบอย่างหนัก ส่งสัญญาณเข้าสู่โหมดเอาชีวิตรอด กักเก็บไขมันไว้แทนที่จะเผาผลาญ หนำซ้ำในวันถ่ายทำคิวสุดท้ายที่มีฉากต้องถอดเสื้อนอนชัก เขาตัดสินใจอดน้ำล่วงหน้าถึง 2 วันเต็ม เพื่อรีดน้ำใต้ผิวให้กล้ามเนื้อชัดที่สุด ทันทีที่ถ่ายเสร็จแล้วได้กินอาหารมื้อแรก ร่างกายปฏิเสธทันควัน อาเจียนออกมาจนหมดไส้หมดพุง
การคุมอาหารแบบตึงเปรี๊ยะจนเกินไป ยังทำให้ ณเดชน์ต้องเผชิญกับภาวะพฤติกรรมการกินอาหารผิดปกติ (Binge Eating Disorder) หรือการกินแบบหลุดโลก พอควบคุมแคลอรีหนักเข้าจนร่างกายขาดสารอาหาร ช่วงดึกจะมีอาการหิวโซและอยากอาหารอย่างรุนแรง มือจะเผลอกดสั่งพิซซ่าเป็นถาดและไอศกรีมมากินจนเกลี้ยง พออิ่มก็เกิดความเครียด ความรู้สึกผิด โทษตัวเอง จนนำไปสู่วงจรอุบาทว์ด้วยการอดอาหารชดเชยในวันรุ่งขึ้น
พระเอกหนุ่มเปิดใจว่า ความกดดันเรื่องรูปร่างเป็นสิ่งที่เกาะกุมอยู่ในจิตใต้สำนึกของอาชีพนักแสดงมาโดยตลอด กลัวการอ้วน ตื่นมาต้องคอยชั่งน้ำหนักทุกเช้า แต่จากวิกฤตสุขภาพครั้งใหญ่ ทำให้เขาได้สติ หันกลับมาเดินทางสายกลาง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากินอาหารครบ 3-4 มื้อ ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ รักษามวลกล้ามเนื้อควบคู่กับสุขภาพภายใน
นอกจากนี้ นิสัยความเป๊ะและการจัดระเบียบชีวิตอย่างเคร่งครัด ชนิดที่ต้องวางแผนล่วงหน้าเป็นสัปดาห์ เสื้อผ้าต้องเตรียมแขวนไว้ล่วงหน้า อาหารต้องแพ็กใส่กล่องให้พร้อม ไม่อย่างนั้นจะนอนไม่หลับ นิสัยเหล่านี้ซึมซับมาจากคุณพ่อชาวญี่ปุ่นที่มีความเจ้าระเบียบสูงมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งต่างจากหวานใจอย่าง ญาญ่า อุรัสยา ที่มีนิสัยชิลล์กว่า ชอบใช้เวลาพักผ่อนอ่านหนังสืออยู่บ้าน
ในปีหน้าณเดชน์บันเทิงยังมีเป้าหมายท้าทายใหม่ เตรียมควงคู่ญาญ่าลงสนามประลองความฟิตในการแข่งขัน HYROX ประเภทคู่ผสม (Mix Double) ร่วมกัน
ณเดชน์ฝากข้อคิดเตือนใจถึงทุกคน โดยเฉพาะสายฟิตและคนที่รักการออกกำลังกายว่า จิตใจมนุษย์อาจจะเข้มแข็งมาก แต่ร่างกายไม่ใช่หุ่นยนต์ ถ้าใช้งานหักโหมจนเกินลิมิต เครื่องพังขึ้นมา อวัยวะข้างในไม่มีอะไหล่เปลี่ยนใหม่เหมือนเครื่องยนต์ จึงควรรักษาสมดุลให้พอดี อย่าปล่อยให้ความสุดโต่งมาทำลายสุขภาพของตัวเอง