ปลายทศวรรษ 1950 BMW กำลังยืนอยู่บนปากเหวแห่งความล่มสลาย ท่ามกลางยอดขายรถยนต์ระดับบนที่ซบเซาอย่างหนัก สงครามโลกครั้งที่สองทำให้แบรนด์ตราใบพัดต้องสูญเสียอย่างหนักจนแทบไปต่อไม่ไหว สถานการณ์เลวร้ายจนถึงขั้นมีกระแสข่าวเรื่องการควบรวมกิจการกับ Daimler-Benz เนื่องจากไม่เหลืออะไรให้ต่อสู้กับคู่แข่ง ที่กำลังโตวันโตคืนในอุตสากรรมยานยนต์โลก การตกต่ำในครั้งนั้น ส่งผลให้ BMW อยู่ในสถานการณ์วิกฤตถึงขีดสุด แต่.....เมื่อมีตัวช่วยชีวิตที่ทุกคนรอคอยปรากฏตัวขึ้น กลับกลายเป็นฮีโร่ร่างเล็กที่แทบไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะประสบความสำเร็จ
ในอดีต BMW พยายามเรียนรู้ความน่าใช้ของรถยนต์ขนาดเล็กจากอีเซ็ตตา (Isetta) ผลงานการออกแบบของ Iso แต่ในมุมมองของบอร์ดบริหาร รถประเภทนี้เป็นเพียงยานพาหนะจิ๋วที่มีไว้สำหรับการเปลี่ยนผ่านช่วงสั้นๆ จากรถสองล้อไปสู่รถสี่ล้อเท่านั้น ความพยายามของ Isetta 600 ไม่สามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ที่ย่ำแย่ของแบรนด์บาวาเรียให้เดินต่อได้ Isetta 600 แม้จะดูดี แต่ความเชื่องช้าและขนาดที่เล็กของมัน เลยทำยอดขายได้ไม่เป้าตามที่ตั้งเอาไว้ ทีนี้แหละยิ่งกว่าตกนรกกันซะอีก เพราะเจ้า 600 ที่ขายยากขนาดเซลส์ต้องนั่งมองรถที่รอขายอยู่หลายเดือน หรือบางแห่งก็ล่อกันไปเป็นปีถึงจะขายออก
ผลวิจัยลูกค้าในยุคนั้นสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนว่า นักขับยังคงมองรถรุ่น 600 ด้วยสายตาที่ค่อนข้างเคลือบแคลงใจ สำหรับลูกค้าที่มีศักยภาพในการจ่ายเงินเพื่อซื้อรถเยอรมัน รถทรงก้อนสบู่ยังไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่เข้ากันได้กับแบรนด์ BMW
โวล์ฟกัง แดนเซล (Wolfgang Denzel) ผู้จัดจำหน่ายชาวออสเตรีย มีส่วนในการช่วยแบรนด์เอาไว้ ในวินาทีที่บริษัท BMW กำลังจะร่วงหล่นลงหน้าผา หลังจากได้รับไฟเขียวจากบอร์ดบริหาร แดนเซลได้ว่าจ้าง โจวันนี มิเชลอตติ (Giovanni Michelotti) ดีไซน์เนอร์ นักออกแบบมือฉมัง ชาวอิตาเลี่ยน โดยสั่งให้ออกแบบรถครอบครัวขนาดเล็กบนพื้นฐานแชสซีส์ของเจ้า 600 ที่ถูกขยายออก และนั่นคือจุดกำเนิดของ BMW 700
ไม่น่าเชื่อว่า BMW 700 ใช้เครื่องยนต์สูบนอน 2 สูบ (Flat-twin) ขนาด 697 ซีซี วางหลัง พัฒนามาจากเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ R67 ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อหลัง พร้อมระบบกันสะเทือนแบบอิสระรอบคัน ถือเป็นความก้าวอย่างมทากในยุคนั้น เพราะนี่คือรถยนต์แบบโครงสร้างตัวถังโมโนค็อก (Monocoque) รุ่นแรกของ BMW
BMW 700 เปิดตัวครั้งแรกในงานแฟรงก์เฟิร์ตมอเตอร์โชว์ ปี 1959 หลังจากเปิดรับจอง เจ้า 700 ก็มียอดสั่งซื้อหลั่งไหลเข้ามาอย่างถล่มทลาย กลายเป็นตัวกอบกู้บริษัท ด้วยยอดผลิตรวมทุกรุ่นถึง 188,000 คัน ในระยะเวลา 6 ปีของอายุโมเดล ในบันทึกทางประวัติศาสตร์ของ BMW ระบุว่า ในปี 1960 ยอดขายของ BMW รุ่น 700 คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 60% ของรายได้ทั้งหมด BMW 700 เป็นรถคูเป้ 2 ประตู โดยมีให้เลือก ทั้งรุ่นหลังคาสั้นและหลังคายาว รุ่นเปิดประทุน Baur สำหรับรุ่น Sport Coupé จะกลายเป็นโมเดล CS ในปี 1963
