นายกฯ เปิดหลักสูตรวปอ.รุ่น 69 เดินหน้าไทยแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก เผย S&P คงอันดับไทย BBB+ เชื่อมั่นเสถียรภาพรัฐบาล ชูไทยเป็นไข่แดงภูมิภาคศูนย์กลางขนส่งสินค้า
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 พ.ย.2569 ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (วปอ.) เกรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดการศึกษาหลักสูตร วปอ.รุ่น 69
โดยนายกฯ กล่าวเปิดการศึกษาภายใต้แนวคิด “บทบาทของภาครัฐ เอกชน และการเมืองในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ” ตอนหนึ่งว่า ขณะนี้พวกเราทุกคนไม่ว่าข้าราชการการเมือง ข้าราชการฝ่ายประจำ ฝ่ายความมั่นคงเราได้ดำเนินการและใช้นโยบายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติในทุกมิติ ด้วยความมุ่งมั่นและทำให้เราเกิดความมั่นคงในระดับที่วางใจได้
นายกฯ กล่าวว่า วปอ.รุ่นนี้มีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ด้วย ถ้าติดตามข่าวเรื่องอาหาร มีการเพิ่มอุณหภูมิในระบบแช่แข็งไปทั่วยุโรปเพิ่มอุณหภูมิไปเป็น 100 องศา อาหารเน่าหมด ตนอ่านไปอยากจะร้องไห้ สงสารไม่รู้ว่าทำไมโลกเรามันโหดร้ายขนาดนี้ แต่ในมโนสำนึก
นี่แหละคือโอกาสของประเทศไทย สิ่งที่เราเชิดหน้าชูตาได้อย่างหนึ่งและไม่มีความสงสัยเลยที่จะไปพูดกับชาวโลกทุกระดับคือ การที่ไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของโลก เรามีนโยบายชัดเจนว่าประเทศไทยจะต้องแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงทางอาหารที่เราจะทำให้ทั่วโลกต้องให้ความสำคัญกับประเทศไทย
“คนอื่นเขาขายน้ำมัน เรายังให้ความสำคัญกับเขาเยอะมาก แต่ขอโทษ น้ำมันเอามาดื่มมากินไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีอาหาร เราดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้ นี่คือจุดที่ประเทศไทยต้องสร้างความแข็งแกร่งในการเป็นประเทศที่ผลิตแปรรูป และดำเนินการในรูปแบบของอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่ ทั้งข้าว ผลไม้และพืชผัก รวมถึงเนื้อสัตว์
นี่คือสิ่งที่ผมอยากฝากวปอ. ขอให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ช่วยนำเรื่องความสำคัญห่วงโซ่อุปทานในเรื่องของอาหารมานำเสนอในรุ่นวปอ.ด้วย เรามีเกษตรกรมากที่สุด ถึงเวลาที่เขาจะได้ลืมตาอ้าปาก มีโอกาส และสร้างรายได้ด้วยตัวของเขาเอง ไม่ใช่ด้วยการช่วยเหลือจากภาครัฐ การเจียดเงินไปช่วยไร่ละ 1,000 บาทและให้เงินค่าตอบแทนต่างๆ อันนั้นมันเป็นภาพรวมเป็นของปลอม และเป็นสิ่งที่ไม่มีความยั่งยืน” นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวต่อว่า วันนี้ มูดี้ส์ เรทติ้งส์ (Moody’s Ratings) และ S&P Global Ratings (S&P) ยังคงสภาพประเทศไทยเป็น BBB+ พลัส เราไม่ได้อวยรัฐบาล ที่รัฐบาลพูดอะไรต้องพลัสและเปลี่ยนลำดับความน่าเชื่อถือจาก Negative Outlook วันนี้เขาเปลี่ยนจาก Negative Outlook กลับมาเป็น Positive Outlook ฉะนั้น ตรงนี้มีความสำคัญมาก
แสดงว่านอกจากไทยมีความมั่นคงอยู่แล้ว เขามาดูเรื่องเสถียรภาพของการบริหารประเทศ ศักยภาพในการเพิ่มผลผลิตของประเทศ เรื่องความสงบในสังคมและความมีเสถียรภาพของรัฐบาล เขาค่อนข้างมั่นใจ จึงปรับ Outlook ต่างๆ เงินลงทุนหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก มีคนที่เห็นถึงความพร้อมของทยและนำเม็ดเงินลงทุนมาขยายมาสร้างและนำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาในประเทศไทย
นายกฯ กล่าวอีกว่า เราเป็นไข่แดงตรงภูมิภาคอาเซียนไปถึงจีนตอนใต้ ไปถึงเอเชียใต้ เราไม่ได้อยู่แค่อาเซียนเพียงไม่กี่ประเทศ เราสามารถใช้เครือข่ายตรงนี้ เป็นศูนย์กลางขนส่งสินค้า คมนาคมของบริษัทข้ามชาติ
ในภูมิภาคอาเซียนเรายังมีแรงดึงดูดที่ทำให้เขาต้องให้ความสนใจกับประเทศไทย เขาอาจจะไม่ได้รักประเทศไทย แต่เขาต้องใช้ไทยเป็นฐานขยายกิจการ ธุรกิจในระดับที่เครื่องคิดเลขกดไม่ไหวเพราะศูนย์มันเยอะ ถ้าเขาไม่มีประเทศหรือฐานการผลิตใดๆ ที่ทำให้เขาขยายกำลังการผลิตหรือขยายขอบข่ายทางธุรกิจของเขาได้ เขาจะถูก disruption (ระงับ) เขาก็อยู่ไม่ได้ นี่คืออีกโอกาสหนึ่งของไทย