แท็งก์ความคิด : ประสบการณ์‘พิธา’
ไม่ได้พบ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นานมากแล้ว
ทราบว่าเดินทางไปต่างประเทศ และพำนักอยู่ในต่างแดนเป็นส่วนใหญ่
แต่ภายในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
พิธาได้ขึ้นเวทีเพื่อบอกเล่าถึงหนังสือ ชื่อ “The Future of Thailand: Next Move โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ”
เป็นหนังสือที่รวบรวมงานเขียนของพิธาที่ลงตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์
ความน่าสนใจของหนังสือคือการกลั่นเอาประสบการณ์จากที่พบเห็นในต่างแดน ผนวกกับความรู้ของเขา แล้วบรรจงเขียนออกมาทุกสัปดาห์
เขียนและส่งมาตีพิมพ์ไม่เคยขาด
เท่ากับว่า หนังสือเล่มดังกล่าวได้บันทึกไอเดียที่เป็นปัจจุบันของโลก
ชื่อหนังสือ “โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ” จึงไม่ใช่สิ่งที่เกินความเป็นจริง
เวทีวันนั้น อภิสิทธิ์ ดุจดา เป็นพิธีกรดำเนินรายการ เพิ่มความสนุกในการรับฟังสาระ
ยิ่งแบ่งกำหนดการบนเวทีออกเป็น 2 ส่วน หนึ่งคือ พิธาบรรยาย และอีกส่วนหนึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้ซักถาม ยิ่งสนุก
ยิ่งได้เห็นผู้ฟังที่มีวัยแตกต่างชิงกันยกมือเพื่อสอบถาม ยิ่งรู้สึกอิ่มใจ
วันนั้นพิธาบอกเล่าเรื่องระเบียบโลกใหม่ที่ก่อตัวขึ้น
พูดถึงโลกที่หมุนตาม G2 และ M7
G2 คือ สหรัฐอเมริกาและจีน ที่ถือเป็น Great Power
ความยิ่งใหญ่ของ 2 ประเทศนี้ คือ มีจีดีพีรวมกันมีสัดส่วน 45 เปอร์เซ็นต์ของโลก
ที่เหลืออีก 55 เปอร์เซ็นต์ 190 กว่าประเทศก็แบ่งกันไป
ส่วน M7 คือ Magnificent 7 ซึ่งประกอบด้วย 7 บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่
มีตั้งแต่ Apple, Google, Tesla เป็นต้น มีส่วนแบ่งการตลาดรวมกัน ใหญ่กว่าเศรษฐกิจจีน
ด้วยเหตุนี้บรรดาซีอีโอของบริษัทต่างๆ จึงมีบารมีมากกว่ารัฐมนตรี
ถ้ามองจากมุมนี้ G2 และ M7 คือผู้นำโลก
เชื่อว่าเมื่อพิธาเล่าให้ฟังถึงช่วงเวลานี้ หลายคนคงเกิดคำถามในใจ
แล้วประเทศไทยเราจะอยู่กันอย่างไร
พิธา มองว่าประเทศต้องมี หนึ่ง ต้องมีเศรษฐกิจภายใน Domestic Economy ต้องมีการกระจายความเสี่ยง และต้องรวมกลุ่มหาฉันทมติในบางเรื่อง
การมีเศรษฐกิจภายในทำให้เรามีอำนาจต่อรอง เพราะถ้าเราพึ่งพาแต่การลงทุนต่างประเทศ
การดำรงอยู่ก็จะยากลำบาก
น่าจะวางพอร์ตให้ชัด ระหว่างมหาอำนาจ อาเซียน ประเทศเกิดใหม่
ถ้าเราไม่สามารถกระจายความเสี่ยงให้มั่นคง อย่าง “ขาเก้าอี้” ได้ ก็ยากอีก
ส่วนประเทศไทยนั้น ถึงเวลาที่จะเอาเทคโนโลยีมาช่วยลดความเหลื่อมล้ำ
ทั้งด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา คลายปัญหาการเกษตร
ถ้าทำได้จริงจะเห็นว่า AI นั้นพลิกเกมได้อย่างไร
หลังจากที่ พิธา พูดบนเวทีเสร็จสิ้น เวลาที่เหลือเปิดโอกาสให้ผู้ฟังสอบถาม
เชื่อไหมว่า ในวันนั้นมีน้องวัยอัลฟ่า อายุประมาณ 11-12 ปี มาฟังแล้วตั้งคำถามอย่างฉะฉาน
เชื่อไหมว่า ในวันนั้นมีผู้ใหญ่วัยกลางคนยกมือขึ้นเพื่อสอบถามไอเดีย
และยังมีผู้คนในวัยรุ่นสนใจสอบถามเรื่องเทคโนโลยี
เสียดายที่เวลาหมดเร็ว เพราะข้อซักถาม กับคำตอบจากพิธา กำลังเข้มข้น
แม้จะะใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการพูดคุย แต่ดูเหมือนว่าทุกคนจะตั้งใจฟัง
เวลาที่เหมือนจะมีมากก็กลายเป็นน้อยจนไม่เพียงพอทันที
จากการเสวนาบนเวที และการตอบข้อซักถามจากผู้ฟัง กระตุ้นให้สนใจไอเดียพิธาในหนังสือไปโดยปริยาย
ไอเดียจากผู้เขียนที่ต้องการส่งต่อให้ผู้ฟังด้วยวิธีการถ่ายทอดในรูปแบบต่างๆ
การเสวนาในวันนั้นก็เป็นช่องทางหนึ่งในการถ่ายทอด
หนังสือชื่อ The Future of Thailand: Next Move โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธี
แต่ไม่ว่าวิธีใดก็ตาม ผู้อ่านและผู้ฟังย่อมได้รับประสบการณ์เพิ่มเติม
ประสบการณ์ที่ผู้พูดและผู้เขียนบอกเล่ามา
ไปฟังพิธาวันนั้นแล้วรู้สึกได้รับประโยชน์ เหมือนกับการไปเที่ยวงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ
ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน
เหลือเวลาอีกวันเดียวจะหมดแล้ว
ใครอยากได้ประสบการณ์เพิ่มจากหนังสือลองแวะเวียนไปงานมหกรรมหนังสือฯครั้งนี้ดู
นฤตย์ เสกธีระ