BMW 700 Coupé หลังคาสั้นกุด ถูกผลิตขึ้นมาเพียงสามหมื่นกว่าคันเท่านั้น หนึ่งในสามเป็นรุ่น Sport และมีจำนวนไม่มากนัก (ราว 400 คัน) ที่เป็นพวงมาลัยขวา ทำให้ปัจจุบัน 700 ที่หลงเหลืออยู่กลายเป็นของหายาก มีรายงานว่าในยุโรป น่าจะหลงเหลืออยู่ไม่ถึง 50 คัน ซึ่งรวมถึงรถพวงมาลัยซ้ายด้วย ส่งผลให้เจ้า 700 คันจิ๋วนี้กลายเป็นรถที่หาชมได้ยากยิ่ง
รายละเอียดการตกแต่งอันประณีตของ BMW 700 Sport Coupé ขยายไปถึงช่องดักลมปลอมและไฟเลี้ยวโค้งรับมุมตัวรถ แม้จะเป็นรถคันเล็ก แต่ BMW ไม่เคยลดทอนมาตรฐานคุณภาพ 700 ใช้มือเปิดประตูกลิ่นอายอิตาลีที่กำลังได้รับความนิยมในช่วงนั้นร่วมกับรถสปอร์ตหรูรุ่นพี่อย่าง 507 เป็นแบบกดปุ่มแล้วก้านเหล็กชิ้นบางจะดีดเด้งออกมา และประตูก็ปิดลงด้วยเสียงปึ้กหนักแน่นที่ให้ความรู้สึกมั่นใจในงานประกอบและความแข็งแรง
ตัวถังเป็นงานดีไซน์ฝีมือ มิเชลอตติ (Michelotti) โดยใช้ความน่ารักแบบไม่เกรงใจใครของรถเล็กอิตาเลี่ยน ผสมกับรถซีดานเยอรมัน ด้านหน้าเรียบๆ คล้ายรถฝรั่งเศสเครื่องยนต์วางหลังขนาดเล็กในยุคเดียวกัน ด้านหลังมีครีบหลังหรือหางปลา (สไตล์ยูโร) ที่เป็นเอกลักษณ์หางปลาดังกล่าวมีขนาดเล็กกว่าฝั่งอเมริกัน คล้ายกับ Ford Zephyr Mk2
ห้องโดยสารของรุ่น 700 เรียบง่าย โชว์งานประกอบที่แน่นหนา เปี่ยมด้วยความมั่นใจ ส่งสารบอกผู้ใช้ว่า รถรุ่นนี้ ไม่เน้นการประดับประดาเกินจำเป็น แต่ไม่ได้หมายความว่าถูกสร้างมาเพื่อลดต้นทุน ตอนที่ออกใหม่ๆ เจ้า BMW 700 Sport คันนี้มีราคาสูงถึงขนาดที่ลูกค้าในยุคแรกต้องจ่ายเทียบเท่ากับการซื้อรถมินิถึงหนึ่งคันครึ่งเลยทีเดียว ห้องโดยสารโปร่งโล่งและกว้างขวางเกินคาด อุปกรณ์อำนวยความสะดวก มีมือจับโหนหลังคาที่ดูบึกบึนและแถบโครเมียมสามเส้น มาตรวัดอนาล็อกที่อ่านค่าง่าย และไม่มีระบบอีเล็กทรอนิกส์รถรุงรัง เพราะรถยนต์ในยุคนั้น ยังคงใช้ชิ้นส่วนกลไกที่แข็งแรงทนทานมากกว่าใช้ ECU สั่งงานเหมือน BMW ในทุกวันนี้
หน้าปัดทรงกลมขนาดกะทัดรัด มีมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ถึง 8,000 รอบ/นาที (ไม่มีขีดแดงเตือน) และมาตรวัดความเร็วสูงสุด 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แดชบอร์ดเหล็กพ่นสี คาดทับด้วยแผ่นซับแรงกระแทกหนานุ่ม ด้านล่างมีปุ่มและสวิตช์ยื่นออกมาให้ใช้งานได้ง่ายๆ
BMW 700 Sport Coupé มีฟิลลิ่งที่เหมือนกับรถเล็กทั่วไป นั่นคือ คล่องแคล่ว ว่องไว แต่ไม่มีพละกำลังมากพอที่จะดึงจนทำให้รถเสียอาการ ท่านั่งขับอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ต้องใช้เวลาปรับตัวกับเบาะนั่งที่มีความยืดหยุ่นสูง คอพวงมาลัยเรียวบาง วางตัวแทรกอยู่ระหว่างแป้นเหยียบ ทำให้เท้าไปเกี่ยวโดนได้ง่ายเวลาเบรกคันเร่งวางตำแหน่งตรงกับเท้าขวาพอดี ส่วนคลัตช์ถูกเอียงทำมุมไปทางซ้าย โผล่ขึ้นและโค้งเข้าหาผู้ขับขี่ การออกแบบในลักษณะดังกล่าวไม่ได้ให้ความรู้สึกสบายเท้าในการใช้งาน และต้องใช้เวลาปรับตัว
รถเครื่องยนต์วางหลังระบายความร้อนด้วยอากาศที่มีกำลังแค่พอใช้งาน รุ่น 700 มีก้านโยกขนาดเล็กสองอัน—สำหรับควบคุมโช้ค (Choke) และระบบทำความร้อน—ประกบอยู่ข้างเบรกมือที่ติดตั้งบนพื้นรถ ด้านหน้าของเบรกมือคือคันเกียร์สั้นๆ จับกระชับมือ รถคันนี้ใส่พวงมาลัยผิดรุ่นและสวมล้อที่ไม่ตรงสเปก (ล้อเดิมที่ถูกต้องยังอยู่กับตัวรถ) ยางเรเดียล 155/80 R13 แทนที่จะเป็นยางไบแอส (Crossplies) ขนาด 5.20 บนกระทะล้อเหล็ก 12 นิ้วตามสเปกโรงงาน
ช่องเก็บของหน้ารถที่เปิดโล่ง— มีนาฬิกาเรือนเล็กซ่อนตัวอยู่ ช่องกุญแจสตาร์ทในกระบอกสวิตช์อยู่บริเวณฐานคันเกียร์ ซึ่งถูกล็อกไว้ในตำแหน่งเกียร์ว่างเมื่อดับเครื่องยนต์ คนขับต้องใช้รอบเครื่องสูงพอสมควร กว่ารถจะเคลื่อนตัวออกไปได้ หลังจากนั้น คันเร่งแบบแป้นเหยียบติดพื้น (Organ-pedal) จะต้องถูกกดจมมิดเกือบตลอดเวลาเพื่อช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานอย่างเต็มกำลัง เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ R67 คล้ายฝูงแตนกำลังบินวน คนที่ยืนอยู่ข้างถนน จะรู้ทันทีว่านี่คือ 700 รุ่น Sport ก็เพราะเสียงของมันนั่นเอง 700 ยังมีเหล็กกันโคลงด้านหลัง พร้อมด้วยคาร์บูเรเตอร์ Solex 34PC1 แบบคู่ ติดอยู่บนเครื่องยนต์ ท่อไอเสียะบายออกผ่านท่อขนาดจิ๋วสี่ท่อ เป็นท่อระบายที่เล็กที่สุดเท่าที่คุณเคยเห็นมา
เมื่อผสานเข้ากับอัตราส่วนกำลังอัดที่สูงขึ้นมาก—9:1 แทนที่จะเป็น 7.5:1—ทำให้ได้พละกำลัง 40 แรงม้า และทำความเร็วสูงสุดได้ประมาณ 136.79 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 85 ไมล์ต่อชั่วโมง
สำหรับความสำเร็จของ BMW 700 เมื่อถูกส่งลงไปไล่ล่าถ้วยรางวัลในมอเตอร์สปอร์ตของยุโรป 700 วิ่งนำโด่งเข้าวินคว้าชัยชนะในรุ่นรถเก๋ง (Saloon racing) ตามด้วยชัยชนะในการแข่งขันเยอรมันฮิลล์ไคลม์แชมเปียนชิพ (German Hillclimb Championship) ฮันส์ ชตุ๊ค ซีเนียร์ (Hans Stuck Snr) นักขับวัย 60 ปีกับ 700 รุ่น RS น้ำหนักเบา ทำให้ได้รับฉายาว่า ‘พังพอนหัวใจราชสีห์’ นั่นอาจเป็นการพูดเกินจริงสำหรับสมรรถนะของรุ่น Sport Coupé แต่บอกได้เลยว่ามันมีความจี๊ดจ๊าดคล่องตัวไม่เบา
ในเดือนมีนาคม 1962 นิตยสาร Autosport ถึงกับออกปากชมด้วยความประทับใจ และคำชมเหล่านี้ถูกนำไปเผยแพร่ซ้ำในสื่อโฆษณาของ BMW อย่างกว้างขวาง นั่นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะเมื่อคุณสตาร์ทรถออกเดินทาง ความเร็วนั้นดูเหลือเชื่อเสียเหลือเกิน เจ้าของ 700 ให้ความเห็นว่า เกียร์สองของมัน เรียกกำลังเร้าใจ สามารถลากได้ถึง 83 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เกียร์สามดันขึ้นไปแตะ 111.04 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้อย่างสบายๆ นั่นหมายความว่า การขับเจ้า 700 คันนี้ มีอยู่หนทางเดียวเท่านั้น คือ ต้องซัดให้คันเร่ง เพราะเครื่องเล็กเหลือกำลังลาก!
ความอืดในช่วงออกตัวของมัน ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้ จนกว่าจะลากเกิน 4,500 รอบ/นาที หมายความว่าคุณต้องออกแรงสับเกียร์ธรรมดา 4 สปีด ที่มีระบบซิงโครเมศ ให้ครบทุกเกียร์
รถบางรุ่นมีออปชันเสริมเป็นคลัตช์กึ่งอัตโนมัติ Saxomat มาให้ แต่คันเกียร์ธรรมดาช่วงชักยาวของรุ่น Sport ทำให้คนขับต้องกำและกระชากคันเกียร์เอย่างเมามัน เพื่อให้ได้สมรรถนะที่ดีที่สุด ถ้าคุฃพยายามโยกคันเกียร์ด้วยความนุ่มนวลทะนุถนอม มันจะออกอาการย้วยไม่แม่นยำ และจะยิ่งแย่ลงเมื่อข้อต่อเริ่มหลวมคลอน พวงมาลัยโคตรหนัก ระบบเบรก แม้จะไม่ได้คมกริบจ แต่ก็มีความเป็นโปรเกรสซีฟและหยุดรถได้อย่างมั่นใจ
การถือกำเนิดของ BMW 700 มักถูกนำเปรียบเทียบกับความสำเร็จของมินิ (Mini) และเมื่อคำนึงถึงเรื่องมูลค่าแล้ว รถจากค่าย BMW ไม่มีทางที่จะเหนือกว่าฝั่งอังกฤษ นั่นเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แม้จะดูไม่ยุติธรรมเท่าที่ควร เพราะเจ้า 700 มีสิ่งอื่นมาทดแทนที่เหนือกว่ารถเล็กของอังกฤษ มันมีความแปลกและแตกต่าง เปี่ยมด้วยเสน่ห์และความสุขุมรื่นรมย์ที่หาได้ยากในยานยนต์ยุคฟื้นฟูของ BMW
ข้อมูลจำเพาะ (Factfile)
BMW 700 Sport Coupé
ช่วงเวลาการผลิต/จำนวนที่ผลิต: 1959–1965 / 31,062 คัน
โครงสร้างตัวถัง: เหล็กโมโนค็อก (Steel monocoque)
เครื่องยนต์: อัลลอยด์ทั้งบล็อก, ระบายความร้อนด้วยอากาศ, สูบนอน 2 สูบ (Flat-twin) ความจุ 697 ซีซี, ฝาสูบเฮมิสเฟอริคัล และคาร์บูเรเตอร์ Solex คู่
พละกำลังสูงสุด: 40 แรงม้า ที่ 5,700 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด: 38 ปอนด์-ฟุต ที่ 4,000–5,000 รอบ/นาที
ระบบส่งกำลัง: เกียร์ธรรมดา 4 สปีด ซิงโครเมศทุกเกียร์, ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD)
ระบบกันสะเทือน: อิสระ ด้านหน้าแบบ Leading links ด้านหลังแบบ Semi-trailing arms; สปริงคอยล์สปริง, โช้คอัพเทเลสโคปิก, เหล็กกันโคลงหน้า/หลัง
ระบบบังคับเลี้ยว: แร็คแอนด์พิเนียน (Rack and pinion)
ระบบเบรก: ดรัมเบรก
ความยาว 3,540 มม.
ความกว้าง 1,480 มม.
ความสูง 1,270 มม.
ระยะฐานล้อ 2,120 มม.
น้ำหนักตัวรถ 630 กก.
อัตราสิ้นเปลืองประมาณ 15.18 กิโลเมตรต่อลิตร
อัตราเร่ง 0-100 กม/ชม.: 22 วินาที
ความเร็วสูงสุด 136.79 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ราคารถใหม่ในเยอรมัน ปี 1962 (พศ. 2505) อยู่ที่ 728 ปอนด์ เท่ากับประมาณ 32,770 บาท(คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 45 บาท / 1 ปอนด์)
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom